แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นวัตกรรม แสดงบทความทั้งหมด

3 ก.ย. 2559

นวัตกรรมใหม่ ไทยคม


ที่ผ่านมานี้ บมจ.ไทยคม แสดงผลงานนวัตกรรมใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้ารวมถึงนักเรียนนักศึกษา ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมของบริษัท โดยรวบรวมโซลูชั่นบริการด้านบรอดแบนด์และบรอดแคสต์(Broadcast & Broadband) ที่กำลังพัฒนาและเปิดให้บริการแก่ลูกค้าแล้ว อาทิ โซลูชั่น สมาร์ทโฮม(Smart Home) สมาร์ทคอนโดและโฮเทล(Smart Condo & Hotel)

สมาร์ท ดีไวซ์ (Smart Device) ที่จะนำมาแสดง มีการให้บริการทีวีดิจิตอล อินเตอร์แอคทีพ ทั้งไฮบริดแคสต์(Hybridcast) และ วีดิโอ ทู ดาต้า(VDO To Data) ที่จะช่วยให้ผู้ชมรายการโทรทัศน์สามารถสั่งซื้อขายสินค้าที่ปรากฏหน้าจอได้ ทันทีผ่านทางออนไลน์

นวัตกรรมสมาร์ทโฮม(Smart Home) ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน(Smartphone)  ทั้งเปิด-ปิดไฟ หรือ ไฟอัตโนมัติ (Motion Sensor Light) เครื่องปรับอากาศ รวมถึงติดซิปอาร์เอฟไอดี (RFID)  หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายระยะสั้น ติดไว้ที่ซองอาหารหรือขวดน้ำในตู้เย็น เพื่อนำไปแตะหน้าแท็บเล็ต (Tablet)ของตู้เย็นสำหรับตรวจสอบของคงเหลือและคุณค่าทางโภชนาการ ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบ

สิ่งเหล่านี้นำมาจัดแสดงในงานไทยคมอินโนเวชั่นเดย์ ที่ผ่านมานี้ชูนวัตกรรมบรอดคาสต์(Broadcast) และบรอดแบนด์(Broadband) ภายใต้คอนเซ็ปต์ เข้าถึง คมชัด สัมผัสได้ใกล้ตัวคุณ เน้นบริการที่จะเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจาก นี้ยังเพิ่มในส่วนการรับชมรายการโทรทัศน์มัลติสกรีน สามารถรับชมได้ทุกหน้าจอ ทั้งจากโทรทัศน์สมาร์ทโฟน(Smartphone)  หรือแท็บเล็ต (Tablet) ผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณบรอดแบนด์(Broadband) ทั้งบริการ ตัวรับสัญญาณ WiFi ผ่านดาวเทียมบนเครื่องบินของนกแอร์  รวมถึงทางเรือเฟอร์รี่ทั้ง 6 ลำที่ประเทศญี่ปุ่น  และกำลังพัฒนาให้สามารถให้บริการได้บนรถทัวร์ต่อเชื่อมผ่าน USB WiFi ซึ่งมีความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 50 เมกะบิตต่อวินาที

รวม ทั้งเทคโนโลยีด้านการโฆษณาดิจิตอลต่างๆ ทั้งป้ายโฆษณาดิจิตอล การรับชมสถานที่ท่องเที่ยวผ่านภาพพาโนรามา360องศา ซึ่งจะทำให้การโฆษณาต่างๆมีความน่าสนใจมากขึ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยคม กล่าวว่า
ปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพลกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและถูกปรับเปลี่ยนให้ เข้ามาตอบสนองความต้องการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมากมาย ในช่วง 2–3 ปีนี้

ไทยคมจึงได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเป็นผู้ให้บริการ ดาว เทียม ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านโทรคมนาคมและบรอดแคสต์(Broadcast) กลายเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นครบวงจร รวมเทคโนโลยีทั้งด้านบรอดแคสต์และบรอดแบนด์(Broadcast & Broadband)ไว้ด้วยกัน กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแพลตฟอร์มดาวเทียม ตอบสนองความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรม

ปัจจุบันรายได้ของไทยคมอยู่ อันดับที่ 8 ของโลกในแง่ของบริษัทให้บริการดาวเทียม และการที่ไทยคมเสริมด้วยนวัตกรรมต่างๆ จะทำให้เหนือกว่าบริษัทดาวเทียมอื่นๆ แม้จะมีจำนวนดาวเทียมไม่เท่าที่อื่น โดยจะเน้นสร้างพันธมิตรในส่วนนี้และมองว่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีของไทยคม. พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะมีรายได้ในส่วนนี้ถึงร้อยละ 20 จากรายได้ทั้งหมด

Cr.ไทยรัฐ,Synergy | Facebook

11 พ.ค. 2559

อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0


อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0
อุตสาหกรรม 4.0 & ประเทศไทย 4.0
ดร.สุวิทย์สรุปว่า โมเดลการพัฒนาประเทศไทย 1.0 คือการเน้นภาคเกษตร พอมา 2.0 เริ่มเน้นอุตสาหกรรมเบา และพอถึง 3.0 คือช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ก็คือการเน้นอุตสาหกรรมหนัก และการส่งออก แต่ทั้ง 3 รหัส ตั้งแต่ 1.0, 2.0 จนถึง 3.0 ไม่พอเพียงเสียแล้ว และกำลังก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 เพราะประเทศไทยต้องเผชิญกับดักจนติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ รายได้ปานกลางขั้นสูง ไม่สามารถทะลุผ่านออกมาได้

ด้วยเหตุนี้จึงต้อง มีโมเดล หรือรหัสใหม่เป็น “ประเทศไทย 4.0” คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่  "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม(Value-Based Economy)" ตามแนวความคิดนี้ กับการเปลี่ยนแปลงทีกำลังจะไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

1. เปลี่ยนจากการผลักดันสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม
2. เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
3 . เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้น ภาคบริการมากขึ้น

จาก นั้นจะทำอย่างไร สำหรับการก้าวสู่ "ประเทศไทย 4.0" ? เทคโนโลยีระบบใหม่ ที่ต้องการคืออะไร? การวิจัยอะไรบ้างที่ควรเริ่มต้น? ซึ่งขอทิ้งท้าย แนวความคิดของประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ ไว้เป็นข้อคิดการพัฒนาที่ยั่งยื่นในอนาคตเพื่อก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 หรืออุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ ในการสื่อสารประสานการทำงานกันได้เอง เพื่อรองรับ “ประเทศไทย 4.0”

ยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ของคุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ ได้กำหนดไว้ 6 ด้าน คือ

1) สร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยด้วยประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และนวัตกรรม
2) พัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
3) สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทยด้วยการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์
4) สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมไทยใช้ประโยชน์จากการเจรจาการค้า
5) พัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย
6) ร่วมกับภาครัฐในการสร้างปัจจัยเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรม

จึง ได้จัดทำกลไกการทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันรองรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยแบ่งหน่วยงานภายในองค์กร 7 สถาบัน คือ

1) สถาบันรหัสสากล (GS-1) นำเทคโนโลยีเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) และระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วยในการลดต้นทุน
2) สถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย (RFID) การใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด และอาร์เอฟไอดี ติดตามสำหรับการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง
3) สถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (IRDI) ผลักดัน ชี้แนะให้สินค้าเดิมเป็นนวัตกรรมในอนาคต
4) สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม (ICTI) การนำเอาระบบไอทีและระบบบาร์โค้ดเข้ามามีบทบาทในโรงงาน
5) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ (HCI) เพิ่มจำนวน ทักษะบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่ อาทิ เช่น กล้อง IP Camera แบตโซล่าเซลล์  ฯลฯ
6) สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ช่วยพัฒนา SMEs นำระบบบาร์โค้ดเข้ามา ตั้งแต่รับออร์เดอร์ ผลิต ขนส่ง บริการ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด
7) สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (IIE) สนับสนุนให้สมาชิกใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Industry 4.0

Cr.ข่าวประชาชาติธุรกิจ,ไทยรัฐ

22 ส.ค. 2558

รถสอดแนม IOIO


รถสอดแนม IOIO
รถสอดแนม IOIO
มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จุดประกายนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ไฮเทค 4 ชิ้น โดยนักศึกษาและอาจารย์พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีระดับสากลจากการเรียนการสอนใน ห้องเรียน ประกอบด้วย 1.รถสอดแนมกู้ภัย  2.ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือนจาก Facebook Oculus Rift  3.ระบบบริหารร่างกายฤาษีดัดตน และ 4.พริ้นเตอร์ 3 มิติ (3D Printer)

"อ.ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์" ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์ได้ร่วมกับคณาจารย์และนักศึกษาได้พัฒนางานเพื่อ ต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อความทันสมัย โดยสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ได้นำอุปกรณ์เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กล้อง Kinect ของ Microsoft หรือ Oculus Rift ของ Facebook และ Raspberry Pi มาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน จนก่อให้เกิดผลงานที่น่าภาคภูมิใจ

สำหรับ สิ่งประดิษฐ์รถสอดแนม IOIO ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในเหตุการณ์ตึกถล่มหรือสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบ ต่าง ๆ ซึ่งคนไม่สามารถเข้าไปได้เพราะอาจเกิดอันตราย เช่น การวางระเบิด และการจับคนเป็นตัวประกัน โดยสามารถใช้รถแนมเข้าไปสำรวจตามซอกเล็ก ๆ ที่สำคัญยังสามารถใส่อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น กล้องปากกาสอดแนม  กล้องสอดแนม CCTV หรืออุปกรณ์ทำลายวัตถุระเบิด

วิธี ใช้งานคือ จะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องในการเชื่อมต่อและบังคับทิศทาง โทรศัพท์เครื่องที่ 1 จะคอยสั่งการผ่านบลูทูธ(Bluetooth) ส่งคำสั่งเข้าโทรศัพท์เครื่องที่ 2 ที่ติดตั้งอยู่กับรถ มีรัศมีทำการเท่ากับรัศมีของไวไฟ (Wifi) ตัวแอพพลิเคชั่นที่ใช้ โดยใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ พัฒนาต่อยอดมาจาก IOIO Board (อ่านว่า โยโย่ บอร์ด) ซึ่งถ้าเป็นรถบังคับทั่วไปคนที่คอนโทรลจะไม่เห็นอะไร แต่ตัวนี้จะเห็นมุมมองจากรถด้วยกล้องจิ๋ว ว่าวิ่งถึงไหน เข้าไปในไหนแล้ว อันนี้คือก้าวแรกของการพัฒนา

นอก จากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์ระบบการบริหารร่างกายฤาษีดัดตน มีแนวคิดมาจากการที่เห็นประเทศอื่นทำท่าออกกำลังกายด้วยท่าบอดี้คอมแบต จี้กง โยคะ ทางมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จึงมีแนวคิดพัฒนาท่าบริหารร่างกายของไทยขึ้นมา บ้าง เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย จึงพัฒนาระบบการบริหารฤาษีดัดตนขึ้นมาเพื่อให้คนไทยได้บริหารร่างกายในท่า ฤาษีดัดตนอย่างถูกต้อง และไม่จำเป็นต้องไปที่วัดโพธิ์ เพราะระบบนี้จะทำให้เกิดความสนุกสนานกับการบริหารร่างกาย อุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นกล้อง Kinect ของ Microsoft ที่จะคอยจับรายละเอียดร่างกาย เครื่องนี้สามารถเช็คท่าทางว่าทำถูกหรือไม่ มีการให้คะแนน เสมือนมีคนสอน มีทั้งหมด 18 ท่าหลัก

"อ.ณัฏฐ์" อธิบายต่อถึงสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นที่เป็นผลงานของนักศึกษาคือ ระบบผู้เชี่ยวชาญเสมือน Oculus เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเป็นภาพ 3 มิติ โดยสมมุติอาจารย์เป็นวิศวกรสำรวจตึกใส่หมวกที่มีกล้องติดอยู่ นักศึกษาจะได้เห็นมุมมอง 3 มิติของกิจกรรมดังกล่าว ประโยชน์คือจะได้ความเชี่ยวชาญ และได้ประสบการณ์

สิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ ใช้อุปกรณ์ Oculus Rift ของ Facebook เชื่อมต่อกับ Raspberry Pi ซึ่งทำหน้าที่เก็บบันทึกข้อมูล และเอากล้องเว็บแคมใส่กับหมวกเฮดการ์ด ซึ่งกล้องตัวนี้เหมือนกับลูกตา 2 ข้าง แล้วมีการบันทึกภาพเป็นสามมิติพร้อมเสียงของอาจารย์ผู้สอน

นอกจากนี้ ที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ยังมีการนำพริ้นเตอร์ 3มิติ (3D Printer)มาใช้สำหรับนักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อจะได้เห็นรูปร่างของชิ้นงานอย่างเป็นรูปธรรมในทุก ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่ด้านเดียวเหมือนในกระดาษหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการทำงานใช้ร่วมกับกล้อง Kinect ที่สามารถถ่ายภาพตื้นลึกเป็นภาพสามมิติได้ นำมาสแกน object หรือวัตถุรอบด้านก็จะได้ออกมาเป็น 3D โมเดล ได้ทันที

"ผศ.ดร.วีร พันธ์ ม่วงทองสุข" ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเสริมว่า วัสดุที่ใช้ในการสร้างชิ้นงานสำหรับพรินเตอร์ 3 มิติ(3D Printer)คือ PLA เป็นไฟเบอร์จากอ้อยซึ่งจะไม่เป็นอันตราย มันจะละลายแล้วหลอมออกมาเป็นชิ้นงานโดยใช้ความร้อน ซึ่งตัวนี้เป็นโครงการที่ต้องการให้นักศึกษานำรายวิชาที่เรียนมาปรับและ พัฒนาให้เกิดประโยชน์

"ยกตัวอย่างนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกลจะมีวิชา ออกแบบหรือว่าเขียนแบบวิศวกรรม ปกติเขียนแบบจะแค่ดราฟอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่หากออกแบบก็จะคำนวณรูปร่างของวัสดุต่าง ๆ แต่ก็จะไม่เห็นของจริง เครื่องมือนี้สามารถช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักศึกษามากขึ้น เราเรียกว่า Rapid Modeling คือการทำการออกแบบแล้วพริ้นโมเดลออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มนุษย์เราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น"

"ฉัททวุฒิ พีชผล" อธิการบดี มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสลงมือปฎิบัติจริง เพื่อพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความสามารถในการเรียนรู้ สูง โดยการให้โอกาสนักศึกษาได้คิด ฝึกฝน พัฒนากับของจริง เพื่อพัฒนาต่อยอดด้วยเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล มีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และช่วยเตรียมพร้อมพัฒนาให้นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่ต้องใช้ในการทำงานจริงในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี เพิ่มประสบการณ์และทักษะของผู้เรียน และเป็นการสะท้อนถึงการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก

Cr.ประชาชาติธุรกิจ,Synergy | Google+ ,doly news ,

ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ


ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ
ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงการใช้ชีวิตของสังคมปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามี บทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเพื่อการประกอบอาชีพ การสนทนาติดต่อสื่อสาร หรือการสั่งซื้อของและการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งจำเป็นต้องใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ไม่เช่นนั้นก็ควรมี Pocket WiFi ติดตัวไปเพื่อการดังกล่าว    

      ปัญหาอินเทอร์เน็ตไม่เป็นดังใจหวังหากไม่มีสัญญาณไวไฟ หรือไม่มีอุปกรณ์ไวไฟพกพาติด ตัวไปด้วย เมื่อไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคย  กลายเป็นปัญหาสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน หากต้องติดต่องานผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จึงปิ๊งไอเดียสร้างเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ สร้างเครือข่ายอออนไลน์ไม่สะดุด
     
       สารพัดตู้หยอดเหรียญที่เข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้คนในปัจจุบันกลาย เป็นวิถีชีวิตคนเมืองที่หลายคนขาดไม่ได้ ล่าสุดมีผู้คิดค้น “ตู้กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบหยอดเหรียญ” ตอบโจทย์เทรนด์คนรุ่นใหม่ พร้อมจดอนุสิทธิบัตร การันตีนวัตกรรมไอทีหนึ่งเดียวในไทย
     
       ผศ.ดร.ชุติมา ประสาทแก้ว อาจารย์สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เจ้าของผลงาน “เครื่องให้บริการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบหยอดเหรียญ (Wi-Fi Vending Machine)"
     
       เผยที่มาไอเดียนี้ว่าเกิดมาจากตัวเองล้วนๆ ที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังต้องติดต่องานผ่านทางอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งหลายสถานที่ก็ไม่เอื้ออำนวยในการทำงานต้องไปหาร้านอินเทอร์เน็ต เพื่อทำงานซึ่งไม่สะดวก จึงคิดว่าหากมีเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหยอดเหรียญเหมือนตู้น้ำดื่ม หยอดเหรียญ ตู้เติมเงินมือถือก็คงจะดี จึงเป็นที่มาของ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ

        ทำให้อาจารย์ชุติมาเริ่มศึกษาข้อมูลเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาปรับ ใช้ในการสร้างเครื่องกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยพบว่าปัจจุบันมีวิธีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไร้สาย Wireless Lan สามารถลดค่าใช้จ่ายในการวางระบบบเครือข่าย โดยไม่ต้องมีการวางระบบเครือข่ายให้ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ต้องเดินสาย LAN เพียงมีจุดในการวางอุปกรณ์ Access Point ที่สามารถกระจายสัญญาณได้ดี
      
         รวมถึงเป็นทำเลที่ขยายระบบได้ง่าย ปรับใช้ในองค์กรหรือความต้องการได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งานได้ โดย ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ ดังกล่าวเหมาะสำหรับสถานประกอบการต่างๆ ด้านธุรกิจการสื่อสารหรือตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีรถขนส่ง สถานีรถไฟหรือรถไฟฟ้า โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ (อำเภอ ที่ดิน และศาล) สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์การให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ง่ายและสะดวกในการใช้งาน
     
       สำหรับเครื่องกระจายสัญญาณไวไฟแบบหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ เป็นการซื้อเวลาในการเข้าใช้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยลักษณะการทำงานของผู้ใช้หยอดเหรียญเข้าไปในเครื่องตามจำนวนชั่วโมงที่ ต้องการใช้ เครื่องจะพิมพ์ User Name และ Password สำหรับใช้งานในระบบ จากนั้นระบบจะทำการจับเวลาในการเข้าใช้งานและจะหยุดบริการเมื่อหมดเวลาใช้ งาน ถือว่าขั้นตอนไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งานเลย

       ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาต่อยอด ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ กับนักศึกษา โดยพัฒนาระบบเพื่อตอบสนองความต้องการให้กับกลุ่มผู้ใช้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา พิการทางการได้ยิน เช่น การจัดทำอักษรเบรลหรือคำบรรยาย สำหรับคำสั่งต่างๆ ในการใช้งาน หรือมีเสียงประกอบ เป็นต้น

        นอกจากนี้ยังพัฒนาเพิ่มระยะของการปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้มีความไกลและแรงมากขึ้น เพิ่มเครื่องรับเงินแบบธนบัตร เพิ่มเครื่องทอนเงิน ให้มีการแจ้งเตือนเมื่อเวลาการใช้งานใกล้จะหมดตามจำนวนเงินที่หยอด มีกล้องวงจรปิดติดที่เครื่องเก็บข้อมูลลงฐานข้อมูลเพื่อใช้อ้างอิงกรณีที่ อาจเกิดปัญหาหรือต้องการใช้อ้างอิงในทางกฎหมาย มีระบบสัญญาณกันขโมยติดที่เครื่อง

        ผู้สนใจเครื่องกระจายสัญญาณ Wi-Fi แบบหยอดเหรียญ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.ชุติมา ประสาทแก้ว โทร.080-5791872 หรือสนใจเข้าชมผลงานดังกล่าวได้ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยที่ผ่านมามีผู้สนใจซื้อตู้WiFiหยอดเหรียญเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ทางอาจารย์ชุติมายังไม่พร้อมเพราะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาบางส่วน แต่คาดว่าจะออกจำหน่ายได้ในเร็วๆ นี้
     
        ล่าสุดเครื่องกระจายสัญญาณไวไฟแบบหยอดเหรียญ หรือ ตู้ไวไฟ(Wi-Fi)หยอดเหรียญ อาจารย์ชุติมาได้ทำการจดอนุสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้วป้องกันการลอกเลียนแบบ

Cr.ผู้จัดการ,Flashfly,Asia21st ,Lady Accessories ,

7 ส.ค. 2558

ตู้พิซซ่าหยอดเหรียญ


ตู้พิซซ่าหยอดเหรียญ
Photo : reddit.com

หลายปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมนั้น เน้นในการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมตลอดจนการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป

เทคโนโลยีและนวัต กรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนทำให้สังคมโลกที่ใช้ชีวิตในแบบที่เรียบง่าย กระแสยุคแห่งความไร้พรมแดน ก้าวเข้ายุคโลกาภิวัฒน์ ที่เข้าสู่ทุกประเทศได้อย่างรวดเร็ว จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ที่

เกิดขึ้น ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างรวดเร็ว สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในสังคมโลกได้พร้อมกัน  ดังนั้น เทคโนโลยี และนวัตกรรม กำลังทำให้โลกใบนี้นั้น "เล็กลง"  นวัตกรรมอีกตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตเรียบง่ายกับการทานอาหาร

ตู้พิซซ่าหยอดเหรียญ นวัตกรรมสุดเจ๋ง! ใกล้ตัวคุณมากที่สุด ที่จะทำให้ชีวิตคุณ..."ง่ายขึ้น"

สำหรับ ชีวิตที่วุ่นวายในแต่ละวัน จะทำอะไร จะกินอะไร ก็ต้องแข่งกับเวลาไปซะทุกอย่าง จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถจัดการกับมื้อเที่ยงได้ในเวลาแค่ไม่กี่นาที

อย่าง เจ้าตู้พิซซ่าหยอดเหรียญ Let’s Pizza ที่หลายคนเห็นตู้นี้แล้วคงจะนึกไปถึงการขายพิซซ่าแช่แข็งสำเร็จรูป ที่พอเราจ่ายตังเครื่องก็จะเอาพิซซ่าไปอุ่นในไมโครเวฟแล้วก็เสิร์ฟ

แต่ ตู้นี้ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน เพราะเครื่องนี้ทำกันสดๆตั้งแต่ขั้นตอนนวดแป้งเลยทีเดียว โดยเราสามารถเลือกหน้าของพิซซ่าและท็อปปิ้ง ได้เหมือนเวลาทานที่ร้านอีกด้วย แถมยังใช้เวลาในการทำพิซซ่าแค่เพียงสองนาทีครึ่งเท่านั้น เพียงคุณยอดเหรียญ หรือ ชำระด้วยบัตรเครดิต ผ่านทางเครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก แล้วก็กดปุ่มสั่ง พิซซ่า ไม่นานเกินรอ ก็จะได้ พิซซ่าตามหน้าที่เราเลือกได้

เครื่องทำพิซซ่าแต่ละตู้จะทำการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตผ่าน Pocket WiFi เพื่อควบคุมสต็อกของวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบในตู้เหลือน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ก็จะมีพนักงานออกไปเติมให้

ทันที ตู้หนึ่งตู้จะบรรจุวัตถุดิบสำหรับผลิตพิซซาได้ 200 ถาด ส่วนราคาขายของพิซซ่าขนาด 10.5 นิ้ว (ถาดกลาง) อยู่ที่ 5.95 เหรียญ หรือ 180 บาทแค่นั้นเอง

เห็นแบบนี้ก็บอกได้คำเดียวเลยว่าเทคโนโลยีสมัยนี้ช่างตอบสนองไลฟ์สไตล์ชีวิตคนในเมืองได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ


Cr.MThai,เนชั่น

24 ก.ค. 2558

นวัตกรรมใหม่ไทยคม


นวัตกรรมใหม่ไทยคม

บมจ.ไทยคม จัดงาน "Thaicom Innovation Day" ปีที่ 3 เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้ารวมถึงนักเรียนนักศึกษา ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมของบริษัท โดยรวบรวมโซลูชั่นบริการด้านบรอดแบนด์และบรอดแคสต์(Broadcast & Broadband) ที่กำลังพัฒนาและเปิดให้บริการแก่ลูกค้าแล้ว อาทิ โซลูชั่น สมาร์ทโฮม(Smart Home) สมาร์ทคอนโดและโฮเทล(Smart Condo & Hotel)

สมาร์ท ดีไวซ์ (Smart Device) ที่จะนำมาแสดง มีการให้บริการทีวีดิจิตอล อินเตอร์แอคทีพ ทั้งไฮบริดแคสต์(Hybridcast) และ วีดิโอ ทู ดาต้า(VDO To Data) ที่จะช่วยให้ผู้ชมรายการโทรทัศน์สามารถสั่งซื้อขายสินค้าที่ปรากฏหน้าจอได้ ทันทีผ่านทางออนไลน์

นวัตกรรมสมาร์ทโฮม(Smart Home) ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน(Smartphone)  ทั้งเปิด- ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ รวมถึงติดซิปอาร์เอฟไอดี (RFID)  หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายระยะสั้น ติดไว้ที่ซองอาหารหรือขวดน้ำในตู้เย็น เพื่อนำไปแตะหน้าแท็บเล็ต (Tablet)ของตู้เย็นสำหรับตรวจสอบของคงเหลือและคุณค่าทางโภชนาการ ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบ

สิ่งเหล่านี้นำมาจัดแสดงในงาน “ไทยคมอินโนเวชั่นเดย์ 2015” ปีนี้ชูนวัตกรรมบรอดคาสต์(Broadcast) และบรอดแบนด์(Broadband) ภายใต้คอนเซ็ปต์ เข้าถึง คมชัด สัมผัสได้ใกล้ตัวคุณ เน้นบริการที่จะเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจาก นี้ยังเพิ่มในส่วนการรับชมรายการโทรทัศน์มัลติสกรีน สามารถรับชมได้ทุกหน้าจอ ทั้งจากโทรทัศน์สมาร์ทโฟน(Smartphone)  หรือแท็บเล็ต (Tablet) ผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณบรอดแบนด์(Broadband) ทั้งบริการ ตัวรับสัญญาณ WiFi ผ่านดาวเทียมบนเครื่องบินของนกแอร์  รวมถึงทางเรือเฟอร์รี่ทั้ง 6 ลำที่ประเทศญี่ปุ่น  และกำลังพัฒนาให้สามารถให้บริการได้บนรถทัวร์ต่อเชื่อมผ่าน USB WiFi ซึ่งมีความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 50 เมกะบิตต่อวินาที

รวม ทั้งเทคโนโลยีด้านการโฆษณาดิจิตอลต่างๆ ทั้งป้ายโฆษณาดิจิตอล การรับชมสถานที่ท่องเที่ยวผ่านภาพพาโนรามา360องศา ซึ่งจะทำให้การโฆษณาต่างๆมีความน่าสนใจมากขึ้น

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยคม กล่าวว่า
ปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพลกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและถูกปรับเปลี่ยนให้ เข้ามาตอบสนองความต้องการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจขึ้นมากมาย ในช่วง 2–3 ปีนี้

ไทยคมจึงได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเป็นผู้ให้บริการดาว เทียม ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านโทรคมนาคมและบรอดแคสต์(Broadcast) กลายเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นครบวงจร รวมเทคโนโลยีทั้งด้านบรอดแคสต์และบรอดแบนด์(Broadcast & Broadband)ไว้ด้วยกัน กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแพลตฟอร์มดาวเทียม ตอบสนองความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรม

ปัจจุบันรายได้ของไทยคมอยู่ อันดับที่ 8 ของโลกในแง่ของบริษัทให้บริการดาวเทียม และการที่ไทยคมเสริมด้วยนวัตกรรมต่างๆ จะทำให้เหนือกว่าบริษัทดาวเทียมอื่นๆ แม้จะมีจำนวนดาวเทียมไม่เท่าที่อื่น โดยจะเน้นสร้างพันธมิตรในส่วนนี้และมองว่าจะเป็นแนวโน้มที่ดีของไทยคม. พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะมีรายได้ในส่วนนี้ถึงร้อยละ 20 จากรายได้ทั้งหมด

Cr.ไทยรัฐ

1 ก.ค. 2558

แตงโมสี่เหลี่ยม : วิธีทำ (คลิป)

 
แตงโมสี่เหลี่ยม : วิธีทำ
แตงโมสี่เหลี่ยม : วิธีทำ

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา เราจะสามารถสังเกตุได้จากสินค้าส่งออกของประเทศญี่ปุ่น เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเชิงอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งมีอัตราการส่งออกเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่ นอกเหนือจากนี้แล้วประเทศญี่ปุ่นยังมีสินค้าการเกษตรกรรมที่สามารถนำเอา เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาควบคุมคุณภาพของผลไม้ให้มีคุณภาพที่ดี และ ทำให้เกิดรูปลักษณ์ใหม่ๆของผลไม้นั่นก็คือ ผลไม้รูปร่างต่างๆ และ ผลไม้ยักษ์ นั่นเอง

จุดเริ่มต้นของความแปลก

เมื่อ ไม่นานมานี้ ประเทศญี่ปุ่นได้สร้างความตื่นตา ตื่นใจ ให้แก่ประเทศต่างๆทั่วโลก กับ ผลไม้เดิมๆ แต่มีรูปทรงที่แปลกตา นั่นคือ แตงโมทรงลูกบาศก์สี่เหลี่ยมนวัตกรรมการออกแบบแตงโม จากลูกกลมๆให้กลายเป็นลูกบาศก์สี่เหลี่ยมนั้น มีสาเหตุจากการที่ชาวไร่ของญี่ปุ่นต้องการให้สามารถใช้พื้นที่ของตู้เย็นให้ ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด 

ซึ่ง ทรงสี่เหลี่ยม สามารถประหยัดพื้นที่ได้มากกว่า ทรงกลม  หลังจากที่ แตงโมสี่เหลี่ยม ออกวางตลาดได้ไม่นาน ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวญี่ปุ่น และที่สำคัญนวัตกรรมนี้ได้เพิ่มมูลค่าให้แก่แตงโมไปในตัว โดยสนนราคามากกว่าเดิม 4 - 5 เท่า
เรื่องง่ายๆที่ไม่เคยมีใครคาดคิด
แตงโมสี่เหลี่ยม ดูเหมือนจะแปลกใหม่ แต่ เมื่อถามถึงวิธีการปลูกแล้ว ก็ไมได้ต่างจากเดิมเลยชาวไร่ญี่ปุ่นเผยว่า วิธีการปลูกแตงโมของชาวไร่ยังคงเหมือนเดิม  ใส่ปุ๋ยเหมือนเดิม รดนํ้าเหมือนเดิม ดูแลเอาใจใส่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรพิเศษมากขึ้น 

เพียงแต่เมื่อลูกแตงโมยังเล็กอยู่นั้น ก็แค่นำวัสดุที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ไปครอบแตงโมเอาไว้ เมื่อลูกแตงโมโตเต็มที่ ก็จะกลายเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์อย่างที่เราเห็นๆกัน  สิ่งเล็กน้อยๆที่ใครๆก็มองข้าม แต่ชาวไร่ญี่ปุ่นสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้อย่าง น่าชื่นชม


พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
จาก เดิมที่ปลูกแตงโมรูปร่างแปลกๆ ก็ถือว่าดีอยู่แล้ว แต่ ประเทศญี่ปุ่นบอกว่า "อย่ากระนั้นเลย เรามาทำให้มันดีขึ้นไปอีกดีกว่า ให้ชาวโลกเขาตามไม่ทัน"   

แตงโมพันธุ์เดนซุเกะ (Densuke)  ลูกแตงโมเปลือกดำของญี่ปุ่นซึ่งมีปลูกกันเฉพาะในเกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น เป็นแตงโมที่สีผิวของแตงโมที่ดำกว่าปรกติ ภายนอกจะไม่มีจุดสีดำเหมือแตงโมทั่วๆไป และ เนื้อแตงโมจะกรอบและแข็ง รวมทั้งมีรสหวานที่แตกต่างไปจากแตงโมธรรมดาทั่วไป  ถือว่าเป็นแตงโมพันธุ์หายากมากๆ โดนสนธิราคาแล้วแตงโมพันธุ์นี้ จะวางขายกันในราคาประมาณ $188 - $283

ราคาประวัติศาสตร์
ในเดือนกรกฎาคม 2008   แตงโมพันธุ์เดนซุเกะ (Densuke) ลูกแตงโมเปลือกดำของญี่ปุ่นซึ่งมีปลูกกันในเกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของประเทศ ได้มีการประมูลขายกันในราคา $6,100 หรือ ประมาณ สองแสนบาท นับเป็นราคาแตงโมที่แพงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และ น่าจะแพงที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

แตงโมพันธุ์เดนซุเกะ (Densuke) ลูกนั้นมีน้ำหนัก 17 ปอนด์ (ประมาณ 7.7 กิโลกรัม)  เป็นหนึ่งใน 65 ลูกที่เก็บเกี่ยวเป็นครั้งแรกในฤดูกาลปีนั้น  สิ่งที่ทำให้ปริมาณนํ้าตาลในแตงโมเข้มข้นขึ้น และ ช่วยให้คุณภาพของเดนซุเกะดีขึ้น นั่นคือ  อากาศที่อุ่นกว่าปรกติในเดือนเมษายน และ พฤษภาคมในปี 2008 ของญี่ปุ่น  ซึ่งส่งผลให้ราคาในปี 2008 ดีกว่าปีอื่นๆ