แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาฬิกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาฬิกา แสดงบทความทั้งหมด

3 ก.ย. 2559

สมาร์ทวอทช์ (Smart Watch)


คอนเซ็ปต์นาฬิกาสมาร์ทวอทช์อัจฉริยะของเวลโลกราฟคือ อุปกรณ์เก็บข้อมูลสุขภาพของผู้สวมใส่ โดยออกแบบมาให้มีเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความแข็งแรงของสุขภาพ ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลจากตัวเรือนหรือใช้งานคู่กับแอพ Wellograph ซึ่งดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอส แอนดรอยด์และวินโดวส์


เป็น ปีแห่งเครื่องประดับบนข้อมือที่สุดแสนอัจฉริยะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะแวร์เอเบิลประเภทสมาร์ทฟิตเนสแทรคเกอร์ ซึ่งฟังก์ชันการติดตามผลการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก ที่สุด เช่นเดียวกับ "เวลโลกราฟ” (Wellograph) แวร์เอเบิลดีไวซ์สัญชาติไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ


"เป้า หมายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เวลโลกราฟจะแบรนด์สินค้าสำหรับคอนซูเมอร์เทคโนโลยีสัญชาติไทยที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในตลาดโลก" คำประกาศของ สารสิน บุพพานนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เวลโลกราฟ จำกัด ที่ประสบความสำเร็จจากการขาย เครื่องสแกน หนังสือ “Bookdrive” ทั่วโลกมาแล้ว


ปั้นนวัตกรรมในตลาดโลก

“ข้อมูลสำคัญที่สุด คือข้อมูลเกี่ยวกับหัวใจของเรา ผมมองว่า สมาร์ทวอทช์ติดตัวไปกับเราได้ทุกที่ มันจะรู้ว่าเรามีกิจกรรมอะไรยังไงบ้าง แล้วมันก็จะเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพโดยตรง สมาร์ทวอทช์ข้อ มือเรือนนี้จึงถูกออกแบบมาให้มี Heart Rate Sensor เป็นคอร์เทคโนโลยีของเราที่บอกได้ว่า ผู้สวมใส่มีอัตราการเต้นของหัวใจเท่าไหร่ มีสุขภาพแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน มีความเครียดอยู่รึเปล่า ประเมินได้ว่าอายุสุขภาพที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่ ทั้งหมดดูจากการเต้นของหัวใจได้เลย”


ปัจจุบันหน้าร้านของเวลโลก ราฟอยู่ในช็อปไอที และเป็นที่ตอบรับจากกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี เพราะตลาดเมืองไทยเปิดรับสินค้าเทคโนโลยีเร็ว สังเกตได้จากการเข้ามาของสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สวมใส่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ( wearable) ที่จะมีฟังก์ชันใหม่ๆ ออกมาดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ทั้งแบรนด์เนมดังๆ เป็นจำนวนมากมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท


เขาบอกว่า โอกาสธุรกิจคิดใหม่ของสมาร์ทวอทช์เพื่อ สุขภาพที่เริ่มขึ้นได้ อาศัยจุดแข็งการเป็นสินค้านวัตกรรมสัญชาติไทยที่มีคุณภาพระดับโลกทั้งใน เรื่องของเทคโนโลยีและดีไซน์ ซึ่งได้รับรางวัลจากเวทีในต่างประเทศมาแล้ว ขณะเดียวกันไลฟ์ไสตล์ผู้บริโภคยุคนี้ก็พร้อมจ่ายเพื่อซื้อความพิเศษกันมาก ขึ้น เหมือนเช่นที่ผ่านมาเกี่ยวกับสินค้า เครื่องสแกนแบบพกพา ที่สามารถทำยอดขายได้ดีในต่างประเทศ
"เรา มองเห็นเทรนด์เทคโนโลยีนี้มา 4-5 ปีที่แล้วว่า อุปกรณ์แวร์เอเบิลจะเข้ามามีบทบาทในอีก 10 ปีต่อจากนี้ในแง่ของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญฟังก์ชันจะแอดวานซ์มากกว่านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ทั่วไป ผมต้องการโฟกัสและพัฒนาการใช้ wearableในเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะ"


ฟังก์ชันสุดล้ำหัวใจการพัฒนา

ไอ เดียของออกแบบเน้นมินิมอลดีไซน์ที่สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ทีมงานออกแบบให้ตัวเรือนชั้นบนเป็นสแตนเลส ชั้นล่างเป็นอะลูมิเนียม หน้าจอแซฟไฟล์คริสตัลที่ป้องกันรอยขีดข่วน สามารถถอดเปลี่ยนสายได้สะดวกโดยเลือกได้ว่าจะใช้สายหนังในชีวิตประจำวัน หรือสายสปอร์ตเมื่อต้องการใส่ออกกำลังกาย แบตเตอรี่นาน 7 วัน


"แม้ จะยังใหม่และต้องใช้เวลาสื่อสารกับตลาด แต่การตีโจทย์ให้แตกตั้งแต่ต้น ทำให้เวลโลกราฟได้รับการตอบรับจากตลาดระดับหลักหมื่นเรือน หลังจากเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา" สารสินกล่าวและว่า สัดส่วนรายได้จากตลาดในประเทศ 20 % ต่างประเทศ 80% ซึ่งตลาดหลักเป็นอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ส่วนตลาดในประเทศอาจไม่หวือหวาส่วนหนึ่งจากสภาพเศรษฐกิจ ในอนาคตสัดส่วนในประเทศไทยอาจลดลงเหลือ 5% แต่จะขยายตลาดไปต่างประเทศมากขึ้น


สารสิน วิเคราะห์ว่า 5-10 ปีต่อจากนี้ ดีไซน์สมาร์ทวอทช์จะ บางและเล็กแต่มีความสามารถมากขึ้น แบตเตอรีอยู่ได้นานขึ้น ฟังก์ชันต่างๆอจะเพิ่มขึ้น ส่วนคุณสมบัติการบอกเวลาจะกลายเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่ต้องมีแต่ไม่ใช้เป็น จุดขายเพราะสามารถดูเวลาในมือถือ แต่ที่หลายคนยังสวมใส่สมาร์ทวอทช์เนื่องจากรู้สึกถึงความเท่หรือบ่งบอกฐานะ บุคลิกภาพและรสนิยม เหมือนการต่อยอด เครื่อง Scanner มาเป็นแบบพกพากระทัดรัด สะดวกสบายกว่าแบบเดิม ๆ


"ผม มั่นใจว่า Heart Rate Sensor จะเป็นฟังก์ชันพื้นฐานในอุปกรณ์ wearable เหมือนกับฟังก์ชันกล้องถ่ายรูปที่ต้องมีในสมาร์ทโฟน ขณะที่เวลโลกราฟเองก็จะต้องมีไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความล้ำหน้า ต้องโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพื่อก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของตลาด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ามันจะเป็นในรูปไหนได้ในตอนนี้" วิศวกรนักคิดกล่าวทิ้งท้าย

Cr.กรุงเทพธุรกิจ

29 ส.ค. 2558

นาฬิกาชีวิต


นาฬิกาชีวิต
นาฬิกาชีวิต


เวลาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตอยู่ของคนเรา เราใช้ตารางเวลาเป็นตัวกำหนดการทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงานตามเวลา นัดหมายประชุม นัดคุยธุระ กินข้าวกลางวัน จนกระทั่งเลิกงานกลับบ้าน กินอาหารเย็น และเข้านอน

ทั้งหมดเป็นตาราง เวลาที่เรากำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่บางทีการกำหนดตารางเวลาที่ฝืนธรรมชาติในตัวของเรามากไปก็สร้างผลเสียต่อ สุขภาพและร่างกายของเราได้เหมือนกัน เช่น การทำงานกลางคืนแล้วนอนตอนกลางวัน กินข้าวสังสรรค์กันจนดึกดื่นเลยเวลานอน การกินอาหารไม่เป็นเวลา ฯลฯ

ร่าง กายของเราก็มีตารางเวลาของมันเหมือนกันครับ เขาเรียกว่า “Circadian Rhythm”  คำว่า Circadian หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเอามาอธิบายการทำงานของร่างกายคนภายใต้คำว่า “Circadian Rhythm” จึงมีความหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคนเราภายในรอบ 24 ชั่วโมง

ตัวอย่าง เช่น เราจะเริ่มง่วงในตอนประมาณ 3 ทุ่ม และหลับได้ลึกตอนประมาณตีสอง จากนั้นก็จะไปตื่นเอาตอน 6หรือ 7 โมงเช้า เราจะหิวตอนเช้า เที่ยง และเย็น ตอนกลางคืนเราจะปัสสาวะน้อยครั้งกว่ากลางวัน (ยกเว้นคนเป็นเบาหวาน) สิ่งเหล่านี้หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไปทุกๆวัน

ที่เป็นเช่นนี้เขาเชื่อ ว่าเพราะมนุษย์เกิดมาบนโลกที่มีรอบเวลามืดสว่างรวมกันเป็น 24 ชั่วโมง เขาพบว่า ความมืดและสว่างมีผลต่อเซลล์กลุ่มหนึ่งในสมองของมนุษย์ เซลล์กลุ่มนี้จะควบคุมอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกันโรค ระบบฮอร์โมน และระบบสืบพันธุ์ ให้ทำงานเข้ากับรอบเวลา 24 ชั่วโมงนี้พอดี  การฝืนตารางเวลาทำงานของร่างกายจะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย และถ้าฝืนนานๆเข้าความผิดปรกติของร่างกายแบบถาวรก็จะตามมา

ความมืด จะทำให้การทำงานของร่างกายเข้าสู่โหมดของการพักผ่อน ในขณะที่แสงสว่างจะปลุกให้ระบบต่างๆของร่างกายตื่นตัว พร้อมที่จะทำงาน คนที่เคยไปต่างประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาจะทราบดี เพราะเวลาของที่นั่นต่างจากบ้านเราแบบกลางวันเป็นกลางคืน กว่าร่างกายของเราจะปรับตัวทำงานตามเวลาของที่นั่นได้ บางทีก็เล่นเอาหลายวัน และในช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวอยู่นั้นรู้สึกทรมานไม่น้อยทีเดียว

แต่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็กำลังฝืนตารางเวลาของร่างกาย หรือ “Circadian Rhythm” ที่ว่านี้ หลายคนไม่กินอาหารเช้า หรือถ้ากินก็แค่กาแฟถ้วยกับขนมปังแผ่น เพราะคิดว่านี่คือวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ แต่ดันนัดกันไปกินมื้อเย็นอย่างเต็มที่ แถมสนุกสนานท่ามกลางแสงไฟต่อจนดึกดื่น

หลายคนชอบลุยงานตอนกลางคืน ทำตัวเป็นนกฮูกจนฟ้าแจ้ง แล้วไปหลับเอาตอนกลางวัน ด้วยเหตุผลว่ากลางคืนมันเงียบดี หรือหลายคนก็เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊คจนดึกดื่น กว่าจะเข้านอนได้ก็เลยเที่ยงคืนไปนานโข

แสงแดดในตอนเช้าจะกระตุ้น ให้ Circadian Rhythm ทำงานได้ตามปรกติ นั่นแปลว่าระบบหัวใจ ระบบตับไตไส้พุง ระบบภูมิต้านทานโรคของเรา ก็จะทำงานได้ตามปรกติ การไม่เจอแสงแดดในตอนเช้าเลย โอกาสที่การทำงานของระบบเหล่านี้จะรวนก็ย่อมมีเช่นเดียวกัน

ในเวลา กลางคืนระบบ Circadian Rhythm ควรจะเข้าสู่โหมดของการพักผ่อน แต่เรากลับให้มันเจอแสงไฟจากร้านอาหาร ไฟจากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต หรือสมาร์ตโฟนอยู่อีก นานเข้าระบบมันก็รวนได้

อาหารเช้าคืออีกสิ่ง หนึ่งที่กระตุ้น Circadian Rhythm ให้ทำงานได้ตามปรกติ การไม่กินอาหารเช้า แถมไปหนักเอามื้อเย็น มื้อดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะเข้าสู่โหมดพัก นานเข้า Circadian Rhythm ก็เป๋ได้

ตอนนี้ก็เริ่มชัดเจนแล้วว่าโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ สาเหตุสำคัญอันหนึ่งมาจากการที่ Circadian Rhythm ถูกรบกวนเป็นเวลานานๆจนทำงานบกพร่องไปนี่แหละ  มีการศึกษาในหนูทดลองพบว่า หนูกลุ่มที่เลี้ยงโดยให้โดนแสงและมีอาหารให้กินอยู่ตลอดเวลาจะมีน้ำหนัก เพิ่มมากกว่ากลุ่มที่เลี้ยงตามปรกติ แม้ปริมาณอาหารที่ให้ในทั้ง 2 กลุ่มจะเท่ากันก็ตาม

การปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับนาฬิกาภายในร่างกาย ของเราหรือ Circadian Rhythm จึงมีความจำเป็น เพราะมันหมายถึงชีวิตและสุขภาพของเรานั่นเอง แล้วควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร

เอ มิลี เลเบอร์-วาร์เรน แห่ง CUNY Graduate School of Journalism เสนอข้อปฏิบัติไว้ในนิตยสาร Scientific American Mind ฉบับกันยายน/ตุลาคม 2558 ดังนี้

1.ให้ร่างกายได้สัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้า และกินอาหารเช้า ก่อนเข้านอนสัก 2-3 ชั่วโมงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงที่สว่างมากๆ ห้องนอนควรจะมีความมืดพอ และอย่าให้มีแสงจากพวกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายเข้ามากวนหรือหาเครื่องมือวัดแสง(LUX Meter)ตรวจดูว่ามีความเข็มของแสงมากไปไหม การทำแบบนี้จะช่วยให้ Circadian Rhythm ทำงานได้ตามปรกติ

2.เข้า นอน-ตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนก็ตาม เพื่อให้ Circadian Rhythm ยังสามารถรักษาจังหวะปรกติของมันเอาไว้ได้

3.แสง จากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต สมาร์ตโฟน มี “บลู ไลท์” เยอะ ไม่ต่างไปจากแสงดวงอาทิตย์ในตอนเช้า นั่นแปลว่ามันสามารถกระตุ้นให้ Circadian Rhythm ทำงานแบบในตอนเช้าได้ ควรหลีกเลี่ยงแสงเหล่านี้ในช่วงเย็นหรือก่อนเข้านอน หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ควรหาเครื่องป้องกันแสงชนิดนี้มาใช้ ลดความเข้มของแสง หรือวัดค่าความเข้มแสง(LUX Meter)จากเครื่องมือวัดแสง เพื่อหาความเหมาะสมของแสงที่เราจะได้รับ

4.กินอาหารเช้าทุกวัน และงดอาหารรอบดึกเด็ดขาด

5.ทำงานให้เต็มที่ทั้งวัน แต่ก่อนนอนควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักๆ

ธรรมชาติ ย่อมมีเหตุผล แต่ความที่เราไม่รู้ บางทีเราก็ไปฝืน ซึ่งโดยความจริงแล้วก็เพราะเราอยากให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นกับชีวิตของเรานั่น แหละ แต่ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการฝืนธรรมชาติก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า เราก็ควรที่จะปรับตัวเราเองให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติ ก็แค่นั้นเอง

Cr.โลกวันนี้,นพ.อุดม เพชรสังหาร

13 มิ.ย. 2558

Apple Watch OS2


Apple Watch OS2

เปิดตัว Apple Watch OS2 ในงาน WWDC ที่จะมาพร้อม Native App ซึ่งพัฒนาโดยบุคคลภายนอก พร้อมคุณสมบัติใหม่ อย่างหน้าปัดนาฬิการูปแบบใหม่และการสื่อสารที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ ให้ดียิ่งขึ้น

Apple เผยโฉม watchOS 2 ซึ่งเป็นการอัพเดตซอฟต์แวร์ครั้งแรกสำหรับ Apple Watch OS2 เพื่อช่วยให้นักพัฒนาได้มีเครื่องมือในการสร้างแอปที่รวดเร็วและทรงพลังยิ่งขึ้น สำหรับการรันอย่างรื่นไหลบน  Apple Watch OS2 นับแต่นี้ไป นักพัฒนาสามารถใช้คุณสมบัติจากฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าของ  Apple Watch OS2 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
     
       ไม่ว่าจะเป็น Digital Crown, Taptic Engine และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เซ็นเซอร์วัดแสงทำหน้าที่คล้าย ๆ เครื่องวัดแสง พร้อม กับ API ของซอฟต์แวร์ในการสร้างประสบการณ์การใช้งานแอปรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ watchOS 2 ยังมาพร้อมหน้าปัดนาฬิการูปแบบใหม่ แอพข้อมูลข่าวสารที่พัฒนาโดยบุคคลภายนอกที่ใช้งานเป็นคอมพลิเคชั่นบนหน้าปัด และความสามารถในการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ใน Mail, Friends และ Digital Touch โดย watchOS 2 จะเปิดให้ใช้งานได้ภายในปีนี้

Kevin Lynch, รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ Apple กล่าวว่า แอปเปิลรู้สึกตื่นเต้นกับผลตอบรับจากผู้ใช้งาน  Apple Watch OS2 และเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากวางจำหน่าย ขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับนักพัฒนาที่จะได้พัฒนาแอปด้วยภาษาหลักของ แพลตฟอร์มสำหรับ watchOS 2
     
       “คาดว่าผู้ใช้  Apple Watch OS2 จะชื่นชอบการได้เห็นข้อมูลข่าวสารจากแอปโปรดบนหน้าปัดนาฬิกา รวมถึงเพลิดเพลินกับประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย ที่นักพัฒนาจะคิดค้นขึ้น เนื่องจากนักพัฒนาสามารถเข้าใช้งานฟีเจอร์ที่ล้ำสมัยของ Apple Watch OS2 ได้"

คุณสมบัติใหม่ของ Apple Watch OS2
     
       watchOS 2 ทำให้คุณสามารถเลือกรูปโปรดที่คุณถ่ายมาเป็นภาพบนหน้าปัด และดูภาพจากอัลบั้มรูปภาพที่คุณโปรดปรานได้ง่ายๆ เพียงแค่ยกข้อมือของคุณขึ้น ด้วยหน้าปัด Photo และ Photo Album นอกจากนี้ยังมีหน้าปัดโหมดไทม์แลปส์ (Time-Lapse) ให้คุณสามารถเลือกเล่นวิดีโอแบบไทม์แลปส์ที่บันทึกภาพตลอด 24 ชั่วโมงตามสถานที่ที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น มหานครนิวยอร์ก ลอนดอน หรือเมืองเซี่ยงไฮ้
     
       คุณสมบัติ Time Travel รูปแบบใหม่ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ Digital Crown เลื่อนดูเหตุการณ์ในอนาคต (หรือเหตุการณ์ที่ผ่านมา) รวมถึงการนัดหมายประชุมหรือกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังจะมาถึง พยากรณ์อากาศประจำสัปดาห์ และข่าวสารจากแอพของผู้พัฒนาอื่นๆ เช่น ข้อมูลตารางเที่ยวบินเที่ยวต่อไป
     
       ซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดจาก  Apple Watch OS2 ช่วยให้การสื่อสารมีรูปแบบที่สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น คุณสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็วขึ้นจากการเขียนตามคำบอก Smart Replies หรืออีโมจิ ผ่าน Mail คุณสามารถสร้างหน้าจอ Friends ได้หลายหน้าจอ โดยแต่ละหน้าจอสามารถรวมเพื่อนๆ ได้สูงสุดถึง 12 คน นอกจากนี้คุณยังเพิ่มเพื่อนใหม่ได้ทันทีบน Apple Watch Digital Touch ช่วยให้คุณวาดรูปและส่งภาพสเก็ตช์ด้วยสีสันที่หลากหลายในรูปเดียว ทำให้คุณมีเครื่องมือมากขึ้นในการสร้างสรรค์ภาพสเก็ตช์ที่สร้างสรร

นอกจากนี้ ยังมีโหมด Nightstand ที่จะเปลี่ยน Apple Watch OS2 ให้กลายเป็นนาฬิกาปลุกข้างเตียง โดยมี Digital Crown และปุ่มด้านข้างสำหรับการเลื่อนเวลาและเป็นปุ่มปิดเสียงปลุก ด้วย Apple Pay™ คุณสามารถใช้ของสมนาคุณจากร้านค้าและสินเชื่อแบบเครดิตหรือเดบิตได้ โดยเพิ่มลงใน Wallet
     
       รองรับ Transit in Maps ให้คุณสามารถดูรายละเอียดแผนที่และตารางเวลาระบบขนส่งได้ รวมถึงเส้นทางเดินเท้าไปยังสถานีที่ใกล้ที่สุดพร้อมทางเข้าและทางออกที่แม่น ยำจากแผนที่ ซึ่งจะเปิดให้บริการเฉพาะเมืองใหญ่บางแห่งภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ประกอบด้วย บัลติมอร์ เบอร์ลิน ชิคาโก ลอนดอน เม็กซิโกซิตี้ นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย พื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก โตรอนโต วอชิงตัน ดีซี และอีก 300 เมืองในประเทศจีน รวมถึงปักกิ่ง เฉิงตู และเซี่ยงไฮ้
     
       การออกกำลังกายด้วยแอปจากนักพัฒนาภายนอกสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเป้าหมาย การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายตลอดทั้งวันของคุณ ใช้งาน Siri เพื่อเริ่มต้นการออกกำลังกายที่เฉพาะเจาะจง ดูและตอบอีเมล์ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติการล็อกไม่ให้เปิดใช้งานเครื่อง (Activation Lock) ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยของ  Apple Watch OS2 ด้วย Apple ID ของผู้ใช้ เพื่อป้องกันผู้อื่นเข้าใช้งานจากการปัดหน้าจอหรือเปิดใช้งานอุปกรณ์ในกรณีที่คุณทำหายหรือถูกขโมย

WatchKit สำหรับ watchOS 2
     
       นักพัฒนาได้สร้างสรรค์แอปนับพันที่สามารถใช้งานบน  Apple Watch OS2 และตอนนี้ Watchkit ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าใช้งานอุปกรณ์ที่สำคัญๆ ได้แก่ Digital Crown, Taptic Engine, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และไมโครโฟนได้ API ของซอฟต์แวร์ใหม่ช่วยให้การเล่นไฟล์เสียง วิดีโอ และแอนิเมชั่นทำงานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเฟรมเวิร์กของ ClockKit โดยนักพัฒนาสามารถแสดงข้อมูลได้ในรูปแบบคอมพลิเคชั่นบนหน้าปัด
     
       เครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ช่วยให้นักพัฒนาสร้างสรรค์แอปที่เปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Strava สามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในขณะที่คุณปั่น จักรยานหรือวิ่งโดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและอุปกรณ์ ตรวจจับการเคลื่อนไหว Insteon สามารถช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมการหรี่แสงไฟได้แม่นยำขึ้นเป็นเสมือนมี เครื่องมือวัดแสง ในนาฬิกา รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิด้วย Digital Crown หรือจะเป็นเจ้าของ Volkswagen ที่สามารถได้รับการเตือนด้วยระบบสั่น (haptic) ทันทีที่ประตูรถถูกล็อก การส่งข้อความเสียงผ่านทาง WeChat ด้วยไมโครโฟน การอัพโหลดและฉายวีดีโอบนแอพ Vine

เปิดให้ใช้ในปีนี้
     
       watchOS 2 จะพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีสำหรับการอัพเดท  Apple Watch OS2 ภายในปีนี้ Apple Watch OS2 สามารถใช้ได้เฉพาะกับ iPhone® 5, iPhone 5c, iPhone 5s, iPhone 6 หรือ iPhone 6 Plus ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 8.2 ขึ้นไปเท่านั้น iOS 9 SDK beta รวมถึง WatchKit สำหรับ watchOS 2 พร้อมใช้งานได้ทันทีสำหรับสมาชิกโครงการนักพัฒนา iOS ที่ developer.apple.com/watchkit คุณสมบัติอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ คุณสมบัติบางประเภทอาจใช้ไม่ได้ในบางภูมิภาคหรือบางภาษา

Cr.ผู้จัดการ, Asia21st

5 มิ.ย. 2558

เก็บตกงาน Google I/O 2015


Google I/O 2015

งาน Google I/O 2015 ปีนี้... ซี ฉัตรปวีณ์ ขอรายงานในแง่ "ผู้ใช้" เป็นหลักมีอะไรให้พอตื่นเต้นรอเล็งจะ "ใช้" จะ "สอย" ได้บ้างแต่ไร้แววอุปกรณ์ใหม่ให้เสียเงิน!!!เพราะงานนี้เค้าเน้น "ทางหาเงิน" ของคนทำแอพให้รวยขึ้นบนช่องทางของพี่ "กู๋" สารพัดแบบ


เริ่มจาก 8 หมัดแย็บ...ที่ผู้ใช้ไม่หงอยแน่!!!  จากงาน Google I/O 2015


1.google Photos แอพที่จัดการรูปถ่ายอันล้นเครื่องให้เก็บบนออนไลน์ไม่อั้นแถมแบ่งหมวดหมู่ ให้เราหาหน้าคน หาตามสถานที่ หรือ เวลาได้เหมือนเป็น "บ้านของภาพถ่ายเรา" ที่สำคัญ ฟรี!!! ทั้งไอโฟน และแอนดรอยด์ ??


2.Android Pay ระบบการจ่ายเงินประกอบการสแกนนิ้วมือ บนเครื่องแอนดรอยด์คล้ายของไอโฟน แต่ผู้บริการยืนยันเลยว่ามีอุปกรณ์ทั่วอเมริกาที่รองรับการใช้แล้วกว่า หลายแสนตัว!!! ขอแค่มือถือ Android มี NFC ?+App AndroidPay ก็ "โอเคนะคะ"


3.Android Wear แอพบนนาฬิกาแอนดรอยด์มีมากถึง 4,000 กว่าแอพ     แต่ที่คนโห คือการวาดแล้วขึ้นเป็นอิโมจิให้ส่งแถมย้ำว่าสิ้นปีมาอีกหลายยี่ห้อ ?


4.โปรเจกต์ Brillo สำหรับคนเขียนแอพ ที่เป็นภาษากลางให้มือถือคุยกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น รองรับยุค IOT (Internet of Things)ในไม่ช้าเราจะซื้อแยกชิ้นให้มันคุยกันได้เหมือนมี "ระบบปฏิบัติการ" เดียวกันงั้นแหละ


5.การเตรียมเปิด Google Maps Offline โหลดแผนที่ที่จะไป มาใส่เครื่องก่อน ไม่มีเน็ตก็นำทางได้บอกทางได้ ละเอียดเหมือนมีเน็ต อันนี้สะดวกและมีประโยชน์มาก?


6.การจัดเรตติ้งแอพ และเนื้อหาเด็กด้วย "ดาวเขียว" บน google Play พ่อแม่โล่งใจลูกปลอดภัยใช้แอนดรอยด์แท็บเล็ตได้แค่ตั้งค่าการดาวน์โหลด


7.แว่นกระดาษสามมิติ Cardboard เป็นเสมือน กล้องจุลทรรศน์ ที่ขยายภาพและข้อความ รับจอมือถือที่ใหญ่ขึ้นยุคนี้ เสนอไอเดียให้โรงเรียนที่สนใจจะใช้มาลงทะเบียน เอาแว่นสามมิติใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน (Expedition)?


8.เมื่อแว่นกับจอยังขาดเนื้อหา เมือสวมแว่นสามมิติก็เหมือน กล้องจิ๋ว แล้วหมุนไปมาดูได้ไม่เยอะ เลยไปร่วมกับ Gopro ทำคอนเทนต์ 360 องศา แล้วจะเอาลง youtube ให้คนที่มีแว่น cardboard ส่องสนุกกันได้ตั้งแต่อาทิตย์ต้นเดือนมิถุนายน ??น่าเสียดายที่งานนี้ ไม่มีอุปกรณ์ใหม่มาเปิดตัว ไม่มีวี่แววแว่นตา google glass รุ่นใหม่ และมือถือประกอบเองได้อย่างที่คาดหวัง เน้นไปที่โปรแกรมและเนื้อหาจากจอที่ฉลาดมากขึ้นจนตอนนี้ จะเดาสิ่งที่เราอยากรู้ก่อนที่จะถามมันซะอีก ?


ส่วนหมัดฮุกเด็ด 1 อย่างของงาน Google I/O 2015 คือซีมองว่า การจัดงานครั้งนี้มีมากกว่า 3 บูธ ที่จัดโชว์เนื้อเรื่อง "การถ่ายทำแบบ 360 องศา" ทั้งบูธของ Cardboard เองหรือบูธ Project พิเศษที่เอาผู้กำกับขั้นเทพที่กำกับ Fast&Furios มาลองทำหนังแบบ VR (Virtual Reality)  หมุนจอ ส่ายจอซ้ายขวาตามดูตัวละครได้ต่างจากการดูหนังแช่ วางจอนิ่งกับที่เท่านั้น


นี่อาจเรียกได้ว่า "โปรดักชั่นไฮเทค" ในงาน Google I/O 2015  ยุคหน้าที่ตอนนี้ลองทำออกมาให้เห็นแต่การเปลี่ยนแปลงท่าจะปรับตัวกันอีกพอ ตัวแต่ท้าทายและน่าสนุกกับวงการหนัง วงการทีวีมาก โดยมีปัจจัยที่จะทำได้ต้อง


1.ผู้กำกับทำงานหนักมากแน่นอน กล้องมัดรวมอยู่ด้วยกันมากกว่า 3-4 ตัวทุกองศา การเขียนบทเพื่อถ่ายสาดในทุกมุมมอง แต่ในขณะเดียวกัน คนดูอินสุดๆ เหมือนดูหนัง ระแวดระวังไปกับตัวละคร เพราะหนังตัวอย่างที่คนเอามาโชว์คือหนังเอเลี่ยนบุกโลก
มาประชิดรอบตัวเราทุกมุม


2.กล้องชนิดพิเศษ และจอมอนิเตอร์พร้อมๆ กัน 4 ตัว หรือจะเป็นแบบ GoPro16 ตัว ที่มัดรวมกันมาก็ได้ถ่าย 360 องศา ได้เหมือนกัน


3.การเรียบเรียงตัดต่อ ว่ากันว่ายังใช้โปรแกรมธรรมดาแต่เชื่อง่ายไม่น่าเวียนหัวและท้าทายกับ Post-Production ทีเดียวเลยแหละ


4.ช่องทางการรับชม เร็วๆ นี้ youtube เตรียมอัพโหลดคอนเทนต์ 360 เพิ่มให้ได้รับชมผ่าน youtube ส่วนผู้ผลิตคลิปรออีกสักพักผลิตได้จะอัพได้ในไม่ช้า


ส่วนสำหรับผู้ชม มี 2 วิธีรับชม คือดูจากแอพ Spotlight Stories แล้วจะเข้าใจความสนุกของการส่ายจอหาตัวละครตอนดูหนัง หรือ รอดูเนื้อหาผ่านแว่นตา VR ในอนาคตกันใกล้บน youtube ได้จ้ะ  เก็บตกจากงาน Google I/O 2015


Cr.ไทยรัฐ