แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

6 ต.ค. 2559

บาร์โค้ด เทคโนโลยีใกล้ตัว


บาร์โค้ด เทคโนโลยีใกล้ตัว
บาร์โค้ด เทคโนโลยีใกล้ตัว
ใครยังไม่เคยซื้อสินค้าจากห้าง หรือร้านสะดวกซื้อ กันบ้าง? เชื่อว่าอัตราส่วนของคำตอบดังกล่าวคงอยู่ที่ 0.00001% เพราะนอกจากความศิวิไลซ์ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ปัจจุบัน ร้านค้าน้อย-ใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบซื้อสะดวกและทันสมัยก็ได้ขยายตัวไปทั่วทุกแห่งหนของประเทศแล้ว

ชีวิตประจำวันแต่ละคนจะต้องวนเวียนอยู่กับ "บาร์โค้ด (Barcode)" แบบไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่คุณซื้อสินค้าก็จะมีพนักงานขายใช้ เครื่องอ่านบาร์โค้ด อ่านรหัสบนตัวสินค้า แล้วคุณรู้จักประวัติ ความเป็นมาของเจ้าเทคโนโลยีนี้แค่ไหน เราจะพาไปหาคำตอบ…

หนึ่งในเทคโนโลยี ใกล้ตัวที่เราได้พบเห็นและเรียกว่าผูกพันอยู่กับวิถีการจับจ่ายของเรา แต่อาจไม่เคยรู้ที่มาที่ไปก็คือ "บาร์โค้ด" (Barcode) ซึ่งเราได้รวบรวมเรื่องน่ารู้และความเป็นมาของบาร์โค้ดมาฝากกัน!

10 ข้อ คลายสงสัยเกี่ยวกับ "บาร์โค้ด (Barcode)"

1. ต้นแบบเทคโนโลยี บาร์โค้ด (Barcode) มาจากแนวคิดของ Wallace Flint นักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ในปี 1932 ซึ่งใช้บัตรเจาะรูเป็นตัวกำหนดรหัสสินค้าแล้วนำไปตอกในเครื่องอ่าน ต่อมา Bernard Silver นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยี Drexel ได้นำมาพัฒนาต่อ โดยใช้หมึกเรืองแสงและการฉายแสง UV แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่เสถียรในการใช้งานและต้นทุนสูง

2. Joseph Woodland ได้ช่วยเหลือ Bernard Silver จนทำให้ทั้ง 2 คน สามารถจดสิทธิบัตรการออกแบบ บาร์โค้ด (Barcode)เป็นครั้งแรก ในวันที่ 7 ต.ค.1952 โดยมีรูปแบบในขั้นแรกเป็นวงกลมคล้ายแผ่นปาเป้า ซึ่งถูกนำไปทดลองใช้งานเป็นครั้งแรกที่ร้านค้าเครือ Kroger ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ปี 1967

3. ในเดือนมิ.ย. 1974 เครื่องสแกนบาร์โค้ด ก็ถูกพัฒนาขึ้นสำเร็จ ทั้งยังมีการปรับปรุงให้ บาร์โค้ด (Barcode)กลายเป็นลักษณะแบบแท่งและมีตัวเลขเช่นเดียวกับในปัจจุบัน

4. เพียง 26 วัน หลังจากเครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือบางที่เรียกว่า เครื่องยิงบาร์โค้ด ถูกพัฒนาขึ้น ก็มีการนำไปใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในซุปเปอร์มาร์เก็ตทันที โดยสินค้าแรกที่ถูกสแกน คือ หมากฝรั่ง Wringley

5. การทำงานของบาร์โค้ดใช้รูปแบบของแถบสีดำและขาวที่มีความกว้าง-ถี่ แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่กำกับอยู่ด้านล่าง การอ่านข้อมูลจะอาศัยหลักการสะท้อนแสงของเครื่องสแกน เพื่อนอ่านข้อมูลสู่คอมพิวเตอร์

6. ความสะดวก รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ รวมถึงโอกาสผิดพลาดเพียง 1 ใน 10,000,000 ทำให้ระบบบาร์โค้ดได้รับความนิยมไปทั่วโลก

7. ประเทศไทยมีบาร์โค้ดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2530 โดยสภาอุตสาหกกรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบสิทธิ์นายทะเบียนรับสมัครสมาชิกจดทะเบียนบาร์โค้ด ซึ่งทำให้ระบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทันที

8. "รหัสแท่ง" คือ ชื่อภาษาไทยของบาร์โค้ด

9. การสแกน QR Code ก็ถือเป็นบาร์โค้ดประเภทหนึ่ง โดยถือเป็นบาร์โค้ด 3 มิติ ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ตามยุคสมัยที่มีความเจริญมากขึ้น

10. จากการใช้งานเพื่อสแกนสินค้าในยุคแรกได้ใช้ ปัจจุบันบาร์โค้ดถูกนำไปใช้ในหลากลายช่องทาง อาทิ เกม การแอดเพื่อนบนโซเชียล หรือการดูรายละเอียดเพิ่มเติมของสินค้า

Cr. FHM, Asia21st

11 พ.ค. 2559

อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0


อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0
อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0
ดร.สุวิทย์สรุปว่า โมเดลการพัฒนาประเทศไทย 1.0 คือการเน้นภาคเกษตร พอมา 2.0 เริ่มเน้นอุตสาหกรรมเบา และพอถึง 3.0 คือช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ก็คือการเน้นอุตสาหกรรมหนัก และการส่งออก แต่ทั้ง 3 รหัส ตั้งแต่ 1.0, 2.0 จนถึง 3.0 ไม่พอเพียงเสียแล้ว และกำลังก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 เพราะประเทศไทยต้องเผชิญกับดักจนติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ รายได้ปานกลางขั้นสูง ไม่สามารถทะลุผ่านออกมาได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้อง มีโมเดล หรือรหัสใหม่เป็น “ประเทศไทย 4.0” คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่  "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม(Value-Based Economy)" ตามแนวความคิดนี้ กับการเปลี่ยนแปลงทีกำลังจะไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

1. เปลี่ยนจากการผลักดันสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม
2. เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
3 . เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้น ภาคบริการมากขึ้น

จาก นั้นจะทำอย่างไร สำหรับการก้าวสู่ "ประเทศไทย 4.0" ? เทคโนโลยีระบบใหม่ ที่ต้องการคืออะไร? การวิจัยอะไรบ้างที่ควรเริ่มต้น? ซึ่งขอทิ้งท้าย แนวความคิดของประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ ไว้เป็นข้อคิดการพัฒนาที่ยั่งยื่นในอนาคตเพื่อก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 หรืออุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ ในการสื่อสารประสานการทำงานกันได้เอง เพื่อรองรับ “ประเทศไทย 4.0”

ยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ของคุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ ได้กำหนดไว้ 6 ด้าน คือ

1) สร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยด้วยประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และนวัตกรรม
2) พัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
3) สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทยด้วยการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์
4) สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมไทยใช้ประโยชน์จากการเจรจาการค้า
5) พัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย
6) ร่วมกับภาครัฐในการสร้างปัจจัยเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม

จึง ได้จัดทำกลไกการทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันรองรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยแบ่งหน่วยงานภายในองค์กร 7 สถาบัน คือ

1) สถาบันรหัสสากล (GS-1) นำเทคโนโลยีเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) และระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วยในการลดต้นทุน
2) สถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย (RFID) การใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด และอาร์เอฟไอดี ติดตามสำหรับการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง
3) สถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (IRDI) ผลักดัน ชี้แนะให้สินค้าเดิมเป็นนวัตกรรมในอนาคต
4) สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม (ICTI) การนำเอาระบบไอทีและระบบบาร์โค้ดเข้ามามีบทบาทในโรงงาน
5) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ (HCI) เพิ่มจำนวน ทักษะบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่ อาทิ เช่น กล้อง IP Camera แบตโซล่าเซลล์  ฯลฯ
6) สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ช่วยพัฒนา SMEs นำระบบบาร์โค้ดเข้ามา ตั้งแต่รับออร์เดอร์ ผลิต ขนส่ง บริการ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด
7) สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (IIE) สนับสนุนให้สมาชิกใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Industry 4.0

Cr.ข่าวประชาชาติธุรกิจ,ไทยรัฐ

18 ก.ย. 2558

แสงเลเซอร์พลังงานสูง


แสงเลเซอร์พลังงานสูง
PHOTO : CERN

โลกฟิสิกส์มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นตั้งแต่อดีตว่า ความอยากรู้อยากเห็นของนักฟิสิกส์ได้นำมาซึ่งเทคโนโลยีที่มีคุณประโยชน์ เช่น เมื่อ Ernest Rutherford ประสงค์จะรู้ว่าในอะตอมมีอะไรบ้าง เขาได้ยิงอนุภาคแอลฟาไปพุ่งชนแผ่นทองคำเปลว (ซึ่งในสายตาคนทั่วไป การกระทำเช่นนั้น ดูไร้ทั้งเหตุผลและสาระ) แต่การทดลองครั้งนั้นได้ทำให้ Rutherford พบนิวเคลียส (nucleus) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำระเบิดปรมาณูเพื่อยุติสงคราม และทำให้แพทย์มีเทคโนโลยี MRI ที่ใช้วิเคราะห์โรคในอวัยวะของคน
     
สำหรับในกรณีของ Albert Einstein ซึ่งปรารถนาจะเข้าใจธรรมชาติของอันตรกริยา (interaction) ระหว่างอะตอมกับแสง (ซึ่งก็ดูไร้สาระเช่นกัน) แต่ความต้องการรู้นี้ได้ชี้นำให้ Einstein พบหลักการสร้างเลเซอร์ (laser) ซึ่งนับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์มากที่สุดสิ่งหนึ่งแห่งคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 เพราะแพทย์ใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงในการผ่าตัดตา ฆ่าเซลล์มะเร็ง สลายนิ่ว วิศวกรใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงในการส่งสัญญาณโทรศัพท์ เล่นซีดี สื่อสารในอวกาศ ช่างใช้เลเซอร์ในงานเชื่อม ตัดโลหะ พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ดเลเซอร์ในการอ่านบาร์ โค้ด(barcode reader) ที่ติดอยู่กับสินค้า

นักวิทยาศาสตร์ใช้ เลเซอร์ในการวิเคราะห์กลไกการเกิดปฏิกริยาเคมี และกักขังอะตอมให้อยู่นิ่ง เพื่อสร้างมาตรฐานของเวลา รวมถึงใช้เลเซอร์ช่วยตรวจจับคลื่นโน้มถ่วง ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั้งพิเศษและทั่วไป และช่วยวิเคราะห์ความประเสริฐของทฤษฎีควอนตัมด้วย

ด้านนักเทคโนโลยี ก็ใช้เลเซอร์ในการพิทักษ์ความปลอดภัย เช่น ช่วยจับขโมย เพราะเวลาขโมยเดินตัดลำแสงเลเซอร์อย่างไม่รู้ตัว สัญญาณเสียงจะดัง วงการบันเทิงใช้เลเซอร์สร้างแสงพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทหารใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงในจรวดนำวิถี และในเครื่องบินไร้คนขับ (drone) นักมาตรวิทยาใช้เลเซอร์ในการวัดระยะทาง นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงวัดการขยายตัวของผิวภูเขา ไฟเวลาใกล้จะระเบิด วัดความเร็วในการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง ตรวจวัดปริมาณมลพิษในบรรยากาศโลก

ตำรวจใช้เลเซอร์ตรวจจับคนที่ขับรถ เร็วเกินความเร็วที่กำหนด นักฟิสิกส์ใช้เลเซอร์ทำให้ระบบอะตอมมีอุณหภูมิต่ำจนแทบจะเป็นศูนย์องศา สัมบูรณ์เพื่อทดสอบสมบัติควอนตัมของระบบอนุภาค และใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงที่มีความเข้มสูงน็อคอิเล็กตรอนที่โคจรอยู่วงใน สุดของอะตอมออกไปจากวงโคจร เพื่อสร้างรังสีเอ็กซ์พลังงานสูง นักวิทยาศาสตร์ด้านพลังงานใช้แสงเลเซอร์พลังงานสูงสร้างพลังงานไฟฟ้า โดยกระบวนการ fusion ซึ่งจะทำให้โลกมีพลังงานใช้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
     
เมื่อ ครั้งที่ Einstein เริ่มครุ่นคิดเรื่องเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเวลาอะตอมได้รับแสง นักฟิสิกส์ในเวลานั้นรู้เพียงว่า เมื่อใดที่อิเล็กตรอนซึ่งกำลังโคจรรอบนิวเคลียสได้รับพลังงาน มันจะมีพลังงานมากขึ้น คือจะอยู่ในสถานะกระตุ้น แต่มันไม่สามารถอยู่ในสถานะดังกล่าวได้นาน จึงต้องปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูปของแสงที่สามารถวัดได้จาก เครื่องวัดแสง (LUX Meter) นักฟิสิกส์เรียกกระบวนการปล่อยแสงในลักษณะนี้ว่า การปล่อยแสงที่เกิดขึ้นเอง (spontaneous emission) ตามธรรมชาติ

ถึงปี 1918 Einstein ก็ได้พบกระบวนการปล่อยแสงอีกรูปแบบหนึ่งจากเครื่องมือวัดแสง(LUX Meter) ซึ่งเรียกว่าการปล่อยแสงที่เกิดจากการเร้า (stimulated emission) ซึ่งจะเกิดเวลาอะตอมมีอิเล็กตรอนอยู่ในสถานะกระตุ้นอยู่แล้วได้รับแสงที่มี พลังงานเท่ากับพลังงานกระตุ้นพอดี อิเล็กตรอนที่ถูกกระตุ้นนั้นจะปล่อยแสงออกมาในทันที ดังนั้นจากเริ่มต้นที่มีแสงในปริมาณหนึ่งผ่านเข้ามาในอะตอม หลังการเร้า แสงที่ถูกปล่อยออกมาจะมีปริมาณเพิ่ม (จากที่ผ่านเข้ามารวมกับที่ถูกเร้าให้ปล่อย) ซึ่งแสงนี้มีความยาวคลื่นเท่าแสงที่มาเร้าทุกประการ แสงทั้งสอง (เดิมกับใหม่) นอกจากจะมีความยาวคลื่นเท่ากันแล้ว ยังเคลื่อนที่ไปทางเดียวกัน และอย่างพร้อมเพรียงกันด้วย คือ เป็นแสงอาพันธ์ (coherent light) กัน

แนวคิดนี้มิได้รับการพัฒนาต่อจนอีก 42 ปีต่อมา คือจนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1960 Theodore Maiman ได้ทดลองใช้แท่งทับทิมที่ถูกโด้ปด้วยอะตอมโครเมียม โดยนำแท่งทับทิมนั้นมาฉาบด้วยโลหะเงินที่ปลายทั้งสองข้างเพื่อให้สะท้อน แสงกลับไปกลับมาภายในแท่ง แล้ว Maiman นำหลอดไฟแฟลช (flash lamp) ที่มีรูปทรงเป็นเกลียวมาสวมรอบแท่ง ดังนั้นเมื่อเปิดและปิดหลอดไฟเป็นจังหวะ แสงจากหลอดจะกระตุ้นเร้าอิเล็กตรอนในอะตอมโครเมียมจำนวนมากที่อยู่ในสถานะ กระตุ้นให้ปล่อยแสงอาพันธ์ออกมา และแสงที่ถูกสะท้อนกลับไป-กลับมา จะเร้าอิเล็กตรอนที่ถูกกระตุ้นให้ปล่อยแสงอาพันธ์ออกมาอีก ในที่สุด แสงที่ออกมาจะมีความเข้มสูงจนตาเปล่าสามารถเห็นได้และวัดได้จาก เครื่องมือวัดแสง(LUX Meter) เป็นแสง laser จากอักษรต้นของคำว่า Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการสร้างแสงเลเซอร์พลังงานสูงได้พัฒนาไปมาก เช่นนอกจากจะใช้ตัวกลางที่เป็นของแข็งในการทำแล้ว โลกยังมี dye laser ที่ใช้สารละลายสีย้อม มีเลเซอร์แก๊สที่ใช้แก๊สฮีเลียม-นีออน และเลเซอร์ที่ใช้ argon-ion แสงเลเซอร์พลังงานสูงที่มี free-electron ซึ่งเป็นอิเล็กตรอนที่ถูกเร่งจนมีความเร็วใกล้ความเร็วแสง ซึ่งเมื่ออิเล็กตรอนเหล่านั้นผ่านไปในสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มไม่สม่ำเสมอ อิเล็กตรอนจะเปล่งแสงออกมาหลายความยาวคลื่นตั้งแต่ infrared, ultraviolet และ x-ray แต่จะเป็นชนิดใดนั้นก็ขึ้นกับความเร่งของอิเล็กตรอนในขณะนั้น
     
ใน ขณะที่เครื่องเร่งอนุภาค LHC ที่ CERN กำลังค้นหาอนุภาค Higgs ทาง Lawrence Livermore National Laboratory ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังเดินหน้าด้วยโครงการ National Ignition Facility (NIF) มูลค่า 4,000 ล้านเหรียญและมีเป้าหมายที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะโครงการนี้มีอุปกรณ์สร้างเลเซอร์ 192 เครื่องที่จะปล่อยแสงเลเซอร์พลังงานสูงออกมาเป็นห้วง ห้วงหนึ่งๆ นาน 10-9 วินาที ซึ่งคิดเป็นพลังงาน 50 เท่าของพลังงานทั้งหมดที่โลกใช้ในเวลาเดียวกัน (แต่ใช้สั้นมาก) พลังงานแสงทั้ง 192 ลำ จะโฟกัสที่หยดไฮโดรเจนเหลวให้รวมกันเป็นฮีเลียม โดยใช้ปฏิกิริยา fusion ซึ่งจะให้กำเนิดพลังงานมหาศาล
     
เพราะ เทคนิคนี้เป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับที่เกิดในดาวฤกษ์ ดังนั้นโครงการ NIF เสมือนจะนำดาวฤกษ์ลงมาให้ดูกันในห้องปฏิบัติการบนโลก เพื่อให้ทุกคนประจักษ์ว่า การมีพลังงานใช้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
     
ปัจจุบัน นักฟิสิกส์มีความประสงค์จะสร้างแสงเลเซอร์พลังงานสูงให้มีพลังงานสูงยิ่ง ขึ้นไปอีก และนั่นก็คือ การศึกษาทัศนศาสตร์เชิงสัมพัทธภาพระดับสูงสุดยอด (ultrarelativistic optics) ซึ่งจะทำได้ถ้ามีแสงเลเซอร์พลังงานสูงที่ถูกปล่อยออกมาเป็นห้วง นานประมาณ 10-15 วินาที - 10-18 วินาที และถ้าสร้างห้วงแสงลักษณะนี้ได้ นักฟิสิกส์ก็คาดหวังจะเห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้นในสุญญากาศ รวมถึงที่ใกล้ขอบภายนอกของหลุมดำ เพราะในทฤษฎีของ Hawking หลุมดำสามารถทำให้เกิดอนุภาคกับปฏิยานุภาคได้เช่นกัน โดยอนุภาคหนึ่งจะเคลื่อนที่หนีไปจากหลุมดำ แต่อีกอนุภาคหนึ่งจะเคลื่อนที่ลงหลุมดำ
     
เหตุการณ์นี้จะเกิด เมื่อสุญญากาศได้รับพลังงานมากเพียงพอ ที่จะสร้างอนุภาคได้ และนี่จะเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาทฤษฎีแรงโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (quantum theory of gravity)

Cr.ผู้จัดการ

6 ส.ค. 2558

Rise 2015 in Hong Kong


Rise 2015 in Hong Kong
Rise 2015 in Hong Kong : ภาพจาก ไทยรัฐ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาด้านเทคโนโลยี Rise Conference 2015 ที่ฮ่องกง เลยนำเนื้อหาจากงานสัมมนาครั้งนี้มาฝากกันครับ

งาน Rise จัดโดยทีมงานเดียวกับงาน Web Summit ซึ่งเป็นงานสัมมนาใหญ่ของฝั่งยุโรป จัดที่ประเทศไอร์แลนด์เป็นประจำทุกปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ขยายมายังฝั่งเอเชียด้วย โดยใช้ชื่องานว่า Rise

งาน Rise เชิญผู้ยิ่งใหญ่ของวงการไอทีและสตาร์ตอัพมาจากทั้งฝั่งโลกตะวันตกและเอเชีย มีตั้งแต่ผู้บริหารระดับซีอีโอของ LINE, ประธานบริษัท SoftBank จากญี่ปุ่น, ซีอีโอของบริษัทมือถือดาวรุ่งทั้ง Cyanogen และ OnePlus, ผู้ก่อตั้งบริษัทจ่ายเงินออนไลน์ที่กำลังร้อนแรง Stripe, รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ Google/Facebook และนักลงทุนรายใหญ่อีกคับคั่ง

ธีม งานหลักของ Rise คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ขาขึ้น” ของวงการเทคโนโลยีฝั่งเอเชีย จุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือมุมมองของบริษัทไอทีฝั่งเอเชีย ที่มองว่าตัวเองไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยี 100% เหมือนบริษัทจากโลกตะวันตก ที่เน้นเทคโนโลยีไฮเทค ทำงานออนไลน์ทั้งหมด

แต่บริษัทฝั่งเอเชียมองว่าตัวเองทำหน้าที่เชื่อมธุรกิจในโลกออฟไลน์เดิมเข้า กับโลกออนไลน์ต่างหาก เราจึงเห็นทิศทางของบริษัทไอทีฝั่งเอเชียรุ่นใหม่ๆ ที่เน้นธุรกิจการเชื่อมต่อกับโลกออฟไลน์มากขึ้น

ตั้งแต่ Didi Kuaidi บริษัทเรียกรถแท็กซี่รายใหญ่ของจีนที่เป็นคู่แข่งกับ Uber, ทิศทางของ LINE หรือ WeChat ที่พยายามนำอีคอมเมิร์ซมาใส่ไว้ในแอพแชตเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม ไปจนถึงบริษัท Alibaba หรือ Baidu ยักษ์ใหญ่ของเมืองจีนที่หันมาลุยตลาดออฟไลน์กันหนักมากในช่วงหลัง

ในอีกทาง เอเชียยังมีบริษัทหน้าใหม่อีกหลายราย ที่เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจมาพลิกโลกได้ในไม่ช้า บริษัทเครื่องบินไร้คนขับ (โดรน) รายใหญ่ที่สุดในโลกก่อตั้งโดยคนฮ่องกง มีสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น

ในขณะเดียวกันก็มีบริษัทหน้าใหม่จากสิงคโปร์ ไต้หวัน จีน อีกหลายรายที่เร่งพัฒนาสินค้าไอทีแบบสวมใส่ ที่ดูแล้วมีศักยภาพไม่แพ้โลกตะวันตกเลย อีกไม่นานบริษัทเหล่านี้คงต้องเริ่มกระจายตัวออกมานอกจีน และสำแดงฤทธิ์เดชให้โลกเห็นกัน

สิ่งที่ผมประทับใจคือคำกล่าวของ Neil Shen ผู้ก่อตั้งกองทุน Sequoia China ที่บอกว่าปัจจัยความสำเร็จของสตาร์ตอัพจีนมีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่ ขนาดตลาดที่ใหญ่มาก, ทรัพยากรมนุษย์สายไอทีที่มีแรงงานฝีมือจำนวนมาก และสุดท้ายคือจีนสามารถสร้าง “ผู้ประกอบการ” รุ่นใหม่มาสร้างธุรกิจพลิกโลกได้เป็นจำนวนมาก

Cr.ไทยรัฐ,ข้อมูลอัพเดท ,Asia21st  

19 มิ.ย. 2558

บาร์โค้ด เทคโนโลยีใกล้ตัว


บาร์โค้ด (Barcode)
ใครยังไม่เคยซื้อสินค้าจากห้าง หรือร้านสะดวกซื้อ กันบ้าง? เชื่อว่าอัตราส่วนของคำตอบดังกล่าวคงอยู่ที่ 0.00001% เพราะนอกจากความศิวิไลซ์ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ปัจจุบัน ร้านค้าน้อย-ใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบซื้อสะดวกและทันสมัยก็ได้ขยายตัวไปทั่วทุกแห่งหนของประเทศแล้ว

ชีวิตประจำวันแต่ละคนจะต้องวนเวียนอยู่กับ "บาร์โค้ด (Barcode)" แบบไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่คุณซื้อสินค้าก็จะมีพนักงานขายใช้ เครื่องอ่านบาร์โค้ด อ่านรหัสบนตัวสินค้า แล้วคุณรู้จักประวัติ ความเป็นมาของเจ้าเทคโนโลยีนี้แค่ไหน เราจะพาไปหาคำตอบ…

หนึ่งในเทคโนโลยี ใกล้ตัวที่เราได้พบเห็นและเรียกว่าผูกพันอยู่กับวิถีการจับจ่ายของเรา แต่อาจไม่เคยรู้ที่มาที่ไปก็คือ "บาร์โค้ด" (Barcode) ซึ่งเราได้รวบรวมเรื่องน่ารู้และความเป็นมาของบาร์โค้ดมาฝากกัน!

10 ข้อ คลายสงสัยเกี่ยวกับ "บาร์โค้ด (Barcode)"

1. ต้นแบบเทคโนโลยี บาร์โค้ด (Barcode) มาจากแนวคิดของ Wallace Flint นักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ในปี 1932 ซึ่งใช้บัตรเจาะรูเป็นตัวกำหนดรหัสสินค้าแล้วนำไปตอกในเครื่องอ่าน ต่อมา Bernard Silver นักศึกษาของสถาบันเทคโนโลยี Drexel ได้นำมาพัฒนาต่อ โดยใช้หมึกเรืองแสงและการฉายแสง UV แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่เสถียรในการใช้งานและต้นทุนสูง

2. Joseph Woodland ได้ช่วยเหลือ Bernard Silver จนทำให้ทั้ง 2 คน สามารถจดสิทธิบัตรการออกแบบ บาร์โค้ด (Barcode)เป็น ครั้งแรก ในวันที่ 7 ต.ค.1952 โดยมีรูปแบบในขั้นแรกเป็นวงกลมคล้ายแผ่นปาเป้า ซึ่งถูกนำไปทดลองใช้งานเป็นครั้งแรกที่ร้านค้าเครือ Kroger ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ปี 1967

3. ในเดือนมิ.ย. 1974 เครื่องสแกนบาร์โค้ด ก็ถูกพัฒนาขึ้นสำเร็จ ทั้งยังมีการปรับปรุงให้ บาร์โค้ด (Barcode)กลายเป็นลักษณะแบบแท่งและมีตัวเลขเช่นเดียวกับในปัจจุบัน

4. เพียง 26 วัน หลังจากเครื่องสแกนบาร์โค้ดหรือบางที่เรียกว่า Barcode Scanner ถูกพัฒนาขึ้น ก็มีการนำไปใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในซุปเปอร์มาร์เก็ตทันที โดยสินค้าแรกที่ถูกสแกน คือ หมากฝรั่ง Wringley

5. การทำงานของบาร์โค้ดใช้รูปแบบของแถบสีดำและขาวที่มีความกว้าง-ถี่ แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวเลขที่กำกับอยู่ด้านล่าง การอ่านข้อมูลจะอาศัยหลักการสะท้อนแสงของเครื่องสแกน เพื่อนอ่านข้อมูลสู่คอมพิวเตอร์

6. ความสะดวก รวดเร็ว และน่าเชื่อถือ รวมถึงโอกาสผิดพลาดเพียง 1 ใน 10,000,000 ทำให้ระบบบาร์โค้ดได้รับความนิยมไปทั่วโลก

7. ประเทศไทยมีบาร์โค้ดใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2530 โดยสภาอุตสาหกกรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบสิทธิ์นายทะเบียนรับสมัคร สมาชิกจดทะเบียนบาร์โค้ด ซึ่งทำให้ระบบดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในทันที

8. "รหัสแท่ง" คือ ชื่อภาษาไทยของบาร์โค้ด

9. การสแกน QR Code ก็ถือเป็นบาร์โค้ดประเภทหนึ่ง โดยถือเป็นบาร์โค้ด 3 มิติ ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ตามยุคสมัยที่มีความเจริญมากขึ้น

10. จากการใช้งานเพื่อสแกนสินค้าในยุคแรกได้ใช้ ปัจจุบันบาร์โค้ดถูกนำไปใช้ในหลากลายช่องทาง อาทิ เกม การแอดเพื่อนบนโซเชียล หรือการดูรายละเอียดเพิ่มเติมของสินค้า

Cr. FHM, Asia21st

10 เม.ย. 2558

ไล่ต้อนฝูงเเกะเเทนสุนัข(ชมคลิป) !

ชาวไอริช นำเทคโนโลยี "โดรน" ไล่ต้อนฝูงเเกะเเทนสุนัข


เกษตรกรชาวไอริช ได้นำเทคโนโลยี "โดรน" หรืออากาศยานไร้คนขับ มาใช้ไล่ต้อนแกะกว่า 150 ตัวแทนสุนัข

เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ รายงานว่า  นายพอล เบรนเนน เกษตรกรชาวไอริช เจ้าของฟาร์มเเกะในเมืองคาร์โรลล์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์  ได้นำเทคโนโลยี "โดรน" มาใช้ในการไล่ต้อนฝูงแกะกว่า 150 ตัว ซึ่งเขาได้บันทึกภาพการบังคับโดรนไล่ต้อนแกะทั้งฝูงให้วิ่งผ่านประตูข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของฟาร์มได้อย่างเป็นระเบียบโดยนายเบรนเนนได้ตั้งชื่อโดรนลำนี้ว่า"Shep" ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นการใช้โดรนเพื่อไล่ต้อนแกะเป็นรายแรกของโลก

นายเบรนเนน กล่าวว่า หลังจากวิดีโอเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ จากที่เขาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอลงบนเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งตอนนี้มีคนเข้าไปชมแล้วกว่า 5 แสนครั้ง ตอนเเรกเขาหวังเพียงว่าสื่อท้องถิ่นจะนำเรื่องราวของเขามาเผยแพร่บ้างเท่านั้น แต่ทว่าเขาต้องแปลกใจเมื่อสื่อรายแรกที่นำเสนอเรื่องนี้คือ สำนักข่าวรายใหญ่ของโลกอย่าง "เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล"

นายเบรนเนน ยังกล่าวอีกว่า แม้โดรนจะทำหน้าที่ไล่แกะได้อย่างมีประสิทธิภาพเเละสามารถมองเห็นแกะได้ทั้งฝูง แต่ "สุนัขไล่แกะ" จะไม่ตกงานอย่างแน่นอน เพราะเขาถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยเเบ่งเบาภาระของสุนัข แถมยังทำให้พวกมันได้พักผ่อนมากขึ้นด้วย





Cr.ประชาชาติธุรกิจ,กล่อง Android, โคมไฟแสงอาทิตย์