แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แอลอีดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แอลอีดี แสดงบทความทั้งหมด

18 ก.ย. 2558

รถยนต์ไร้คนขับ


รถยนต์ไร้คนขับ
Photo : Google Driverless Car
ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความเร็วสูงขึ้นและยืดหยุ่นขึ้นมาก ทำให้การตรวจวัดหรือจับสัญญาณตัวแปรเพื่อความปลอดภัยรอบข้างยานพาหนะทำได้ รวดเร็ว และอาจดีกว่าการที่มนุษย์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองต่อสถานะการณ์ความปลอดภัยทั้ง เหตุฉุกเฉินหรือปกติ อีกทั้งความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ก้าวมาถึงระบบอัตโนมัติที่ทำให้ เกิดการขับเคลื่อนด้วยตนเองได้แล้ว จึงนำมาสู่ยุค“รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)” เพื่อทั้งภารกิจจำเป็นเฉพาะงานจนถึงการเป็นรถสาธารณะที่ประหยัดและปลอดภัย มากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มราคาอยู่ที่คันละอีก 350 เหรียญ แต่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ถึง 592,000 ครั้ง รักษาไว้ได้ถึง 1,083 ชีวิตในแต่ละปี

กูเกิลที่โด่งดังนอกจากจัดรถมาถ่ายภาพถนนหน ทางไปทำแผนที่เสมือนจริง (Google street view) แล้ว กูเกิลก็ได้ออกตัวหนักหน่วงกับรถยนต์ไร้คนขับ (driverless car) นี้ ณ ตอนนี้ ถึงกลางปีค.ศ.2015 รัฐแคลิฟอร์เนียออกใบอนุญาตเพื่อการทดสอบรถไร้คนขับไปแล้ว 48 ราย โดยที่รถของกูเกิลทำระยะไปมากสุดประมาณ 1.8 ล้านไมล์ของช่วงเวลานั้นจากการได้ทดสอบถึง 23 รถต้นแบบ   อย่างนั้นไปดูรถกูเกิล “รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)” ที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ยิ่งนี้กันลำดับต่อไป กับความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนอันเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของสมองกลอันชาญฉลาด ที่ฝังใส่ให้รถที่วิ่งไปนับล้านไมล์ได้แล้วโดยไม่ต้องกลัว รวมถึงไปดูระบบสื่อสารด้วยไฟอัตโนมัติ จากแสงแอลอีดีด้วยว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ?

แสงสว่างจากแอลอีดีที่มีประกอบภายในและนอกยานพาหนะและมิใช่แค่เป็น หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ ให้ความสว่าง  ตบแต่งเพื่อความสวยงาม อำนวยความสะดวกการใช้ในหลายระบบ แต่ที่เรื่องใหม่กว่าคือสื่อสัญญาณด้วยแสงสว่างพ่วงมาด้วยเลย ทั้งระหว่างหรือภายในรถเอง และ จากแผงป้ายจราจรบอกข้อมูลอัจฉริยะ ริมทางข้างถนนและบนแยกต่าง ๆ เทคโนโลยีด้านหลังของงานเหล่านี้จัดอยู่ในหลายหมวด อาทิ การสื่อสารจากการมองเห็น (visual communication) และการสื่อสารระหว่างพาหนะกับโครงสร้างพื้นฐานข้างถนน (V2I: Vehicle to Infrastructure) ซึ่งเริ่มปรากฏมาตั้งแต่ค.ศ.2003 นานแล้ว จนกระโดดมาที่ การสื่อสารระหว่างยานพาหนะกันเอง (V2V: Vehicle-to-Vehicle) ที่มีทั้งการใช้คลื่นไวไฟ (WiFi) มากหน่อยและคลื่นอื่นที่พยายามปรับเข้ามาร่วม แน่นอนว่าแสงจากแอลอีดีก็แทรกตลาดนี้เป็นส่วนหนึ่งกับเขาได้ด้วย

ได้ เวลามาพิจารณาหาตัวช่วยเพื่อลดอุบัติเหตุนั้นกัน เทคโนโลยีที่จะใช้ต้องทำให้ขับขี่ดีกว่ามนุษย์ขับเองโดยรวมและลดการสูญเสีย ลงได้ หนึ่งในหัวข้อเหล่านี้คือศักยภาพและโอกาสของการส่องสว่างข้อมูล ที่สามารถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)ให้ความถูกต้องในการระบุตำแหน่งแบบละเอียดได้ระดับต่ำกว่าเมตร (sub-meter) อันจะเป็นระดับที่สามารถปรับใช้เพื่อความปลอดภัยระหว่างยานยนต์ได้ (V2V: Vehicle-to-Vehicle) ขณะที่การสื่อสารภายนอกอาคารทั่วไป ใช้การระบุตำแหน่งจากจีพีเอส (GPS) หรือระบบบอกตำแหน่งพิกัดบนพื้นผิวโลก (GPS) และระบบในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (cellular) ผลจากการระบุได้ที่ความละเอียดกว้างเกิน (กว่าเมตร) กับรถรอบข้างนี้ จึงเป็นที่มาของการประสงค์รวมระบบการส่องสว่างข้อมูลความซับซ้อนต่ำเพื่อ ระบุตำแหน่งละเอียดขึ้น ที่จะขยายขีดความสามารถได้ดีในกรณีมีความหนาแน่นของปริมาณรถสูง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็ทำได้รวดเร็วอีกด้วย

การใช้หลอดไฟแอลอีดี ส่องสว่างที่มาพร้อมกับข้อมูล จึงเป็นระบบสื่อสารด้วยแสงสว่างจากแอลอีดีร่วมประยุกต์ใช้งานตรวจสอบความ เสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ รวมทั้งให้การเตือนก่อนที่จะเกิดเหตุ (early warning) เตือนการชน (collision warning) การควบคุมความเร็วหรือการเคลื่อนที่อัตโนมัติตามสภาพจราจร (adaptive cruise control) การตรวจจับรับรู้ผู้เดินอยู่บนทางเท้าหรือเฝ้าระวัง และการลดความน่าจะเป็นของการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งการส่องสว่างพร้อมรับส่งข้อมูลในเวลาเดียวกันจะมาร่วมทำอย่างน่าสนุกกับ งานเหล่านี้  มาดูพัฒนาการด้านการสื่อสารและการมองเห็นด้วยการใช้หลอดแอลอีดีบอกข้อมูลให้ การขับโดยคนหรือหุ่นยนตร์ไร้คนขับไปสู่การที่รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)เห็นถนนหนทางได้ด้วยตนเอง รับรู้ข้อมูลและตัดสินใจอย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มกันอีกสองชิ้น

ก) ภาพเสมือน
อุปกรณ์ ความฉลาดเสริมให้รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)เพื่อลดเวลาการตัดสินใจของผู้ขับขี่ มีออกมาในแนวการมองเห็นได้ที่ไม่ให้ต้องก้มเงยขัดจังหวะเช่นผ่านแผงจอหรือ กระจกหน้าร่วมไปกับทัศนวิสัยปกติ หรืออุปกรณ์ช่วยมองที่จะทำให้การขับขี่ของมนุษย์ปลอดภัยขึ้นโดยรวมเป็นวิว เสมือนในขณะขับ ภาพเสมือนเหล่านี้จะไปอยู่ในสมองอัฉริยะของรถเรียบร้อยแล้ว

ข) ตาเสมือน  กล้องอินฟราเรดและเซนเซอร์ทำงานตัวอย่างหนึ่งสัมพันธ์กับไฟหน้าส่องฉลาดยาม ค่ำหรือมืด โดยปรับตัวลำแสงเปลี่ยนมุมได้อัตโนมัติตามสถานะการณ์และสถานที่ ไม่ว่าจะทางโค้งมุมกว้าง ทางยกทางเลี้ยว รถยนต์ไร้คนขับ (driverless car)จะจดจำภาพป้ายจราจร เช่นวงเวียน ทางแยก ทางข้ามหรือขอบทางร่วมกับแผนที่ GPS บอกตำแหน่งและ สิ่งที่เคยเห็นจากอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาตัดสินใจแบบคิดเองได้ เมื่อรถยนต์สวนทางที่เข้าโค้งมาเร็ว จักรยานปั่นช้าอยู่มุมอับของวงเวียนถนน แม้คนเดินบนฟุตบาทหรือสัตว์ใหญ่ตัดหน้าด้วยความเร็วน้อยนิดคิดหนีรถก็ไม่ทัน ไฟหน้าแอลอีดี (หรือเลเซอร์ผสม) จะปรับตามให้มีมุมแสงกลบได้ครบองศาสำคัญ เพื่อการตัดสินใจของมนุษย์หรือสมองกลของรถที่ขับขี่อยู่

รถยนต์ไร้ คนขับ (driverless car)แต่ละคันสื่อสารร่วมกันแม้เซนเซอร์จะอยู่แยกก็จะทำให้เกิดภาพและการมอง เห็นดีขึ้นได้แน่ รูปแบบจึงเป็นยานพาหนะคุยกันเองได้ แทนการให้ผู้ขับขี่ดำเนินการลำพังทีละส่วน โดยรวมจึงปลอดภัยสูงกว่าด้วยในที่สุดไม่ว่าด้วยทั้งคนไปขับหรือรถจะขับไปเอง “ภาพเสมือนและตาเสมือน”ทำให้รถเห็นได้ที่จะมาจากมากหน่วยเซนเซอร์ตรวจวัด สัญญาณ (เช่น radar, sonar, vision หรือ LIDAR) รถอนาคตจึงทำงานราวกับมีตามากมายกว่ามนุษย์ผู้ขับขี่ที่มีเพียงแค่สอง  เมื่อรถตัดสินใจได้มากอย่างในเวลาใกล้กันและเร็วกว่า มนุษย์จึงได้ย้ายการ“มอง”ของตนไปให้รถยนต์ได้“เห็น” โดยเริ่มให้รถทำแทนหมดกันแล้ว

Cr.เดลินิวส์,Synergy | Facebook ,e-news ,เล่าสู่กันฟัง ,

29 ก.ค. 2558

หลอดไฟ LED ถนอมอาหาร


หลอดไฟ LED ถนอมอาหาร
หลอดไฟ LED ถนอมอาหาร


หลอดไฟแอลอีดี เป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไฟประเภทอื่นๆที่มีอยู่ในตลาดทั้ง หมด และการประหยัดเงินค่าไฟฟ้าจากการใช้หลอดไฟ LED ตั้งแต่ 15-75% แล้วแต่ชนิดของหลอดเดิม แถมไม่มีแสง UV ปล่อยความร้อนน้อย และแสงจากหลอดไฟ LED ไม่กระพริบ

การใช้หลอดไฟ LED มีประโยชน์พอสมควร ลองมาดูครับว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง แล้วทำไมมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จึงนำมาใช้รักษาอาหาร ฆ่าเชื้อโรคแทนสารเคมี ช่วยให้คุณค่าของผักผลไม้ และ อาหารมีคุณค่า ปราศจากสารเคมี ต่าง ๆ

คณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย แห่งชาติสิงคโปร์ ได้เปิดเผยว่า ได้ค้นพบแสงสีน้ำเงินของหลอดไฟแอลอีดีมีสรรพคุณเป็นยาต้านแบคทีเรียอย่าง ชะงัด สามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคที่มากับอาหาร และนำไปใช้ในการถนอมอาหาร แถมยังสามารถตั้งเวลาให้หลอดไฟอัตโนมัติได้ตามเวลาที่ต้องการ ส่งความสดของอาหารได้ตามความต้องการของลูกค้า

แสง สีน้ำเงินของหลอดไฟแอลอีดีจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่ หากอยู่ภายใต้อุณหภูมิระหว่าง 4 ถึง 15 องศาเซลเซียส และมีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อย การค้นพบนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้หลอดไฟแอลอีดีแทนสารเคมีในการรักษาอาหารได้ พวกอาหารสด อย่างเช่นผลไม้สดและเนื้อสัตว์ที่พร้อมที่จะบริโภค จะสามารถรักษาโดยใช้แสงไฟอันนี้ ในอุณหภูมิที่เย็นโดยไม่ต้องใช้สารเคมีอย่างที่ใช้กันอยู่อย่างปกติ

หัวหน้านักวิจัยกล่าวสรุปว่า ผลการศึกษาของเรา ส่อว่าอาจจะใช้แสงไฟจากหลอดแอลอีดีในการเก็บรักษาอาหารเป็นเหมือนไฟอัตโนมัติถนอม อาหารตามเวลาทีต้องการ ภายใต้อุณหภูมิอันเย็นได้ โดยไม่ต้องง้อสารเคมีเลย แต่ยังจะต้องมีการค้นคว้าต่อไปว่ามันจะทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่  ส่วนประโยชน์ของหลอดไฟแอลอีดี ยังมีประโยชน์อีกเยอะ มาดูกันว่า เขามองประโยชน์อย่างไรบ้าง

ประโยชน์จากการใช้หลอดไฟ LED

1. ไม่มีแสง UV
หลอด ไฟประเภท LED ที่เป็นที่นิยมใช้ในยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด เพราะไม่มีแสง UV ปลดปล่อยออกจากแสงใดๆเลยแม้แต่น้อย เนื่องด้วย UV จะมีผลกระทบต่อสินค้าที่โดนแสงอย่างต่อเนื่องยาวนาน

2. ปล่อยความร้อนน้อยลงกว่าหลอดไฟแบบเดิม
เนื่อง ด้วยการเปิดหลอดนีออนเพื่อแสงสว่างนั้น คุณต้องการแค่ “แสงสว่าง” เป็นสำคัญ ไม่ได้ต้องการความร้อนแต่อย่างใด ความร้อนเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีแบบเดิมๆของหลอดไฟ ที่อาจจะปล่อยความร้อนออกมากับคลื่น แต่หลอดไฟ LED ปล่อยความร้อนน้อยลงกว่าหลอดไฟแบบเดิมหลายเท่า

3. LED ทนต่อการสั่นสะเทือนมากกว่า
หลอด ไฟประเภท LED จะมีความสามารถในการทนต่อการสั่นสะเทือนได้มากกว่า เช่น ลิฟต์ ที่ติดตั้งในอาคาร จะติดไฟประเภท LED เพราะลิฟต์ นั้นจะมีอาการสั่นและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ลดโอกาสการเสียของหลอดไฟได้มากขึ้น ทำให้ไม่ต้องมีพนักงานเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟถี่เท่าเดิม

4. แสงจากหลอดไฟ LED ไม่กระพริบ
หลอด ไฟฟูออเรสเซ้นต์แบบเดิมนั้นจะมีการกระพริบของแสงที่ความถี่ของการกระพริบ 50 Hz.  คนงานและพนักงานประมาณ 10-30% มีปฏิกิริยากับการกระพริบของแสงเหล่านี้ โดยอาการที่เกิดเช่น อาการปวดหัว ปวดตา เมื่อมองชิ้นงานภายใต้แสงนีออนต่อเนื่องหลายชั่วโมง   หลอดไฟ LED ไม่มีการกระพริบของแสง  แสงที่กระทบเข้าตาของพนักงานเหล่านั้นเป็นแสงที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น และเหมาะสมมากขึ้นในการทำงานที่ต่อเนื่อง


5. ประสิทธิภาพของแสงที่เหมาะสมกับรูปแบบโคม
เนื่อง จาก LED จะมีทิศทางการส่องสว่างแบบเป็นท่อ ไม่ได้กระจายออกทุกทิศทาง ทำให้สามารถออกแบบตัวหลอดให้เหมาะสมกับโคม โดยไม่ปล่อยแสงไปในทิศทางที่ไม่ต้องการได้ ทำให้เกิดการประหยัดไฟฟ้าได้

Cr.ไทยรัฐ,เล่าสู่กันฟัง ,Asia21st

13 มิ.ย. 2558

รับส่งข้อมูลผ่าน LED


รับส่งข้อมูลผ่าน LED

เทคโลโยยีใหม่ล่าสุด ไลไฟ (LiFi)  รับส่งข้อมูลข่าวสารผ่านหลอดไฟแอลอีดี (LED) แทนการใช้งานผ่านไวไฟ (Wi-Fi)

ยุคที่คลื่นวิทยุหนาแน่นและอัดอยู่รอบข้างตัวจนเป็นระบบสื่อสารครบ วงจรแล้วนี้ พลันที่แอลอีดี (LED) ปัจจัยเศรษฐกิจตัวใหม่จะให้แสงสว่างอยู่ทั่วไปมากมายเจ็ดพันล้านหลอดอันเป็น จำนวนคาดการณ์เพียงเท่าประชากรโลก ก็ได้ทำให้วงการสื่อสารเห็นอนาคตตลาดขนาดมหึมาของแสงนำพาข่าวสาร ผ่านหลอด LED  หลอดไฟอัตโนมัติ


แสง ช่วยสื่อข่าวสารไปยังผู้รับมิใช่เรื่องใหม่ เกิดมาในยุคแรกโทรคมนาคมแล้ว โดย“เบลส์”ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์บ้านก็เคยได้นำเสียงส่งผ่านลำแสงกว่าร้อยปี เมื่อพ.ศ.2423 เป็นระบบไร้สายแรก  “เบลส์” จะรู้สึกดีแค่ไหนหากรับรู้ว่าแสงกำลังกลับมาสื่อสารเพื่อทั้งการส่องสว่าง และ รับส่งข้อมูลได้อีกด้วย  ซึ่งก็จะมีโมเดลการใช้แสงอยู่ 3 แบบ

 1) การส่องสว่างข้อมูล (Visible Light Communications) หรือ“วีแอลซี”ที่ใช้แสงส่งข้อมูลไม่ว่าจะด้านเดียว (broadcasting) และอื่น ๆ ที่หลากหลาย ในรีโมทต่าง ๆ

 2) “ไลไฟ”การสื่อสารด้วยแสงสองทาง (LiFi: Light Fidelity) ที่ถูกนิยามครั้งแรกว่าเหมือน“ไวไฟ” (WiFi) เพียงเปลี่ยนมาใช้แสงแทน

 3) “ฮายไฟ”การสื่อสารผสมด้วยแสง (HyFi: Hybrid- LiFi) ที่อาจมีขาขึ้น (uplink) เป็นคลื่นวิทยุทั้ง ไวไฟ บลูทูธ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ แต่ขาลง (downlink) จะมาจากแสงของหลอดแอลอีดีที่ให้ความสว่างอยู่นั่นเอง  ซึ่งระบบ Hybrid จะมีเป็นลูกผสม 2 ส่วน คือ ภาคส่งแสงและข้อมูล กับ ภาครับข้อมูล


3.1) ภาคส่งแสงและข้อมูล ผู้ผลิตแอลอีดีสร้างส่วนสื่อสารข้อมูลร่วมไปด้วยตั้งแต่ต้น เมื่อประชากรโลกเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟอัตโนมัติ (LED) เพื่อประหยัดไฟอย่างเดียวแล้วจะเกิดผลดีเพราะอายุของแอลอีดี (LED)ใช้จนอิ่มนานลืมเปลี่ยนไปได้เลย แล้วหลอดไฟให้ข้อมูลก็เกิดได้เร็วในตลาด

3.2) ภาครับข้อมูล “ไลไฟ (Li-Fi) ”จะมาเป็นระบบสื่อสารบรอดแบนด์แบบลูกผสม Hibrid  (HyFi) ใช้คลื่นวิทยุขาขึ้นพ่วงใช้ บลูทูธ ไวไฟ หรือ โทรศัพท์
หากเทคโนโลยีตัวนี้สามารถพัฒนาจนสามารถใช้งานได้สำเร็จจริงๆ เราอาจจะได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในแทบทุกสถานที่ที่มีแสงสว่างไม่ว่าจะมากหรือ น้อยก็ตาม ทำให้เครือข่ายของเราอาจจะปลอดภัยมากขึ้นเพราะการรับสัญญาณนั้นต้องใช้แสง นั่นเอง (แน่นอนว่าไม่สามารถทะลุกำแพงได้เหมือนสัญญาณวิทยุ ) ก็ถือว่าเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ไม่ใหญ่โตมาก

ตอนนี้ทางฝังเอเชียทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเดินเงียบ หลังจากผลิตหลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ  เห็นเตรียมโผล่ระบบลูกครึ่ง (HyFi) ขาขึ้นพ่วงใช้บลูทูธ(Bluetooth) ไวไฟ (WiFi) หรือโทรศัพท์ (Smartphone) กันแล้ว ไปดูกันรอบหน้ากับธุรกิจ“ฮายไฟ (HyFi) ” ที่ไม่ต้องคุยโตแต่ขายเอาสตางค์เลยดีกว่า … อนาคตแสงเอเชียส่องขึ้นก่อนแน่นอน


Cr.เดลินิวส์, Asia21st