27 พ.ย. 2558

เวชศาสตร์นิวเคลียร์ ศิริราช


เวชศาสตร์นิวเคลียร์ ศิริราช
ปัจจุบันคนไทยเริ่มให้ความสำคัญในการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายของตนเองดูดีอยู่เสมอและห่างไกลจากโรคมะเร็ง แต่วิวัฒนาการเดียวนี้สามารถตรวจสอบร่างกายว่ามีสุขภาพดีพอที่จะสู้โรค มะเร็งได้หรือเปล่าที่ได้จาก การวัดค่าต่าง ๆ  สามารถวัดได้ทั้ง น้ำหนักร่างกาย เปอร์เซ็นไขมัน มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ และมวลกระดูก เพียงแค่มีเครื่องชั่งน้ำหนักเพียงเครื่องเดียว แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ก็สามารถตรวจดูลึกลงไปเพื่อตรวจดูเชื่อมะเร็งได้ด้วย

“60 ปีเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ศิริราช” พัฒนาฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายกว่าจะเป็นการบริการเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่ครบ วงจรในวันนี้...นับเป็นหนึ่งในศักยภาพวงการแพทย์ประเทศไทยที่สำคัญ ทั้งด้านบริการ การเรียนการสอน และการวิจัยในอนาคต สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาควิชารังสีวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ได้ให้บริการตรวจ PET/CT มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ในผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม และ ผู้ป่วยโรคลมชัก

“เวชศาสตร์ นิวเคลียร์ทางการแพทย์” คือการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อประโยชน์ในการตรวจและรักษาผู้ป่วย การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การตรวจการกระจายของมะเร็งมาที่กระดูก การตรวจการทำงานของไต การตรวจหาจุดอุดตันของทางเดินน้ำเหลือง การตรวจวัดมวลกระดูกและการรักษาทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ได้แก่ การรักษาผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษหรือผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ด้วยไอโอดีนรังสี 131 และ การรักษาการกระจายตัวของมะเร็งด้วยสารเภสัชรังสี

ปัจจุบันใน ประเทศไทยมีนวัตกรรมการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่เป็นประโยชน์ในผู้ป่วย มะเร็ง เรียกว่า PET/CT (Positron emission tomography/computed tomography) สำหรับการตรวจ รักษาโรคมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งบริเวณศีรษะและคอ มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เนื่องจากมีความแม่นยำสูงในการประเมินระยะโรคของมะเร็ง ประเมินผลการรักษาตรวจหาโรคมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ รวมทั้งสามารถพยากรณ์โรคได้ การตรวจ PET/CT จึงช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

นอกจาก นี้แล้วก็มีนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ กรณีมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก การตรวจกระดูกทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์และการแพร่กระจายของมะเร็ง ด้วยวิธีการที่เราให้สารเภสัชรังสีเข้าไปสะสมอยู่ในตัวกระดูก ไปทำลายเซลล์มะเร็งที่กระดูก ทำให้ยุบลง คนไข้ก็หายปวด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง สุนันทา เชี่ยววิทย์ หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ศิริราช และ อาจารย์แพทย์หญิงเบญจาภา เขียวหวาน ให้ข้อมูลว่า ศิริราชเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยท่าน ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์ร่มไทร สุวรรณิก ถือเป็น “บิดาแห่งเวชศาสตร์นิวเคลียร์แห่งประเทศไทย” ก่อตั้งและทำให้เกิดความก้าวหน้าทางการแพทย์ในศาสตร์นี้

ผ่านมาถึง วันนี้ “เวชศาสตร์นิวเคลียร์” เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่ก็จะ เป็นผู้ป่วยมะเร็ง โดยใช้สารที่ให้รังสีโพสิตรอน ซึ่งสารพวกนี้มีในธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน ฟลูออรีน แล้วเราก็ไปจับติดฉลากให้ได้สารเภสัชรังสีที่ต้องการ

ยกตัวอย่างเรา อยากจะดูน้ำตาลก็ไปติดฉลากจนได้"น้ำตาลรังสี" เวลาเอามาตรวจ"น้ำตาลรังสี"จะวิ่งเข้าไปที่เซลล์มะเร็งสูงกว่าเซลล์ปกติ เพราะเซลล์มะเร็งใช้น้ำตาลเยอะ เมื่อเราถ่ายภาพก็จะรู้เลยว่าตรงไหนเป็นตำแหน่งมะเร็ง เพราะจะมีตำแหน่งของน้ำตาลเยอะกว่าปกติ นี่คือวิธีการ มีความแม่นยำสูง เป็นการศึกษาในระดับเมตาบอลิสม์ของเซลล์

คำถามต่อมา เมื่อพูดถึงรังสี น่ากลัวหรือเปล่า? อาจารย์แพทย์หญิงเบญจาภา เสริมว่า รังสีมีปริมาณไม่มาก แล้วจะลดระดับลงไปเรื่อยๆ ปลอดภัย คนไข้ตรวจเสร็จไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็สามารถกลับบ้านได้ ตัวคนไข้ไม่แพ้ โมเลกุลก็เหมือนน้ำตาลไม่มีรายงานเลยว่าแพ้

เรามี “เครื่องไซโคลตรอน”...ผลิตสารรังสีได้เอง ครบวงจรสืบเนื่องจากสารพวกนี้มีคลื่นชีวิตสั้นสองชั่วโมงก็ลดระดับลงไปครึ่ง หนึ่ง...ตัวที่ยาวที่สุด ถ้าไม่มีเครื่องไซโคลตรอนก็ต้องสั่งสารรังสีจากที่อื่น ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องของการขนส่งที่ต้องใช้เวลา ปัจจุบันจึงมีความพยายามทำให้ครบวงจร

“เครื่องไซโคลตรอนทำให้เรา สามารถผลิตยามาฉีดคนไข้ แล้วก็ตรวจในที่เดียว ถัดมาก็คือสามารถผลิตสารได้หลากหลาย ดูเมตาบอลิสม์ต่างๆของเซลล์มะเร็งได้มากมาย ทำให้เป็นประโยชน์ในเรื่องของงานวิจัย เป็นความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต”

หาก จะถามว่าในอนาคตจะพัฒนาก้าวหน้าไปในรูปแบบไหน นอกจากงานวิจัยก็จะเปิดให้บริการคนไข้แล้ว เราสามารถตรวจมะเร็งได้หลากหลาย เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่ไม่ดูดน้ำตาล เราไม่สามารถที่จะดูเรื่องน้ำตาลเมตาบอลิสม์ได้ เราก็ต้องไปหาสารที่ดูด เช่นโคลีน เพื่อที่จะตรวจได้อย่างครอบคลุม กว้างขึ้น

Cr.ไทยรัฐ

ฝนดาวตกลีโอนิดส์


สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร) โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยว่า ในเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ ปี ช่วงระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2558 จะเกิดปรากฏการณ์ "ฝนดาวตกลีโอนิดส์" หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต สังเกตได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ต่อเนื่องไปถึงรุ่งเช้าของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 คาดปีนี้ เห็นได้ประมาณ 10-15 ดวงต่อชั่วโมง แนะ ดูหลังเที่ยงคืน คือช่วงที่ดีที่สุด ...

สำหรับ ในปีนี้ กลุ่มดาวสิงโต หรือ"ฝนดาวตกลีโอนิดส์" จะโผล่พ้นจากขอบฟ้าในเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสังเกตปรากฏการณ์ ฝนดาวตกลีโอนิดส์มากที่สุด คือ เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณใกล้กลุ่มดาวสิงโต ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายของฝนดาวตก

แต่ ปีนี้เป็นที่น่าเสียดาย ในประเทศไทยจะมีโอกาสมองเห็นฝนดาวตกดังกล่าวในจำนวนไม่มากนัก ประมาณ 10-15 ดวงต่อชั่วโมง แม้จะมีให้เห็นในปริมาณน้อย แต่ฝนดาวตกลีโอนิดส์ถือเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด เนื่องจากมีการเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศในอัตราเร็วถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ได้ในคืนดังกล่าว

ช่วง เวลาที่ดีที่สุดในการสังเกตฝนดาวตก คือตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เนื่องจากเวลาหัวค่ำจนถึงก่อนเที่ยงคืนเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งสวนทางการหมุน รอบตัวเองของโลก เราจะเห็นดาวตกมีความเร็วสูง ทำให้สังเกตได้ยาก แต่หลังเที่ยงคืนไปจนถึงเวลาใกล้รุ่ง จะเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งตามทิศทางการหมุนของโลก เราจึงเห็นดาวตกวิ่งในอัตราเร็วที่ช้ากว่า จนมีเวลาที่สามารถชี้ชวนกันดูได้ และมองเห็นความสวยงามของดาวตกได้ชัดเจนขึ้น

สถานที่ในการชมฝนดาวตก ควรเป็นสถานที่ที่ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีแสงไฟรบกวน จะสังเกตดาวตกมีความสว่างมาก ส่วนวิธีการชมฝนดาวตกให้สบายที่สุด ให้นอนรอชม เนื่องจากช่วงที่เกิดฝนดาวตก จุดศูนย์กลางจะอยู่เหนือท้องฟ้ากลางศีรษะพอดี ส่วนการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าควรตั้งกล้องทางทิศไหน เนื่องจากกระจายทั่วท้องฟ้า ต้องอาศัยการเดา หรือเปิดหน้ากล้องวัดแสงจากเครื่องวัดแสง(LUX Meter) ให้พร้อมเพื่อรอให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง

อย่าง ไรก็ตาม ฝนดาวตกลีโอนิดส์เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55 พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาวหาง ตัดผ่านวงโคจรของโลก ทำให้เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า
ทิศ ทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์ สวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วค่อนข้าง มาก โดยมีความเร็วสูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุดที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัดแสง(LUX Meter) จึงได้รับการขนานนามว่า "ราชาแห่งฝนดาวตก"

นอก จากฝนดาวตกลีโอนิดส์ที่จะได้ชมกันในเดือนนี้แล้ว กลางเดือนธันวาคมยังมีฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือ ฝนดาวตกคนคู่ มาให้ได้ชมเป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ส่งท้ายปี 2558 อีกด้วย สังเกตได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 13 ธันวาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเช้ามืดของวันที่ 14 ธันวาคม 2558.

Cr.ไทยรัฐ

26 พ.ย. 2558

กระจกอลูมินา ไม่มีวันแตกร้าว


กระจกอลูมินา ไม่มีวันแตกร้าว
ถึงแม้นว่าตอนนี้ไม่มีใครกลัวสมาร์ทโฟนตกจนหน้าจอแตกเละกันเพราะมีฟิลม์ กันแตกร้าว แต่อีกในไม่ช้ากระจกบนสมาร์ทโฟนรวมไปทั้งกระจกหน้าต่างบ้าน อาคาร กระจกรถยนต์ก็จะไม่แตกง่ายและความแกร่งและความเหนียวใกล้เคียงกับเหล็กอีก ต่างหาก นั้นคือวิวัฒนาการของกระจกอลูมินาที่ไม่มีวันแตกร้าวมีคุณสมบัติในทางแข็ง แกร่งแล้ว ยังใสเป็นพิเศษ บางและเบากว่ากระจกทั่วไปที่วัดได้จากไมโครมิเตอร์(Micrometer) อีกด้วย

โลก ใช้ประโยชน์จากแก้วหรือกระจกอยู่มากมาย ตั้งแต่ของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เรื่อยไปจนถึงเป็นส่วนสำคัญในรถยนต์และการก่อสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั้งๆ ที่กระจกมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ตรงที่มีความเปราะ แตกง่าย เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้ผลิตกระจกมักเพิ่มชั้นวัสดุที่มีความหยุ่นเหนียวเพื่อป้องกันอันตราย เมื่อกระจกได้รับแรงกระแทกจนแตกออกแต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

นัก วิจัยจากหลายประเทศพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือทำให้กระจกมีความแข็งแกร่งทนทานสูง แตกหักยาก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งทีมวิจัยจากญี่ปุ่น นำโดย รองศาสตราจารย์ อัตสึโนบุ มาสุโนะ นักวิชาการจากสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม ของมหาวิทยาลัยโตเกียวพัฒนากระจกอลูมินาไม่มีวันแตกร้าว

ทีมวิจัย จากญี่ปุ่น นำโดย รองศาสตราจารย์ อัตสึโนบุ มาสุโนะ สามารถค้นพบวิธีการในการจัดสร้างกระจกที่มีความแข็งแกร่งสูงมากจนแทบไม่แตก หักได้ในที่สุดนั้นคือกระจกอลูมินาไม่มีวันแตกร้าว และมีการเผยแพร่ผลสำเร็จดังกล่าวเป็นรายงานทางวิทยาศาสตร์ในวารสารวิชาการ เนเจอร์ เมื่อไม่นานมานี้ี

ที่ผ่านมา นักวิจัยค้นพบแล้วว่า ถ้าหากเราผสมอลูมินา ซึ่งเป็นออกไซด์ของอะลูมิเนียมเข้ากับซิลิคอนไดออกไซด์ ที่เป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตแก้วหรือกระจก กระจกที่ได้จากส่วนผสมใหม่ดังกล่าวนี้จะแข็งแกร่งกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยด้านนี้พบอุปสรรคสำคัญในการผลิตกระจกจากส่วนผสม ใหม่นี้

อุปสรรคสำคัญในการผลิตกระจกนั่นคือเมื่อพยายามใช้อลูมินา ผสมลงไปเป็นปริมาณมากๆ จะเกิดปัญหาตามมาเนื่องจากอลูมินาในส่วนผสมดังกล่าวจะจับตัวเป็นผลึกในทันที ที่สัมผัสกับภาชนะบรรจุ ทำให้ไม่สามารถรวมตัวกับส่วนผสมอื่นให้เกิดเป็นกระจกได้

สิ่งที่ทีม วิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวคิดค้นขึ้นนั้น เป็นวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ ระบบของทีมวิจัยสามารถผลิตแผ่นกระจกได้โดยไม่จำเป็นต้องมีภาชนะหรือเบ้าแต่ อย่างใดทั้งสิ้น โดยอาศัยแรงดันของก๊าซผลักให้ส่วนผสมทั้งหมดลอยอยู่ในอากาศทำให้มีเวลาที่ ส่วนผสมเหล่านั้นรวมตัวเข้าด้วยกันในทางเคมี

ผลลัพธ์ที่ได้ จากกระบวนการผลิตแบบใหม่นี้ทำให้ได้กระจกอลูมินาไม่มีวันแตกร้าว กระจกใสที่มีส่วนผสมของอลูมินาได้มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มีความแข็งแกร่งสูงมาก เมื่อวัดความแข็งแกร่งด้วยหน่วยวัด ยังส์ โมดูลัส (Young’s modulus) สำหรับใช้วัดความแข็งแกร่งและหยุ่นเหนียวของเหล็กและเหล็กกล้า พบว่าค่าของความแกร่งและความเหนียวใกล้เคียงกับเหล็ก

"อลูมินา กลาส" กระจกอลูมินาไม่มีวันแตกร้าว ที่ได้จากระบบการผลิตแบบแอโรไดนามิก เลวิเทชั่นนี้ นอกจากจะมีคุณสมบัติในทางแข็งแกร่งแล้ว ยังใสเป็นพิเศษ บางและเบากว่ากระจกทั่วไปที่วัดได้จากไมโครมิเตอร์(Micrometer)หรือเวอร์ เนียคาลิปเปอร์(Vernier Caliper) อีกด้วย ซึ่งส่งผลให้การนำมาประยุกต์ใช้ทำได้กว้างขวางอย่างมาก

กระ จกอลูมินาไม่มีวันแตกร้าวสามารถนำกระบวนการผลิตใหม่นี้ไปผลิตกระจกหน้าต่าง อาคาร กระจกรถยนต์ เรื่อยไปจนถึงการนำมาใช้เป็นหน้าจอของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เครื่องรับโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ หน้าจอแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เป็นต้น ทางรองศาสตราจารย์ มาสุโนะ คาดว่าจะสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 5 ปีนี้

Cr.ประชาติธุรกิจ

โคมไฟถนน LED


นายอัลเฟรด วัลด์ฮาวส์ ฝ่ายประสานงานโครงการคอนติเนนทอล ของประเทศฝรั่งเศส เปิดเผยว่า โคมไฟถนน LED ถือเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญช่วยให้ผู้ขับขี่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน ช่วยลดอุบัติเหตุ ในอดีตมีการปรับใช้อุปกรณ์หลายอย่างตั้งแต่ตะเกียงน้ำมัน โคมไฟก๊าซ โคมไฟโซล่าเซลล์ ไปจนถึงแสงไฟจากหลอดนีออน และล่าสุดเทคโนโลยีแอลอีดี (LEDs: light-emitting-diodes) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญช่วยเพิ่มความสว่างบนท้องถนน การใช้แอลอีดี(LED)มีข้อดีคือช่วยประหยัดพลังงานถึงหนึ่งในสาม บำรุงรักษาง่าย ใช้งานได้นานขึ้น และที่สำคัญมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี

นาย วัลด์ฮาวส์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนาโคมไฟถนน LED ช่วยให้ถนนมีความปลอดภัยและสะดวกสบายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ด้วยเทคโนโลยีของตัวเซ็นเซอร์(Sensor)และระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถ เปลี่ยนโคมไฟถนน LED ธรรมดาให้กลายเป็นโคมไฟถนน LED ที่ชาญฉลาด โดยแอลอีดี(LED)ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุม ประเมินสถานการณ์ รวมถึงสื่อสาร คาดว่าภายใน 15 ถึง 20 ปี โคมไฟถนน LED ทั้งหมดจะเปลี่ยนมาใช้แอลอีดี

นายวัลด์ฮาวส์กล่าวว่า การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเพิ่มขีดจำกัดของไฟถนนแบบเดิมๆ การเพิ่มฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น เมื่อโคมไฟถนน LED ขัดข้อง ระบบสามารถตรวจสอบและแจ้งเตือนไปยังหน่วยควบคุมเพื่อทำการแก้ไขได้ หรือระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติ สามารถระบุสถานที่จอดรถบริเวณใกล้เคียงในจุดที่แสงกระจายถึง และส่งข้อมูลโดยตรงหรือทางระบบคลาวด์ให้กับผู้ขับขี่กำลังมองหาที่ว่าง สำหรับจอดรถยนต์ในบริเวณใกล้เคียงนั้น วิธีการดังกล่าวช่วยปรับปรุงระบบจอดรถเพิ่มรายได้ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเขตเมืองอีกด้วย

นายวัลด์ฮาวส์กล่าวว่า โคมไฟถนน LED สามารถตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่และปรับความสว่างไฟอัตโนมัติให้ ตรงกับวัตถุต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนเดินเท้า คนขี่จักรยาน รถยนต์ที่แล่นสวนเข้ามา หรือแม้กระทั่งให้โคมไฟถนน LED เป็นหลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ นอกจากนี้ระบบยังสามารถแจ้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และแจ้งรถยนต์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้ระมัดระวังมากขึ้น

"เราไม่ มีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบนี้ โคมไฟถนน LED อัจฉริยะมีบทบาทสำคัญกับระบบขับขี่อัตโนมัติ ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีผลต่อการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ แสงสว่าง อุณหภูมิ หรือแม้แต่สภาพอากาศ เช่น ฝนตก หิมะ และการก่อตัวของน้ำแข็ง ในอนาคตเสาโคมไฟถนน LED อาจจะมีฟังก์ชั่นสามารถชาร์จพลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้" นายวัลด์ฮาวส์กล่าว

นายวัลด์ฮาวส์กล่าวว่า คอนติเนนทอลได้ทดสอบใช้ระบบโคมไฟถนน LED อัจฉริยะที่เมืองอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส เมืองตูลูส เป็นเวลากว่า 2 ปี การใช้ระบบไฟอัตโนมัตินี้จะช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้า เป็นผลดีกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนอีกด้วย เนื่องจากความต้องการใช้แอลอีดีไฟอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คอนติเนนทอลมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์แอลอีดีที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ผลิต อุปกรณ์สำหรับไฟฟ้า หรือหน่วยงานรัฐบาล ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยียานยนต์รวมถึงความสามารถในการผลิต ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูงมาใช้ในการผลิต

Cr.ประชาชาติธุรกิจ

25 พ.ย. 2558

อุตสาหกรรมยุคที่ 4.0


อุตสาหกรรมยุคที่ 4.0

เมื่อ มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การพัฒนาทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาทางเทคโนโลยี ถึงช่วงเวลาต่างๆที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่จนได้ชื่อว่าเป็นการ ปฏิวัติทางอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) นั้น จนถึงปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็นอุตสาหกรรม 4 ยุคด้วยกัน ได้แก่

-อุตสาหกรรมยุคแรก Industry 1.0 หรือยุคเครื่องจักรกลไอน้ำ

ซึ่ง ถือว่าเป็นยุคแรกที่มีการต่อยอด จากเดิมที่เริ่มมีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือแบบง่ายๆ หรือมีกลไกไม่ซับซ้อนนัก แต่ยังคงใช้แรงงานคนหรือสัตว์เป็นกำลังการผลิตหลัก เรียกว่าใช้เครื่องทุนแรงมาช่วย จนพัฒนามาสู่การใช้ความร้อนเพื่อมาสร้างพลังงานในการขับเคลื่อนเครื่องจักร แทนการใช้แรงงานคนหรือสัตว์
นอกจากจะช่วยผ่อนแรงจนถึงขั้นทดแทนแรงงานคน ได้ในหลายส่วนแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถที่เดิมต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก มาเป็นแบบผสมผสานหรือใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวเป็นหลัก สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการเกิดขึ้นของยานพาหนะต่างๆมากมายหลายชนิด ที่สามารถขนส่งคนหรือสินค้าจำนวนมากๆไปในระยะทางไกลๆได้หลายไมล์หรือหลาย กิโลเมตร ทั้งทางบกและทางน้ำ อาทิ รถไฟ หรือเรือขนส่งสินค้าทางทะเล เป็นต้น

-อุตสาหกรรมยุคที่สอง Industry 2.0 หรือยุคการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้า

ยุค นี้เกิดเครื่องจักรอุตสาหกรรมมากมาย ไม่เพียงเครื่องจักรขนาดใหญ่เท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องจักรขนาดเล็กด้วย โรงงานอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนรูปแปลงร่าง จากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก (Labor intensive) มีการใช้เครื่องจักรกลเพื่อการผลิตในจำนวนที่มาก (Mass production) การแบ่งงานกันทำของคนงาน (the Division of Labor) ตามแนวคิดของ Adam Smith มีความโดดเด่นและเป็นระบบมากขึ้นกว่าการแค่เรื่องของแรงงานคนเท่านั้น

หาก แต่มีเรื่องของระบบการบริหารจัดการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และที่สำคัญในทางเทคโนโลยีคือ การใช้ไฟฟ้ามาทดแทนการใช้ไอน้ำ ถือได้ว่าเป็นยุคแห่งการผสมผสานแรงงานคนกับเครื่องจักรอย่างแท้จริง (man-machine) มีการนำระบบสายพานลำเลียง (Conveyor) มาใช้ และการจัดสายการผลิตให้เกิดการสมดุล (Assembly line balancing) ก่อให้เกิดผลิตภาพที่สูงขึ้น และเกิดการประหยัดจากขนาดการผลิต (economies of scale)

-อุตสาหกรรมยุคที่สาม Industry 3.0 หรือยุคคอมพิวเตอร์

ยุค นี้เครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆไม่ใช่ทำงานในเชิงกล หรือใช้พลังงานจากไฟฟ้าเท่านั้น หากแต่ควบคุมและสั่งการได้ผ่านวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีเซ็นเซอร์และตัวตรวจจับมากมายในหลายส่วน โดยผนวกเอาความสามารถในการคิดคำนวณของคอมพิวเตอร์เข้าไปไว้ในเครื่องจักร ทำให้เครื่องจักรมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น และสามารถโปรแกรมให้ผลิตหรือประกอบสินค้าได้ในหลากหลายรูปแบบอย่างอัตโนมัติ (Automation หรือ Programmable Logic Control – PLC)

คนงานยกระดับ ความสามารถกลายเป็นคนควบคุมเครื่องจักรการผลิตแทน โดยใช้เวลาระหว่างที่เครื่องจักรทำงานด้วยตัวเองนั้น ในการเตรียมงาน เตรียมวัตถุดิบ สุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากเครื่อง แก้ปัญหาข้อขัดข้องจนถึงการบำรุงรักษาเครื่องจักรแบบง่ายๆ (Self-maintenance) การควบคุมคุณภาพเริ่มเปลี่ยนมือจากเจ้าหน้าที่ QC ไปสู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต มีการปลูกฝังแนวคิดเรื่องคุณภาพเข้าไป จนเข้าสู่ยุคของการประกันคุณภาพด้วยระบบแทน (Quality Assurance)

-อุตสาหกรรมยุคที่สี่ Industry 4.0 หรือยุคอินเทอร์เน็ต

เมื่อ โลกการผลิตจริง (Real sector) ในทางอุตสาหกรรมถูกเชื่อมต่อกับโลกเสมือน (Cyber space) ผ่านเครือข่ายออนไลน์และอินเทอร์เน็ตทั้งไร้สายและมีสาย จนได้ชื่อว่าเป็นยุค Cyber-Physical System คำว่า Internet of Things (IoT) ที่ไม่ใช่เพียงแค่สมองกลฝังตัวที่มีแต่ความสามารถในการคิดคำนวณ ประมวลผล และหาทางออกของปัญหาได้เองเท่านั้น หากแต่ยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับโครงข่ายการสื่อสารต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา (anywhere anytime)

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ทุกวันนี้เราจะเห็นอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในชีวิตประจำวัน ทั้งที่อยู่ในบ้าน ในสำนักงาน หรือแม้แต่ในโรงงานอุตสาหกรรม จะเชื่อมต่อถึงกันเพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรฐานการส่งข้อมูลของ ประเภทอุปกรณ์นั้นๆ (Protocol) เช่น Zigbee Protocol เป็นต้น ได้อย่างน่าทึ่ง แบบที่เจ้าของอุปกรณ์และเครื่องมือนั้นๆไม่ต้องไปสั่งการหรือเกี่ยวข้องด้วย ซ้ำ และแน่นอนอาจถึงขั้นคิดแทนเราได้ในบางเรื่องในแนวทางของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence- AI)

อย่าโหยหาความได้เปรียบโดยเปรียบ เทียบ (Comparative advantage) ที่มีมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้ง ปริมาณแรงงานที่มาก หรือค่าแรงขั้นต่ำ และมุ่งที่จะเป็นฐานการผลิตของประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น หากแต่ทุกคนต้องช่วยกันยกระดับไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่บริษัทของคนไทยมีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าของตัวเอง และใช้ประเทศอื่นเป็นฐานการผลิตบ้าง เชื่อโดยสุจริตใจว่าอุตสาหกรรมของไทยพัฒนาไปไกลเกินกว่าจะใช้ความได้เปรียบ ด้านแรงงานราคาถูกอีกต่อไป อย่าดูถูกพวกเรากันเองครับ

ทุกคนต้องช่วย กันยกระดับไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติ บริษัทของคนไทยมีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าของตัวเอง และใช้ประเทศอื่นเป็นฐานการผลิต ค่าแรงงานที่สูงจะไม่เป็นปัญหาใดๆเลย ถ้าอุตสาหกรรมของไทยยกระดับ (Upgrade) จากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคน สู่การผลิตกึ่งอัตโนมัติหรือเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยทำการผลิตสินค้าที่ต้องการความเที่ยงตรงแม่นยำสูง

สินค้าขนาดเล็กจิ๋วที่ต้องใช้เวอร์เนียคาลิปเปอร์(Vernier Caliper)วัด ที่ๆไม่มีทางที่คนจะทำได้ สินค้าที่เน้นการออกแบบเฉพาะในจำนวนที่ไม่มากแต่ปรับได้ตามความต้องการของ ลูกค้า และสินค้าที่มีความสามารถใหม่ที่พิเศษไปจากเดิม โดยผันจากสินค้าโภคภัณฑ์ธรรมดา (Commodities หรือ Industrial products) สู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (high value-added products) หรือที่หลายคนเรียกว่า สินค้านวัตกรรม (Innovative products) นั่นเอง

ไม่ เพียงแต่บุคลากรที่ต้องมีความรู้ความสามารถมากขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องทักษะความสามารถที่สูงเท่านั้น หากแต่ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร หรือแม้แต่ระบบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ก็ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปให้ก้าวล้ำนำหน้ามากขึ้น ที่สำคัญมีความยืดหยุ่นมากขึ้น (Flexible manufacturing system - FMS)

Key word: Internet of Things (IoT) คือเครือข่ายของสิ่งต่างๆที่จับต้องได้จริงนำเอาสมองกลมาฝังตัวอยู่ในมัน (“things” embedded with electronics, software, sensors, and network connectivity) เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อ สื่อสาร สั่งการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ผ่านระบบการสื่อสารไร้พรมแดนในปัจจุบัน

Cr.กรุงเทพธุรกิจ

แข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์


ออสเตรเลียได้จัดแข่งขันรถพลังงานแสง อาทิตย์ โดยใช้ชื่อการแข่งขันว่า “ความท้าทายด้านพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก (World Solar Challenge)” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2530 โดยในปี พ.ศ. 2558 นี้ เป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้เข้าแข่งขันด้วย ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ออกแบบก่อสร้างส่งรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ชื่อ “เอสทีซีวัน (STC 1)”   เข้าแข่งขันด้วย

จากวิกิพีเดีย รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “โซลาคาร์ (Solar Car)” คือยานพาหนะที่ใช้ในการจราจรทางบกโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว อนึ่ง การออกแบบรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์นั้น เป็นสหวิทยาการ คือ ใช้เทคโนโลยีในการบินและอวกาศ (Aerospace) จักรยาน (Bicycle) พลังงานทางเลือก (Alternative Energy) และ อุตสาหกรรมรถยนต์ (Automotive Industry) และพลังงานแสงอาทิตย์ยังสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า แสงสว่าง เช่น โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอร์รีโซล่าเซลล์ ฯลฯ

การ แข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์จะมีขึ้นในเดือน ตุลาคม 2558 โดยเริ่มขับจากเมืองดาร์วิน (Darwin) ทางเหนือของออสเตรเลียไปยังเมือง อเดลเลต (Adelaide) ทางตอนใต้ของทวีปเป็นระยะทางทั้งสิ้น 3,000 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 50 ชั่วโมง อนึ่ง ออสเตรเลียได้ออกกฎหมายอนุญาตให้รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์สามารถขับในเมือง เช่นเดียวกับรถยนต์ธรรมดาแล้ว ในปี พ.ศ. 2558 นี้

ทั้งนี้ พลังงานที่รถพลังงานแสงอาทิตย์จะใช้ได้นั้น มีจำนวนจำกัดมาก และมีแบตเตอรีที่จะเก็บไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ ให้ใช้ได้ 400 กิโลเมตร โดยไม่ต้องมีแสงอาทิตย์และให้ขับรถยนต์ไปได้ด้วยความเร็ว  97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สรุปแล้ว รถพลังงานแสงอาทิตย์ใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องปิ้งขนมปังหรืออาจจะใช้ พลังงานมากกว่าโคมไฟโซล่าเซลล์เล็กน้อย แต่อาจสามารถวิ่งด้วยความเร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การ แข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์เริ่มจากเมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่ง “ฮานส์ โธลสตรับ (Hans Tholstrup)” และ “ลาร์รี เพอร์คินส์ (Larry Perkins)” ผลิตรถโซลาใน พ.ศ. 2525 และนำรถดังกล่าวไปขับจากเมืองเพิร์ธ (Perth) ไปถึงเมืองซิดนี่ย์ (Sydney) ออสเตรเลีย หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา โดยผู้สนับสนุนหลักคือคณะกรรมการการท่องเที่ยวของออสเตรเลียใต้ ทั้งนี้ ให้ใช้แผงโซลาขนาดไม่เกิน 6 ตารางเมตร

ทุกๆ 2 ปี จะมีหน่วยงานต่างๆ จากทั่วโลกเข้าแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ โดยทุกทีมมีเป้าหมายเดียวกันคือ เริ่มจากเมืองดาร์วิน ทางเหนือของออสเตรเลียไปยังเมืองอเดลเลต ทางตอนใต้ของทวีปเป็นระยะทางทั้งสิ้น 3,000 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 50 ชั่วโมง โดยบังคับให้พักค้างคืนที่ “อลิซ สปริงส์” ให้ชาร์ตแบตเตอรีที่นั่นได้ แต่ต่อมาสำหรับปี 2558 นี้ จะจัดการด้านพลังงานอย่างไรก็ได้

สำหรับการแข่งขันรถพลังงานแสง อาทิตย์ในปี พ.ศ. 2558 นี้ มีผู้สมัครเข้าแข่งขัน 88 ทีม แต่ละทีมต้องจ่ายค่าสมัครประมาณ 3 แสนบาทโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเป็นทีมที่ 22 และมีทีมอื่นๆ ที่น่าสนใจ คือ

ทีมที่ 22 คือ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จากประเทศไทย (รถชื่อ เอสทีซีวัน (STC 1))
ทีมที่ 2 คือ มหาวิทยาลัยมิชิแกน จากสหรัฐอเมริกา
ทีมที่ 7 คือ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (MIT) จากสหรัฐอเมริกา
ทีมที่ 11 คือ มหาวิทยาลัยโบคุม (Bochum University) จากเยอรมนี
ทีมที่ 12 คือ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) จากสหราชอาณาจักร
ทีมที่ 35 คือ มหาวิทยาลัยมินิโซตา (University of Minnesota) จากสหรัฐอเมริกา
ทีมที่ 47 คือ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งนาโกยา (Nagoya Institute of Technology) จากญี่ปุ่น
ทีมที่ 77 คือ มหาวิทยาลัยโทรอนโท (University of Toronto) จากแคนาดา
ทีมที่ 80  คือ สถาบันเทคโนโลยีแห่งปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) จากประเทศจีน
ทีมที่ 82 คือ มหาวิทยาลัยคุกมิน (Kookmin University) จากเกาหลี เป็นต้น

สำหรับ รถพลังงานแสงอาทิตย์ ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามนั้น นับเป็นรถพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของประเทศไทยที่ส่งเข้าแข่งขันในระดับโลก โดย วัตถุประสงค์ที่เข้าร่วมแข่งขันที่ประเทศออสเตรเลียคือ สร้างผลงานรวมทั้งชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม  เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในด้านวิชาการให้กับอาจารย์และนักศึกษาในการมีโอกาส ร่วมแข่งขันด้านเทคโนโลยีในระดับโลก  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนในการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน และให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ในการแข่งขันระดับโลก เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาตนเองในอนาคต

ขอเชิญชาวไทยช่วยกันเป็นกำลัง ใจให้รถพลังงานแสงอาทิตย์คันแรกของประเทศไทยที่ส่งเข้าแข่งขันระดับโลกได้ ประสบความสำเร็จเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้าไปกว่า ประเทศใด

Cr.Telecom & Innovation Journal

24 พ.ย. 2558

วีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi


วีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi
"วิดีโอสตรีมมิ่ง" (วิดีโอออนดีมานด์) เป็นการนำข้อมูลในรูปแบบของภาพและเสียงส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตในระบบเครื่อ ข่ายไวไฟ(WiFi)หรือ 4G กลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่จะดูที่ไหน เมื่อไรก็ได้

จากรายงาน การศึกษาประจำปีฉบับล่าสุด Ericsson ConsumerLab TV & Media Report 2015 ที่ศึกษาพฤติกรรม และสัมภาษณ์ผู้บริโภคกว่า 22,500 คน ใน 20 ประเทศ ระบุว่า 1 ใน 3 (35%) ของการรับชมทีวีทั่วโลกเป็นระบบวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi เพราะเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และการรับชมวิดีโอบนสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นถึง 71% ตั้งแต่ปี 2012 โดยเกือบ 2 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดที่วัยรุ่นรับชมทีวีและวิดีโอจะชมผ่านอุปกรณ์โมบายต่าง ๆ

"บัญญัติ เกิดนิยม" ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า กระแสการรับชมรายการต่าง ๆ ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว โดยมีสมาร์ทดีไวซ์ที่ราคาลดลงเป็นตัวแปรหลักที่มาพร้อมกับความเร็ว และความครอบคลุมของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกรายการต่าง ๆ ที่ชื่นชอบด้วยตนเอง และยอมจ่ายเงินเพื่อรายการที่มีคุณภาพ แตกต่างจากในอดีตที่มองว่าเป็น "ของฟรี" ทำให้มีผู้ให้บริการวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi เกิดขึ้นจำนวนมาก

การ เติบโตของวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi อ้างอิงจากพฤติกรรมการรับชมรายการผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่กินเวลา 30 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยดูหนังซีรีส์รายการต่าง ๆ และหนังแบบออนดีมานด์ทางทีวีสูงกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2011 ที่อยู่ที่ 2.9 ชั่วโมง และเป็นการรับชมซีรีส์และภาพยนตร์เป็นหลัก รองลงมาเป็นการรับชมช่องโทรทัศน์ปกติในรูปแบบออนไลน์

นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคมีระบบ 4G ทำให้มีทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขึ้น เพราะการรับชมวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi จะทำผ่านตัวรับสัญญาณ WiFi ที่ส่งมาจากอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง โดยกว่า 50% ของผู้บริโภคต่างดูวิดีโอออนดีมานด์ผ่านระบบวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi อย่างน้อยวันละครั้ง เพิ่มจากปี 2012 ซึ่งมีเพียง 30%

กลุ่มวัยรุ่น (อายุ 16-34 ปี) จะดูทีวีส่วนใหญ่บนสมาร์ทโฟน แล็ปทอป หรือแท็บเลต คิดเป็นประมาณ 53% ของเวลาการดูทีวีและวิดีโอทั้งหมด ซึ่งจำนวนผู้บริโภคที่ดูวิดีโอบนสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นถึง 71% และสูงขึ้นเป็น 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับปี 2012 ก็จะดูวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFi เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ประเทศที่มี 4G แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และเกาหลีใต้ ต่างมีการใช้ดาต้าเติบโต 2.5-4 เท่า เมื่อเทียบกับตอนที่ให้บริการ 3G เพราะเมื่อความเร็วอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะกล้าตัดสินใจที่จะนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตมารับชมวีดีโอสตรีมมิ่ง บนWiFi มากขึ้นจากเดิมที่กลัวว่าจะดูได้ไม่ต่อเนื่อง และเสี่ยงต่อความเร็วที่จะลดลงอย่างมาก โดยในสหรัฐอเมริกามีการรับชมสตรีมมิ่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือสูงถึง 29% ปัจจัยนี้เองทำให้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 การใช้โมบายดาต้าเพื่อรับชมวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFiจะสูงถึง 60% ของโครงข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหมด หรือเติบโต 13 เท่าตัว

ในทางกลับ กัน การรับชมรายการผ่านโทรทัศน์จะหดตัวลงอย่างช้า ๆ จนในปี 2563 ลงมาเท่ากับการรับชม "วิดีโอสตรีมมิ่งบน WiFi" โดยเหลือเพียงคนอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่อยู่นอกเขตเมือง ส่วนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นจะให้ความสำคัญกับการรับชมแบบวีดีโอสตรีมมิ่ง บนWiFiมากกว่า รองลงมาเป็นการรับชมคอนเทนต์ละเมิดลิขสิทธิ์และการรับชมอะไรก็ตามผ่านยู ทูบ(Youtube) ทำให้การรับชมโทรทัศน์ยุคก่อนที่ประกอบด้วยฟรีทีวี ระบบการอัดรายการและเพย์ทีวีต่างต้องปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างไป จากบริการวีดีโอสตรีมมิ่งบนWiFiและดูผ่านยูทูบ(Youtube)ให้ได้

"ตอน นี้การรับชมแบบวิดีโอสตรีมมิ่งบน WiFi เริ่มเหนือกว่าช่องทางปกติเพราะเริ่มใช้โมเดลเอ็กซ์คลูซีฟในการให้รับชมซี รีส์หรือภาพยนตร์ก่อนที่จะเข้าไปฉายในช่องปกติเสียอีก จากที่อีริคสันเข้าไปสำรวจผู้บริโภคกว่า 20,000 คน ใน 40 ประเทศ พบว่ามีเพียง 5% เท่านั้นที่ไม่เคยรับชมบริการสตรีมมิ่ง และกว่า 87% ของผู้ใช้งานเข้าใช้วิดีโอสตรีมมิ่งบน WiFi สัปดาห์ละครั้ง และมีถึง 50% ที่เข้าใช้งานวิดีโอสตรีมมิ่งบน WiFi เป็นประจำทุกวันเพื่อรับชมรายการต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบ"

สำหรับในประเทศไทย การรับชมสตรีมมิ่งกำลังเติบโตขึ้นเช่นกัน สังเกตจากผู้ให้บริการประเภทนี้เข้ามาทำตลาดมากกว่า 5 ราย นอกจากนี้ สังคมเมือง หรือการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เริ่มกระจายเข้าสู่จังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้การใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เชื่อมต่อผ่านUSB WiFi ทำได้ง่ายขึ้นและความเร็วไวไฟก็เร็วมากขึ้น ทำให้ตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แต่ด้วยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ราคาค่าบริการสตรีมมิ่งในประเทศไทยยังอยู่ในอัตราที่ต่ำเพื่อกระตุ้น การรับชม แตกต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้สูงถึง 100 เหรียญสหรัฐ/เดือน (ราว 3,600 บาท)

Cr.ประชาชาติ