แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

20 ก.ย. 2558

รักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด


วิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด
 Photo : ฉีดสีดูเส้นเลือดที่ตีบเส้นเดิมก่อนและหลังทานสมุนไพร

นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ หรือ หมอเบิร์ด ประสาทและศัลยแพทย์ คลินิคโรคทางสมองและประสาท โรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย วิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาดว่า จากการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบมาเป็นเวลานานพบว่า โรคนี้เป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิต โดยปี 2557 เส้นเลือดในสมองตีบทำให้คนเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 และก่อให้เกิดความพิการเป็นอันดับ 1  ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงมาก ทั้งการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันเฉลี่ยครั้ง 15,000 บาทต่อครั้ง และการใส่สายสวนเพื่อขยายหลอดเลือดแดงเฉลี่ย 200,000 บาทต่อครั้ง จึงควรหมั่นดูแลสุขภาพเป็นประจำ ควรมี เครื่องวัดความดัน  เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องวัดออกซิเจน เพื่อดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดก่อนที่จะสายเกินแก้

สาเหตุ ของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบมี 3 ประการ ด้วยกันคือ 1.หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือลิ้นหัวใจมีปัญหา 2.เส้นเลือดที่บริเวณลำคอตีบทำให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ และ 3.สมองตันจากไขมันหรือหินปูนเกาะ ซึ่งคนทั่วไปที่หากมีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะเส้นเลือดในสมองตีบได้ โดยเปรียบเทียบจากท่อน้ำที่มีอายุ มองภายนอกอาจไม่ทราบเพราะน้ำยังไหลอยู่ ไม่มีอาการ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ตีบหรือตัน ภายในย่อมเกิดสนิมเกาะและในที่สุดก็จะอุดตันได้ หรือคนที่มีโรคความดันโลหิตสูง ไขมัน เบาหวาน และสูบบุหรี่ มีโอกาสที่เส้นเลือดจะขรุขระหรืออุดตันได้ง่าย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ รักษาทันก็ดีไป แต่หากไม่ทันมีโอกาสพิการ เรียกว่า ครึ่งต่อครึ่งพิการหากเป็น หรือเป็นอัมพาตได้

จึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ แม้นจะมีเครื่องไม้เครื่องมือตรวจวัด ไม่ว่าจะเป็น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดออกซิเจน เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาดูแลสุขภาพหรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวได้ จึงพยายามหาวิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด ทั้งการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหรือทางการแพทย์ที่ทันสมัย

นพ.ประชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม มีคนไข้ในความดูแลหลายรายที่มารักษาด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งเรามีนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้ใส่สายสวนลงไปที่เส้นเลือดแดงผ่านไปยังเส้นเลือดแดงใหญ่ที่หน้าอก คอ สมอง ขยายหลอดเลือดแดงที่สมอง แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้มีคนไข้รายหนึ่งเป็นชายมีอาการหลอดเลือดที่คอตีบเข้ามารับการรักษาเลือด ไม่สามารถส่งผ่านไปเลี้ยงสมองทำให้เกล็ดเลือดอุดเป็นก้อน มีอาการอ่อนแรงและอัมพาตชั่วคราว ทางเราใช้ยารักษาและป้องกันจนอาการดีขึ้น แต่ต่อมาเกิดอาการซ้ำ มีการใช้ยาเพิ่ม 2 ตัว แต่เอาไม่อยู่ต้องผ่าตัดเพื่อทำบอลลูนขยายเส้นเลือด

คนไข้รายนี้กลัว การผ่าตัดมาก จึงตัดสินไม่ผ่าตัด และขอไปรักษากินยาสมุนไพร ซึ่งหมอเตือนไปว่าอาจเกิดอาการอุดตันซ้ำ ขอให้กินยาแผนปัจจุบันที่หมอให้ควบคู่ไปด้วย แต่หลังจาก 6 เดือนผ่านไปปรากฎว่าว่ามีเรื่องน่าสนใจและไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น หลังจากหมอเอกซ์เรย์และฉีดสีดูเส้นเลือดที่ตีบเส้นเดิมนั้น เส้นเลือดที่เคยตีบ หรือขรุขระ กลับเรียบสวย ไม่ต้องผ่าตัดแล้ว เป็นเรื่องที่หมอไม่เชื่อแต่น่าสนใจจึงสอบถามว่าไปทำอย่างไรมา คนไข้อธิบายได้ความว่าได้นำขิง พุทราจีนแห้ง และเห็ดหูหนูดำ มาตุ๋นรวมกัน ดื่มเช้า-เย็น กินแทนน้ำ ปัจจุบันหยุดยาแผนปัจจุบันไปเลย เป็นวิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด

นพ.ประชา กล่าวว่า รายที่ 2 มีอาการหนักมาก เพราะเส้นเลือดในสมองตีบ และเลือดออกในกระเพาะ อายุ 70 ปี ต้องให้ยารักษาประคองอาการ เพราะจะให้ยาละลายลิ่มเลือดในสมองไม่ได้ เพราะต้องรอแผลในกระเพาะหายก่อน จึงลองเล่าให้ลูกสาวฟังถึงอาการของคนไข้รายแรกว่าหายได้ด้วยสมุนไพร 3 อย่างที่กล่าวมา ซึ่งแพทย์เองก็ไม่ได้เชื่อ แต่ไม่อันตรายเลยอยากให้ลองดู เพราะยาแผนปัจจุบันใช้ไม่ได้ ปรากฎว่า 2 เดือนกลับมาตรวจใหม่เส้นเลือดเรียบดีขึ้น และได้ลองบอกคนไข้รายต่อไปที่สนิทกันแนะวิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด ว่าให้ลองนำสมุนไพรมาตุ๋นดื่ม อาจมีประโยชน์จริง ปรากฎว่าดีขึ้นทุกราย เพราะเส้นเลือดที่เคยขรุขระเรียบสวยขึ้น

หมอก็เกรงว่าจะเป็นดาบสองคม จึงบอกเฉพาะคนไข้ที่สนิทกัน แต่ทั้ง 16 ราย ดีขึ้นหมด เพราะเหมือนเราล้างท่อทุกวัน จึงไม่มีทางตัน คนไข้รายที่ 2 กินแทนน้ำไม่มีผลข้างเคียงอะไรเลย ที่สำคัญไตยังทำงานได้ดีขึ้น เพราะพุทราจีนบำรุงไต ส่วนผสมที่เหมาะสมคือ น้ำ 1 ลิตร พุทราจีนแห้ง 20-30 ผล เห็ดหูหนูดำ 10 ช่อใหญ่ หรือ 20 ช่อเล็ก ขิง 1 ขีดใหญ่ ตุ๋นประมาณ 2-4 ชั่วโมง ได้น้ำ 50-60% กินแต่น้ำ

วิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด
Photo: พุทราจีน

นพ.ประชา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้มีการพัฒนาต่อยอดในโรงพยาบาลของรัฐบาลด้วยวิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบ ให้หายขาด เพราะเราไม่มีปริมาณคนไข้มากพอที่จะทำงานวิจัย แต่เมื่อรู้ว่าดีก็บอกต่อ ขณะนี้ยังไม่ได้ทำการพัฒนาและวิจัยว่าจริงหรือไม่จริง 100% แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ และยืนยันว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อน หากโรงพยาบาลรัฐจะทำการวิจัยโดยคนไข้จำนวนมากเพื่อดูผลก่อนและหลังว่าได้ผล กี่เปอร์เซนต์น่าจะดีและมีประโยชน์ในอนาคตในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือด สมองตีบ แต่ในแง่ของการรักษาเบื้องต้นสามารถมารับการรักษาและรับคำแนะนำได้ที่ คลินิคโรคหลอดเลือดทางสมองและประสาท โรงพยาบาลเชียงใหม่-ราม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางโรงพยาบาลมีระบบช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตีบหรือแตก

วิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด
Photo: เห็ดหูหนูดำ

อาการองผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ คือ อ่อนแรง หรือชาแขนขาซีกใดซีกหนึ่งทันทีทันใดพูดไม่ชัด ไม่เป็นคำ หรือพูดไม่ได้ทันทีทันใด ปากเบี้ยว ตามืดมองไม่เห็นทันทีทันใดข้างใดข้างหนึ่ง คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง ไขมัน เบาหวาน และสูบบุหรี่ มีโอกาสที่เส้นเลือดจะอุดตันได้ง่าย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ รักษาทันก็ดีไป แต่หากไม่ทันมีโอกาสพิการ หรือเป็นอัมพาตได้ หากมีอาการดังกล่าวให้รีบไปโรงพยาบาลทันที หากช้ากว่า 4 ชั่วโมงครึ่งอาจรักษาไม่ทันและทำให้เกิดความพิการตามมา

วิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด
Photo: ขิง

ปัจจุบันหมอก็กินน้ำตุ๋นจากสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด เพราะเชื่อว่าแก้เส้นเลือดอุดตันทั่วร่างกาย ลดไขมัน ทุกคนในครอบครัวกินหมด โดยเฉพาะพี่ชายหมอ ซึ่งก็เป็นหมอเช่นกัน หลังลองกินแล้วไปเล่นกีฬาหนักๆ ไม่มีอาการปวดขาจากกล้ามเนื้อขาดเลือดอย่างที่เคยเป็นเลย ซึ่งหมอดีใจเพราะไม่อยากรักษาคนในครอบครัวที่เป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบเช่น กัน ส่วนตัวไม่อยากให้คนไทยเป็นโรคนี้เพราะเป็นแล้วจะพิการ โดยเฉพาะหัวหน้าครอบครัวที่เป็นแล้วทำให้ครอบครัวล่มสลาย จึงมีความหวังดีมาบอกต่อแนะนำวิธีรักษาเส้นเลือดสมองตีบให้หายขาด โดยไม่หวังผลด้านธุรกิจ

Cr.เห็ดลม

29 ส.ค. 2558

นาฬิกาชีวิต


นาฬิกาชีวิต
นาฬิกาชีวิต


เวลาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตอยู่ของคนเรา เราใช้ตารางเวลาเป็นตัวกำหนดการทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงานตามเวลา นัดหมายประชุม นัดคุยธุระ กินข้าวกลางวัน จนกระทั่งเลิกงานกลับบ้าน กินอาหารเย็น และเข้านอน

ทั้งหมดเป็นตาราง เวลาที่เรากำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่บางทีการกำหนดตารางเวลาที่ฝืนธรรมชาติในตัวของเรามากไปก็สร้างผลเสียต่อ สุขภาพและร่างกายของเราได้เหมือนกัน เช่น การทำงานกลางคืนแล้วนอนตอนกลางวัน กินข้าวสังสรรค์กันจนดึกดื่นเลยเวลานอน การกินอาหารไม่เป็นเวลา ฯลฯ

ร่าง กายของเราก็มีตารางเวลาของมันเหมือนกันครับ เขาเรียกว่า “Circadian Rhythm”  คำว่า Circadian หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเอามาอธิบายการทำงานของร่างกายคนภายใต้คำว่า “Circadian Rhythm” จึงมีความหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคนเราภายในรอบ 24 ชั่วโมง

ตัวอย่าง เช่น เราจะเริ่มง่วงในตอนประมาณ 3 ทุ่ม และหลับได้ลึกตอนประมาณตีสอง จากนั้นก็จะไปตื่นเอาตอน 6หรือ 7 โมงเช้า เราจะหิวตอนเช้า เที่ยง และเย็น ตอนกลางคืนเราจะปัสสาวะน้อยครั้งกว่ากลางวัน (ยกเว้นคนเป็นเบาหวาน) สิ่งเหล่านี้หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไปทุกๆวัน

ที่เป็นเช่นนี้เขาเชื่อ ว่าเพราะมนุษย์เกิดมาบนโลกที่มีรอบเวลามืดสว่างรวมกันเป็น 24 ชั่วโมง เขาพบว่า ความมืดและสว่างมีผลต่อเซลล์กลุ่มหนึ่งในสมองของมนุษย์ เซลล์กลุ่มนี้จะควบคุมอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกันโรค ระบบฮอร์โมน และระบบสืบพันธุ์ ให้ทำงานเข้ากับรอบเวลา 24 ชั่วโมงนี้พอดี  การฝืนตารางเวลาทำงานของร่างกายจะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย และถ้าฝืนนานๆเข้าความผิดปรกติของร่างกายแบบถาวรก็จะตามมา

ความมืด จะทำให้การทำงานของร่างกายเข้าสู่โหมดของการพักผ่อน ในขณะที่แสงสว่างจะปลุกให้ระบบต่างๆของร่างกายตื่นตัว พร้อมที่จะทำงาน คนที่เคยไปต่างประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาจะทราบดี เพราะเวลาของที่นั่นต่างจากบ้านเราแบบกลางวันเป็นกลางคืน กว่าร่างกายของเราจะปรับตัวทำงานตามเวลาของที่นั่นได้ บางทีก็เล่นเอาหลายวัน และในช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวอยู่นั้นรู้สึกทรมานไม่น้อยทีเดียว

แต่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็กำลังฝืนตารางเวลาของร่างกาย หรือ “Circadian Rhythm” ที่ว่านี้ หลายคนไม่กินอาหารเช้า หรือถ้ากินก็แค่กาแฟถ้วยกับขนมปังแผ่น เพราะคิดว่านี่คือวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ แต่ดันนัดกันไปกินมื้อเย็นอย่างเต็มที่ แถมสนุกสนานท่ามกลางแสงไฟต่อจนดึกดื่น

หลายคนชอบลุยงานตอนกลางคืน ทำตัวเป็นนกฮูกจนฟ้าแจ้ง แล้วไปหลับเอาตอนกลางวัน ด้วยเหตุผลว่ากลางคืนมันเงียบดี หรือหลายคนก็เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊คจนดึกดื่น กว่าจะเข้านอนได้ก็เลยเที่ยงคืนไปนานโข

แสงแดดในตอนเช้าจะกระตุ้น ให้ Circadian Rhythm ทำงานได้ตามปรกติ นั่นแปลว่าระบบหัวใจ ระบบตับไตไส้พุง ระบบภูมิต้านทานโรคของเรา ก็จะทำงานได้ตามปรกติ การไม่เจอแสงแดดในตอนเช้าเลย โอกาสที่การทำงานของระบบเหล่านี้จะรวนก็ย่อมมีเช่นเดียวกัน

ในเวลา กลางคืนระบบ Circadian Rhythm ควรจะเข้าสู่โหมดของการพักผ่อน แต่เรากลับให้มันเจอแสงไฟจากร้านอาหาร ไฟจากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต หรือสมาร์ตโฟนอยู่อีก นานเข้าระบบมันก็รวนได้

อาหารเช้าคืออีกสิ่ง หนึ่งที่กระตุ้น Circadian Rhythm ให้ทำงานได้ตามปรกติ การไม่กินอาหารเช้า แถมไปหนักเอามื้อเย็น มื้อดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะเข้าสู่โหมดพัก นานเข้า Circadian Rhythm ก็เป๋ได้

ตอนนี้ก็เริ่มชัดเจนแล้วว่าโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ สาเหตุสำคัญอันหนึ่งมาจากการที่ Circadian Rhythm ถูกรบกวนเป็นเวลานานๆจนทำงานบกพร่องไปนี่แหละ  มีการศึกษาในหนูทดลองพบว่า หนูกลุ่มที่เลี้ยงโดยให้โดนแสงและมีอาหารให้กินอยู่ตลอดเวลาจะมีน้ำหนัก เพิ่มมากกว่ากลุ่มที่เลี้ยงตามปรกติ แม้ปริมาณอาหารที่ให้ในทั้ง 2 กลุ่มจะเท่ากันก็ตาม

การปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับนาฬิกาภายในร่างกาย ของเราหรือ Circadian Rhythm จึงมีความจำเป็น เพราะมันหมายถึงชีวิตและสุขภาพของเรานั่นเอง แล้วควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร

เอ มิลี เลเบอร์-วาร์เรน แห่ง CUNY Graduate School of Journalism เสนอข้อปฏิบัติไว้ในนิตยสาร Scientific American Mind ฉบับกันยายน/ตุลาคม 2558 ดังนี้

1.ให้ร่างกายได้สัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้า และกินอาหารเช้า ก่อนเข้านอนสัก 2-3 ชั่วโมงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงที่สว่างมากๆ ห้องนอนควรจะมีความมืดพอ และอย่าให้มีแสงจากพวกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายเข้ามากวนหรือหาเครื่องมือวัดแสง(LUX Meter)ตรวจดูว่ามีความเข็มของแสงมากไปไหม การทำแบบนี้จะช่วยให้ Circadian Rhythm ทำงานได้ตามปรกติ

2.เข้า นอน-ตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน แม้จะเป็นวันหยุดไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนก็ตาม เพื่อให้ Circadian Rhythm ยังสามารถรักษาจังหวะปรกติของมันเอาไว้ได้

3.แสง จากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต สมาร์ตโฟน มี “บลู ไลท์” เยอะ ไม่ต่างไปจากแสงดวงอาทิตย์ในตอนเช้า นั่นแปลว่ามันสามารถกระตุ้นให้ Circadian Rhythm ทำงานแบบในตอนเช้าได้ ควรหลีกเลี่ยงแสงเหล่านี้ในช่วงเย็นหรือก่อนเข้านอน หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ควรหาเครื่องป้องกันแสงชนิดนี้มาใช้ ลดความเข้มของแสง หรือวัดค่าความเข้มแสง(LUX Meter)จากเครื่องมือวัดแสง เพื่อหาความเหมาะสมของแสงที่เราจะได้รับ

4.กินอาหารเช้าทุกวัน และงดอาหารรอบดึกเด็ดขาด

5.ทำงานให้เต็มที่ทั้งวัน แต่ก่อนนอนควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักๆ

ธรรมชาติ ย่อมมีเหตุผล แต่ความที่เราไม่รู้ บางทีเราก็ไปฝืน ซึ่งโดยความจริงแล้วก็เพราะเราอยากให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นกับชีวิตของเรานั่น แหละ แต่ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการฝืนธรรมชาติก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า เราก็ควรที่จะปรับตัวเราเองให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติ ก็แค่นั้นเอง

Cr.โลกวันนี้,นพ.อุดม เพชรสังหาร

4 ก.ค. 2558

ตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋ว


ตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋ว

สองนักวิจัยจุฬาฯ พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องตรวจวัดทางการแพทย์จากเลือด สู่อุปกรณ์ปฏิบัติการตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋ว วัดผลเบาหวาน หมู่โลหิต เม็ดเลือด ฯลฯ สร้างห้องแล็บจิ๋วต้นทุนถูก ใช้งานง่าย เหมาะใช้ในพื้นที่ห่างไกล เตรียมต่อยอดสู่การตรวจวัดทางคลินิกอื่นๆ เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมือวัดความดันโลหิต (Blood Pressure Monitor) เครื่องตรวจสุขภาพ ฯลฯ

เมื่อ การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการตรวจวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาโรค แต่กระบวนการตรวจวัดสิ่งส่งตรวจ โดยเฉพาะเลือด มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลาเตรียมสารเคมีและใช้อุปกรณ์ราคาแพง ปัญหาดังกล่าวจุดประกายให้ นักวิจัยเต็มศิริ ทรงเจริญ นักวิจัยโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.วนิดา หลายวัฒนไพศาล อาจารย์ที่ปรึกษา คปก. มองหาเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนขนาดเล็ก ราคาถูก ที่จะลดขั้นตอนการตรวจให้เร็วและง่ายขึ้น


Lab-on-Paper จึงเกิดขึ้นจากโครงการวิจัยการพัฒนาอุปกรณ์ปฏิบัติตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วสำหรับการตรวจวัดสารบ่งชี้ชีวภาพจากเลือด ตรวจวัดปริมาณกลูโคสจากเลือด การตรวจวัดหมู่โลหิต หรือการตรวจหาภาวะโรคเบาหวาน


งานวิจัยเพื่อทุกพื้นที่ห่างไกล นักวิจัยเต็มศิริ อธิบายว่า แล็บออนเปเปอร์นี้เลือกใช้ตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วมาสร้าง พื้นที่ชอบน้ำและไม่ชอบน้ำ โดยทั่วไปจะใช้น้ำยาพิเศษสร้างลวดลายบนกระดาษเพื่อทำขอบเขตพื้นที่ไม่ชอบน้ำ สร้างพื้นที่การทำปฏิกิริยาของสารที่มีต้นทุนสูงถึง 6 หมื่นบาทต่อลิตร


“เรา มองหาวัตถุดิบที่ใช้งานได้เหมือนกันในราคาถูกกว่า กระทั่งพบว่า สามารถนำขี้ผึ้งมาประยุกต์ใช้ได้เหมือนกัน อีกทั้งราคาถูกกว่ามากหรือเพียงหลักสิบบาทต่อกิโลกรัม และหาซื้อได้ง่ายในประเทศ หลังจากนั้น ทีมพัฒนาจะตรึงน้ำยาเพื่อใช้ในการตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วก็พร้อมนำไปใช้ตรวจวิเคราะห์ได้ผล” นักวิจัยกล่าว


แล็บตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วนี้ สามารถตรวจวัดสิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดได้ทันที โดยหยดเลือดลงบนกระดาษในส่วนที่ใช้แยกเลือด พลาสมาจะแยกตัวออกจากเม็ดเลือด และไหลไปทำปฏิกิริยากับน้ำยาที่ตรึงไว้บนกระดาษในส่วนที่ใช้ตรวจวัด ส่วนสีที่แสดงผลบนกระดาษจะเป็นตัวบ่งชี้การตรวจวัด หรืออาจนำภาพถ่ายการทำปฏิกิริยามาวิเคราะห์ต่อได้


ห้องปฏิบัติการตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วนี้ มีจุดเด่นคือ ราคาถูก ขนาดเล็ก เบา ใช้น้ำยาตรวจวัดและสิ่งส่งตรวจปริมาณน้อย แต่สามารถใช้งานง่าย ไม่ต้องเตรียมสิ่งตัวอย่างหรือเตรียมสารต่างๆ ให้ซับซ้อนก่อนตรวจวัด สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีในห้องปฏิบัติการ แต่ประสิทธิภาพในการแยกเลือดครบส่วนได้โดยใช้อุปกรณ์ตรวจวัดบนกระดาษในขั้น ตอนเดียว


“ผลการทดสอบตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วเทียบ กับการตรวจวัดด้วยวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการพบว่า ไม่แตกต่างกันในทางสถิติ ทำให้ผลงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ด้วยต้นทุนที่ถูกและวิธีการใช้ที่ไม่ซับซ้อน ทำให้สามารถใช้ในพื้นที่ห่างไกล การทำงานในภาคสนามที่อุปกรณ์ทางการแพทย์ยังเข้าไม่ถึง” นักวิจัยเต็มศิริ กล่าว


ทีมงานยังมีแผนจะพัฒนาเพิ่มเติมในแง่ของโปรแกรมอ่านความ เข้มของสี ที่จะสามารถแปลงค่าสีเป็นตัวเลขทำให้การอ่านผลแม่นยำขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ด้านการพัฒนา โปรแกรม  นอกจากนี้ แล็บตรวจเลือดบนกระดาษจิ๋วนี้ยัง สามารถต่อยอดพัฒนาตรวจวัดทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ได้อย่างหลากหลาย เช่น การตรวจวัดปริมาณกลูโคสจากเลือด การตรวจวัดหมู่โลหิต หรือการตรวจหาภาวะโรคเบาหวานผ่านค่าโปรตีนของตับ เป็นต้น

คปก.สร้าง ดอกเตอร์ไทย  ทั้งนี้ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก หรือ คปก.ดำเนินการภายใต้การกำกับดูของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากพบว่า ประเทศไทยขาดแคลนนักวิจัยอย่างรุนแรงทำให้ระบบวิจัยของประเทศอ่อนแอมาก จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่ง ชาติ (สวทน.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนนักวิจัย เพียง 9 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วมีจำนวนนักวิจัยมากกว่าประเทศไทย 10 เท่า


คปก.มี เป้าหมายที่จะผลิตนักวิจัยระดับปริญญาเอก 5,000 คน ภายใน 15 ปีในระยะที่ 1 และหากการดำเนินการในระยะที่ 1 ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จะให้ดำเนินการในระยะที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายที่ 20,000 คนภายในเวลา 15 ปีเช่นกัน ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2541 ถึงปัจจุบัน สามารถผลิตดุษฎีบัณฑิตที่มีบทบาทในการพัฒนาประเทศกว่า 2,300 คน นับได้ว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากขาดงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร

มีงานวิจัยที่ได้รับการตี พิมพ์และยอมรับในระดับสากลกว่า 5,700 เรื่อง ซึ่งสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้  เนื่องจากคุณภาพของอาจารย์และนักศึกษาที่เข้าสู่โครงการมีคุณภาพสูงมาก มีความร่วมมือกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศที่มีคุณภาพกว่า 2,700 คน จาก 45 ประเทศ

Cr.Eureka,Asia21st ,Synergy Electronic | Facebook