19 ก.ค. 2559

สุดยอดพลังงานทดแทน




สุดยอดพลังงานทดแทน บริษัทเทสลา (Tesla Motors) เปิดตัวสินค้าใหม่ซึ่งจะทำให้เทสลาไม่ใช่แค่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่จะเป็นแบรนด์ผู้นำชาวโลกให้ร่วมปฏิวัติระบบเก็บพลังงานทดแทนสำหรับบ้านและ อาคารที่เชื่อว่าจะมีอิทธิพลสูงมากในอนาคต
      
       สินค้าใหม่ของเทสลาที่ซีอีโอมหาเศรษฐี “อีลอน มัสก์ (Elon Musk)” ภูมิใจนำเสนอนั้นมีชื่อว่า “เทสลา พาวเวอร์วอลล์ (Tesla Powerwall)” ถือเป็นการเปิดตัวสินค้ากลุ่มแบตเตอรี่สำหรับบ้านหรือ home battery product ตามที่มีข่าวลือมาก่อนหน้านี้
      
       แนวคิดของ Tesla Powerwall นั้นไม่ต่างจากพาวเวอร์แบงค์ หรืออุปกรณ์เก็บไฟฟ้าสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีพกพา ที่ผ่านมา ชาวออนไลน์มักเสียบปลั๊กชาร์จไฟเก็บไว้ในพาวเวอร์แบงก์(แบตเตอรี่สำรอง) ก่อนจะพกพาขณะเดินทาง เมื่อสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตแบตเตอรี่อ่อน ก็สามารถต่อสายเคเบิลกับที่ชาร์ตแบตสํารองเพื่อชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสถานที่นั้นจะมีไฟฟ้าใช้งานหรือไม่
      
       สำหรับ Tesla Powerwall ผู้ใช้จะสามารถเก็บไฟฟ้าไว้สำรองใช้กับบ้านได้โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยง ไฟดับ จุดต่างของ Tesla Powerwall กับระบบสำรองไฟทั่วไปคือการรองรับการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซล รวมถึงการทยอยสำรองชาร์จไฟเก็บไว้ในช่วงที่มีผู้ใช้งานน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ประหยัดค่าไฟได้ หรือจะนำไปต่อกับหลอดไฟ ที่รองรับเป็นโคมไฟโซล่าเซลล์ ก็ได้
      
       ไม่เพียงบ้าน แต่ Tesla Powerwall ออกแบบมาสำหรับอาคารสำนักงานด้วย โดยความจุในการเก็บพลังไฟของ Tesla Powerwall แบ่งเป็นรุ่น 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงและ 7 กิโลวัตต์ชั่วโมง สนนราคา 3,500 เหรียญสหรัฐและ 3,000 เหรียญตามลำดับ (ราว 112,000 และ 96,000 บาท) ราคานี้เป็นราคาสำหรับผู้ผลิตหรือซับพลายเออร์เท่านั้น ยังไม่รวมค่าติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบแปลงไฟ
      
       เทสลาระบุว่า แบตเตอรี่สำหรับบ้านนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานพลังงานทดแทนจาก แสงอาทิตย์ ของบ้านเรือน ขณะเดียวกันก็สามารถสำรองไฟในกรณีฉุกเฉินได้ โดยนอกจาก 2 รุ่นความจุที่เปิดตัว   เทสลามีแผนผลิตแบตเตอรี่สำหรับสำนักงานที่มีความจุมหาศาลสำหรับใช้กับธุรกิจ ขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นในอนาคต

Cr.ผู้จัดการ

14 ก.ค. 2559

เฟสบุ๊ค Slideshow




ฟีเจอร์รูปและวิดีโอนั้นเป็นส่วนที่สำคัญอันดับต้นๆ ของทาง เฟสบุ๊ค เลยก็ว่าได้ เพราะการที่ได้เห็นภาพหรือคลิปของครอบครัว หรือเพื่อนๆ นั่นเป็นอะไรที่ดึงดูดและทำให้เรามีส่วนร่วมได้มากกว่าการอ่านสเตตัสนั่นเอง ซึ่งการทำให้ชีวิตออนไลน์ของคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำให้ เฟสบุ๊ค เปิดตัวฟีเจอร์ Slideshow ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายในการแบ่งบันทั้งรูปและวิดีโอเป็น Slideshow ในเวลาเดียวกันเลย ทำให้เราไม่พลาดกับช่วงเวลาสำคัญของเพื่อนๆ บน เฟสบุ๊ค

การใช้ Slideshow นั้นตัวแอพ เฟสบุ๊ค จะทำการ sync กับคลังภาพในมือถือของเรา และถ้าเราถ่ายคลิปหรือภาพมากกว่า 5 ไฟล์ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ทางแอพ เฟสบุ๊ค จะทำการรวบรวมไฟล์ต่างๆ มาให้เป็น Slideshow แล้วพรีวิวให้เราดูในหน้า News Feed ซึ่งเราสามารถไม่อัพลงก็ได้ หรือถ้าจะอัพลง เราก็สามารถเข้าไปแก้ไขส่วนประกอบการวางรูป แต่งธีม Slideshow ให้สวยงาม พร้อมกับการ Tag เพื่อนๆ ได้อีกต่างหาก

โดยตอนนี้เผยว่ามีธีมทั้งหมด 10 ตัวเลือกด้วยกันยกตัวอย่างเช่น epic, playful, nostalgic และ birthday ซึ่งแต่ละธีมก็จะมีสไตล์และเพลงประกอบธีมไม่เหมือนกัน ซึ่งธีมใหม่ๆ จะถูกเพิ่มเข้าไปหลังจากมีการเปิดใช้งานอย่างทั่วถึงไปได้ซักพัก ซึ่งจะว่าไปแล้วฟีเจอร์ Slideshow นั้นก็ไม่ใช่อะไรใหม่สำหรับบางคน เพราะว่าทาง เฟสบุ๊ค ได้ทดสอบปล่อยให้ใช้งานในประเทศที่ถูกเลือก ผ่านทาง photo-sharing app แต่สำหรับตอนนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวเปิดให้ใช้งานกันอย่างทั่วถึงเป็นที่เรียบร้อย

Cr.MThai,SYNERGY

มีอะไรใหม่บน Facebook

ปีนี้มีอะไรใหม่บน Facebook

ปีนี้มีอะไรใหม่บน Facebook
        ปีนี้   เครือข่ายสังคมอันดับ 1 ของโลกอย่าง “เฟซบุ๊ก” (Facebook) ถูกจับตามองใกล้ชิดในหลายวงการ เพราะการประกาศทดสอบระบบมากมายที่เชื่อกันว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจของเฟซบุ๊ก (Facebook)ในตลาดใหม่ได้อย่างยั่งยืน  ไม่ว่าจะเป็น Messenger  ฯลฯ

      ท่ามกลางนักวิเคราะห์ที่ฟันธงว่า สิ่งที่เฟซบุ๊ก (Facebook)ทำและสถิติที่สรุปได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี  นี้จะนำไปสู่เม็ดเงินรายได้เข้ากระเป๋าเฟซบุ๊ก (Facebook)มูลค่าหลักพันล้านแน่นอน
     
       ที่ฮือฮาที่สุดต้องยกให้การเปิดเสรีแชตผ่านแอปพลิเคชัน “แมสเสนเจอร์” (Messenger) โดยไม่ต้องมีบัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook) หมากเกมนี้ของเฟซบุ๊กมีนัยซ่อนอยู่เพราะการเปิดเสรีจะทำให้แอป Messenger นั้นมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแตะหลักพันล้านคน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้นับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในอีก 5 ปี ผ่านบริการชำระเงินในแอป Messenger เมือซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ หรือ ผ่านตามห้างสรรพสินค้า ด้วยระบบบาร์โค้ด (Barcode) ผ่านเครื่องอ่านบาร์โค้ด
     
       ฮือฮารองลงมาคือ เฟซบุ๊กประกาศลุยให้บริการ “เฟซบุ๊ก ไลต์” (Facebook Lite) เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้เครือข่าย 2G ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะมีผลช่วยให้ฐานผู้ใช้ และสถิติการชมสื่อบนเฟซบุ๊กยิ่งขยายตัวมากขึ้นอีก โดยเฉพาะยอดชมวิดีโอที่กำลังไล่ตีตื้นเบอร์ 1 อย่างยูทิวบ์ (YouTube) เข้าไปทุกที
     
       นอกจากนี้ ยังมีการประกาศทดสอบระบบกรอกข้อมูลการตลาดอัตโนมัติที่จะดึงข้อมูลประวัติ ของผู้ใช้มาเติมโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลอย่างอีเมล ชื่อ หรือวันเกิดของตัวเอง แต่ยังมีโอกาสที่ข้อมูลเจาะลึกเช่นตำแหน่งงาน ชื่อบริษัทที่ทำงาน รวมถึงรหัสไปรษณีย์ จะถูกเติมลงในแบบฟอร์มแบบอัตโนมัติด้วย การทดสอบระบบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวพัฒนาการอัจฉริยะของระบบวิเคราะห์ ข้อมูลตัวตนบนเฟซบุ๊ก (Facebook) รวมถึงการระบุตัวตนผู้ใช้ได้แม้จะเห็นใบหน้าเพียงเสี้ยวเดียว
     
เปิดเสรีแชต Messenger
     
       25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมอันดับ 1 ประกาศเปิดเสรีให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อใช้งานแอปพลิเคชันแชต “Messenger” ได้โดยไม่ต้องใช้บัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook) เพียงใช้เบอร์โทรศัพท์ก็สามารถส่งข้อความสนทนากับเพื่อนฝูงได้ทั่วโลก
     
       นักสังเกตการณ์เชื่อว่า เฟซบุ๊ก (Facebook)กำลัง พยายามเพิ่มจำนวนผู้ใช้แอปพลิเคชันแชต Messenger ที่ให้บริการแบบแยกเดี่ยว (standalone) อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ซีอีโอผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กเคยประกาศว่า ต้องการให้ Messenger เป็นประตูเชื่อมต่อร้านค้าปลีก ร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจอื่นๆ กรณีที่มีการทานช็อปตามร้านต่าง ๆ ผ่านเครื่องรูดบัตร หรือ เครื่องอ่านบัตร หรือซื้อสินค้าผ่านเครื่องสแกนบาร์โค้ด (Barcode)
     
       ก่อนการเปิดเสรีแอปพลิเคชัน Messenger มีผู้ใช้ราว 700 ล้านคน (รวมยอดผู้ใช้รายใหม่ 100 ล้านคนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแล้ว) จุดนี้เชื่อว่าการเปิดเสรีจะทำให้ Messenger มีฐานผู้ใช้เข้าใกล้หลัก 1 พันล้านอย่างรวดเร็ว
     
       ถามว่าทำไมเฟซบุ๊ก (Facebook)ต้อง เร่งมือขยายฐานผู้ใช้ คำตอบคือ กลยุทธ์หารายได้ที่เฟซบุ๊กบอกใบ้ไว้ต่อสังคมเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ครั้งนั้น เฟซบุ๊กเปิดบริการรับส่งเงินระหว่างผู้ใช้ (peer-to-peer payment) บนแอปพลิเคชัน Messenger แบบฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมโอน ซึ่งเรียกคะแนนจากผู้ใช้อย่างเต็มเปี่ยม
     
       ระบบโอนเงินบน Messenger ไม่เพียงทำให้การซื้อสินค้า และบริการบน Messenger เกิดขึ้นได้ง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ับริการผ่านออนไลน์ หรือช็อปปิงตามร้านค้าผ่านเครื่องยิงบาร์โค้ด (Barcode) แต่ยังช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันได้ลืมตาอ้าปากผ่านการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันสำหรับ Messenger จุดนี้เฟซบุ๊ก (Facebook)เคย ประกาศในเดือนมีนาคมว่า จะพยายามชักจูงให้แบรนด์และธุรกิจใช้ Messenger เป็นช่องทางในการออกใบเสร็จรับเงิน แจ้งข้อมูลสถานะการจัดส่งสินค้า รวมถึงการจัดการงานบริการลูกค้าที่ทั่วถึง
     
       หากเฟซบุ๊ก (Facebook)สามารถ แทรกตัวเพื่อให้บริการสุดยอดช่องทางสื่อสารระหว่างธุรกิจ และผู้บริโภคได้สำเร็จ เฟซบุ๊กก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างเงินรายได้มากขึ้นตามไปด้วย จุดนี้ธนาคารแห่งชาติเยอรมนี (ธนาคาร Deutsche) ได้คาดการณ์ว่า แอป Messenger นั้นจะมีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 พันล้านคน และสามารถสร้างรายได้ 9-10 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ.2563
     
       ธนาคาร Deutsche ประเมินว่า บริการทางการเงินบน Messenger สามารถทำเงินได้มากกว่า 49 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วในวันนี้ แต่ในปี พ.ศ.2563 จะทำเงินได้ 4.224-4.827 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 17% ของรายได้จากโฆษณาของเฟซบุ๊ก (Facebook)ทั้งหมด

Facebook เพื่อชาวเน็ต 2G
     
       หลังจากมีแผนส่ง Facebook Lite ลงเจาะประเทศกำลังพัฒนา 8 ประเทศ อย่าง บังกลาเทศ เนปาล ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ ซูดาน ศรีลังกา เวียดนาม และซิมบับเว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุด โครงการนี้ทยอยเปิดตัวสู่ระดับโลกต่อเนื่อง โดยในผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกานั้นสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ก่อนชาวยุโรป
     
       ข้อมูล ระบุว่า Facebook Lite นี้มีการขยายสู่ประเทศอินเดีย และฟิลิปปินส์แล้ว เฉพาะอินเดีย เฟซบุ๊กมีฐานผู้ใช้มากกว่า 125 ล้านคน และ 90% เป็นผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา จุดนี้แม้โลกจะมีเครือข่าย 4G แล้ว แต่เครือข่าย 2G ที่ช้ากว่าก็ยังเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยม



       เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) สำหรับสมาร์ทโฟน Android กำลังจะรองรับฟีเจอร์ในการสตรีมมิ่งวิดีโอถ่ายทอดสด หรือ เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live)  ภายในเร็ว ๆ หน้านี้ โดยจะเริ่มที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนแล้วจึงขยายออกไปยังประเทศอื่นๆต่อไป ฟีเจอร์ เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live)  จะทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายอดวิดีโอแบบสดๆผ่านทางแอป เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) ได้ ซึ่งได้เปิดให้บริการฟีเจอร์ใน ใน iOS กว่า 30 ประเทศทั่วโลก

       ดูเหมือนว่าผู้คนกำลังให้ความสนใจฟีเจอร์ดังกล่าวของ เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) มากในเดือนนี้ เพราะด้วยฟีเจอร์นี้ จะทำให้ News Feed ของ เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) ยิ่งทวีความเป็นรายงานสดมากขึ้นไปอีก ทาง เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) ได้กล่าวว่า มีผู้ใช้ เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) สนใจรับชมวิดีโอที่ถ่ายทอดสดเป็นระยะเวลารวมกันนานกว่าวิดีโอที่ไม่ได้ถ่ายทอดสดถึง 3 เท่า โดยรับชมผ่าน เฟสบุ๊ค ไลฟ์ (facebook live) Live และผู้ชมกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ใช้ Android
     
       ผู้บริหารเฟซบุ๊ก (Facebook)ประเมิน ว่า ปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาผ่านเครือข่าย 2G นั้นมีจำนวนมากกว่า 875 ล้านคนทั่วโลก จุดนี้ทำให้เฟซบุ๊กต้องการสร้างประสบการณ์ยอดเยี่ยมเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้
     
       แม้ Facebook Lite จะไม่รองรับคุณสมบัติที่ต้องมีการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก เช่น วิดีโอ แต่ขณะนี้สถิติการชมวิดีโอบนเฟซบุ๊กนั้นกำลังขยายตัวสุดขีด ซึ่งไม่แน่ Facebook Lite อาจจะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้เฟซบุ๊กมียอดใช้บริการคุณสมบัติสูงในอนาคตก็ได้
     
       จากการสำรวจเมื่อกลางเดือนมิถุนายนพบว่า แม้ยอดชมวิดีโอออนไลน์บนยูทิวบ์จะยังเป็นอันดับ 1 ด้วยตัวเลขทะลุหลัก 3 ล้านล้านครั้งในปีนี้ แต่ยอดชมบนเฟซบุ๊ก (Facebook)กำลังมีแนวโน้มทะยานสู่หลัก 2 ล้านล้านครั้ง เรียกว่าเฟซบุ๊ก (Facebook)มีโอกาสครองยอดชมวิดีโอออนไลน์ 2 ใน 3 ของยอดชมวิดีโอบนยูทิวบ์
     
       บริษัทวิจัยตลาดแอมแปร์ อนาลไลสิส (Ampere Analysis) พบว่า ยอดชมวิดีโอบนยูทิวบ์ถูกมองว่าเด่นเฉพาะในแง่ปริมาณ หรือ volume แต่ยอดชมวิดีโอบน Facebook นั้นโดดเด่นเรื่องคุณภาพมาก เนื่องจากผู้ชมทุกคนจะต้องลงชื่อใช้งาน หรือ log in แน่นอนว่าเหล่าแบรนด์จะมีข้อมูลของผู้ชมบนเฟซบุ๊กมากกว่าบนยูทิวบ์
     
ข้อมูลสะพัดจาก Facebook
     
       ที่ผ่านมา นักการตลาดจำนวนมากต้องสร้างระบบเพื่อดึงให้ชาวออนไลน์เข้ามาลงทะเบียน สำหรับการรับส่งข่าวสารในอนาคต ล่าสุด เฟซบุ๊ก (Facebook)ริ เริ่มทดสอบระบบดึงข้อมูลชื่อ และอีเมลแอดเดรสของผู้ใช้แบบอัตโนมัติ ทำให้นักการตลาดทั่วโลกกำลังจะมีวิธีรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น กว่าเดิม
     
       เฟซบุ๊ก (Facebook)ทดสอบ ระบบนี้ในโฆษณาบนอุปกรณ์พกพา ชื่อของบริการคือ “ลีด แอดส์” (lead ads) นักการตลาดจะสามารถใช้ระบบนี้ในกรณีที่ขอให้ผู้ใช้ลงชื่อเพื่อรับอีเมล หรือโทรศัพท์สำหรับแจ้งข้อมูลของสินค้า และบริการเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กคลิกสมัครสมาชิก หรืออ่านโฆษณาที่ผูกพ่วงกับแบบฟอร์มอัตโนมัติ ระบบของเฟซบุ๊กจะเป็นผู้เติมแบบฟอร์มนั้นให้อัตโนมัติโดยดึงข้อมูลจากประ วัติเฟซบุ๊กโปรไฟล์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ยินยอมเปิดเผยอยู่แล้ว เช่น ชื่อจริง อีเมลแอดเดรส เบอร์โทรศัพท์ และรหัสไปรษณีย์
     
       แต่ด้วยความที่รูปแบบของแบบฟอร์มที่จะสามารถกรอกข้อมูลได้อัตโนมัตินั้นมี หลากหลาย ซึ่งนักการตลาดจะสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะต่อโฆษณาโมบายของตัวเองที่ลงไว้ กับเฟซบุ๊ก (Facebook)ได้อย่างเสรี นี่เองที่ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลอื่น เช่น ประเทศที่อยู่ ชื่อบริษัท ชื่อตำแหน่งงาน รวมถึงสถานภาพอื่นอาจจะถูกกรอกลงในแบบฟอร์มแบบอัตโนมัติได้ด้วย
     
       การทดสอบนี้สะท้อนว่า เฟซบุ๊ก (Facebook)กำลัง พยายามตอบโจทย์นักการตลาดที่ใส่ใจต่อกลุ่มผู้คลิกชมโฆษณาเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับนักการตลาดที่ให้น้ำหนักต่อยอดชมโฆษณาแบบผ่านตาเพื่อ สร้างแบรนด์เป็นหลัก จุดนี้ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมา นักโฆษณาที่เน้นกลยุทธ์ตอบสนองลูกค้ารายคน มีการลงโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 59% ของยอด 5.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่สะพัดในวงการโฆษณาดิจิตอลแดนลุงแซม
     
       สถิติเหล่านี้สะท้อนคุณค่าของข้อมูลผู้ใช้ เหตุผลนี้ทำให้เฟซบุ๊ก (Facebook)ประกาศ เพิ่มความสามารถให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อเนื่องตลอดเวลา สำหรับครึ่งปีแรกปีที่ผ่านนี้ เฟซบุ๊กทดสอบอัลกอริธึมใหม่ที่สามารถวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้งานแต่ละราย บนคอนเทนต์หลากหลาย ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาระบบวิเคราะห์ภาพ ทำให้เฟซบุ๊กสามารถระบุตัวตนผู้ใช้ได้แม้จะเห็นภาพใบหน้าผู้ใช้เพียงครึ่ง เดียว
     
       เพื่อทดสอบอัลกอริธึมดังกล่าว ทีมงานของเฟซบุ๊ก (Facebook)ได้ รวบรวมภาพบุคคลจากเว็บไซต์ฟลิกเกอร์ (Flickr) จำนวน 40,000 ภาพมาให้ระบบทำการวิเคราะห์ และพบว่า ความแม่นยำในการระบุตัวบุคคลนั้นสูงถึง 83% แม้ว่าภาพบางภาพจะเห็นใบหน้าไม่ครบ ภาพไม่ชัด หรือเป็นภาพใบหน้าด้านข้าง แต่อัลกอริธึมก็สามารถหาเอกลักษณ์ของบุคคลในภาพเพื่อมาวิเคราะห์ได้อย่างถูก ต้อง เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือทรงผม
     
       ...ครึ่งปีแรกผ่านไปแล้ว ครึ่งปีที่ผ่านมา ของเฟซบุ๊กสนุกแน่นอน.. คงรอดูว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ บน Facebook

Cr.ผู้จัดการ

13 ก.ค. 2559

ซอฟต์แวร์ บังคับ Drone


ในช่วงที่ผ่านมา อากาศยานไร้คนขับ (drone)หรือโดรนในประเทศไทย ได้รับความสนใจขึ้นมาก ดังจะเห็นได้จากการนำอากาศยานไร้คนขับ (drone)มาใช้งานในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถ่ายภาพในมุมสูงเพื่อความบันเทิง เพื่อการท่องเที่ยว หรือการลาดตระเวนในทางทหาร ทว่าการใช้งานในภาคสนามเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยังไม่เคยมี นักวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (drone)ของไทยจึงพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (drone)ในรูปแบบใหม่ที่นอกจากจะใช้ประโยชน์ ได้เป็นอย่างดี ยังบินไปยังเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจงดีกว่าอากาศยานไร้คนขับ (drone)ทั่วไป
     
ด้วยเหตุนี้ นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ผู้คลุกคลีอยู่กับวงการอากาศยานไร้คนขับมานานนับ 17 ปีตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม จึงได้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อทำให้อากาศยานไร้คนขับ (drone)ที่มีขายในท้องตลาดทั่วไปสามารถใช้งาน ได้เฉพาะทางยิ่งขึ้น พัฒนาซอฟแวร์ต่อยอดเอาง่ายกว่า นักวิจัยไทยยกระดับอากาศยานไร้คนขับ (drone)จีนด้วยโปรแกรมบินตามพิกัด แชร์โลเคชันปั๊บบินปุ๊บ

เตรียมประยุกต์ใช้กับการขนส่งเครื่องมือแพทย์ในเหตุขับขัน นำร่องใช้แล้วใน 5 หน่วยงานภาครัฐฯ โดยตั้งเป้าให้เป็นอากาศยานไร้คนขับ (drone)ใช้งานทางการแพทย์, อากาศยานไร้คนขับ (drone)ใช้งานทางการทหาร และอากาศยานไร้คนขับ (drone)ใช้งานด้านการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการใช้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์และความมุ่งมั่นนานนับ 8 เดือนเพื่อเปิดซอร์สโค้ดของอากาศยานไร้คนขับ (drone)แล้วเพิ่มซอฟแวร์ RCSA Location ลงไปเพื่อให้อากาศยานไร้คนขับ (drone)สามารถบินไปตามพิกัดที่ระบุไว้ได้ โดยอากาศยานไร้คนขับ (drone) ส่วนใหญ่ที่นำมาพัฒนาเป็นอากาศยานไร้คนขับ (drone)สัญชาติจีนที่ซื้อมาในราคาตัวละ 120,000 บาทด้วยทุนของตัวเอง
     
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า อากาศยานไร้คนขับ (drone)ที่สามารถบินไปได้ตามพิกัดจีพีเอสยังไม่มีในประเทศ อากาศยานไร้คนขับ (drone)ที่เขาพัฒนาขึ้นจึงถือเป็นแห่งแรกในไทย เพราะอากาศยานไร้คนขับ (drone)ทั่วไปจะบินไปได้ด้วยการป้อนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ผ่านหน้าจอแสดงผล การบินทางอินเทอร์เน็ตหรือการระบุพิกัดแบบคร่าวๆ ทำให้การลงจอดยังไม่ตรงจุดมากพอ ในขณะที่อากาศยานไร้คนขับ (drone)นี้จะสามารถทำได้เพราะมีการกำหนดตำแหน่งด้วยพิกัดละติจูดและลอง ติจูดของพื้นที่เป้าหมาย

โดยหลังจากมีการป้อนพิกัดเข้าสู่ระบบในเวลาไม่ถึง 1 นาทีอากาศยานไร้คนขับ (drone)จะเริ่มออกบินไปยังสถานที่นั้น และลงจอดเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างแม่นยำในระดับตารางเมตร ทำให้เหมาะกับการใช้งานเพื่อส่งสิ่งของในลักษณะการกู้ภัย หรือการส่งเครื่องมือแพทย์สำหรับการปฐมพยาบาลเช่น เครื่องปั๊มหัวใจขนาดเล็กที่มีน้ำหนักประมาณ 220 กรัม โดยอากาศยานไร้คนขับ (drone) 1 ตัวจะสามารถบรรทุกสิ่งของได้ประมาณ 400 กรัม
     
อากาศยานไร้คนขับ (drone)ที่ใช้กันอยู่จะบินได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับรู้สถานที่ที่จะไปลงจอดแต่ ถ้าเราไม่รู้ล่ะจะทำอย่างไร สมมุติว่ามีคนหลงอยู่กลางป่า เราไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ป่าส่วนไหน แต่ถ้ามือถือของเค้ายังสามารถใช้งานและแชร์โลเคชั่นมายังศูนย์ควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (drone)ได้ อากาศยานไร้คนขับ (drone)ก็จะบินไปให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น หรือถ่ายรูปกลับมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่การเดินทางเข้าไปช่วยของเจ้าหน้าที่

เช่นเดียวกันกับประโยชน์ทางการแพทย์สมมติมีอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก รถพยาบาลเข้าถึงตัวผู้ป่วยไม่ได้และต้องการเครื่องปั๊มหัวใจฉุกเฉิน คนที่อยู่บริเวณนั้นสามารถโทรมาที่ศูนย์ควบคุมเพื่อแจ้งพิกัดกับเครื่องมือ ที่ต้องการ อากาศยานไร้คนขับ (drone)ก็จะรีบบินไปให้ความช่วยเหลือ" นายพิศิษฐ์ นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เผย
     
ซึ่งขณะนี้ได้มีการมอบให้กับอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์, พระที่นั่งอัมพรสถาน, หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (หน่วยฯ พญาเสือ) จ.ประจวบคีรีขันธ์, หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 491 กองทัพเรือ เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล และค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรีสำหรับการใช้งาน

อย่างไรก็แม้ว่าขณะนี้จะพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ (drone)จนประสบความสำเร็จไปหลายตัวแล้ว ทว่านายพิศิษฐ์ได้เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่ายังไม่คิดทำขายใน เชิงพาณิชย์เพราะอยากทำให้กองทัพและหน่วยงานภาครัฐฯ ได้ใช้ก่อน และด้วยศักยภาพของอากาศยานไร้คนขับ (drone)ที่อาจพัฒนาไปเป็นอาวุธได้ทำให้ขณะนี้ได้จดสิทธิบัตร คุ้มครองแล้ว

Cr.ผู้จัดการ, SYNERGY

โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)

    โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)

โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ของกองทัพสหรัฐฯ นักวิจัยกองทัพสหรัฐฯ พัฒนาโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ขนาดเท่าฝ่ามือ มีชื่อเรียกว่าจักจั่นหรือ “ซิคาดา” (Cicada) ซึ่งเป็นแมลงที่สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนา จากการที่จักจั่นใช้เวลาอยู่นานหลายปี ก่อนจะโผล่ขึ้นมาเป็นฝูง สืบพันธุ์และตายตกสู่พื้นดิน
     
       “แนวคิดตอนนั้นคือทำไมเราไม่ทำ ยานบินไร้คนขับ UAV (Unmanned Aerial Vehicle) ที่มีอะไรคล้ายๆ กันบ้าง ถ้าเราจะปล่อยโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ออกไปที่ละมาก ๆ แล้วศัตรูจะเก็บโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ของเราได้หมดเลยจริงเหรอ ” อารอน คาห์น (Aaron Kahn) จากห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐกล่าว 
     
       สำหรับชื่อ Cicada ย่อมาจาก  Covert Autonomous Disposable Aircraft ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นยานบินไร้คนขับ ที่มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ถูกกว่า และเรียบง่ายกว่าหุ่นยนต์อากาศยานอื่นๆ แต่ยังคงภารกิจในสนามรบที่อยู่ห่างไกลได้ โดยต้นแบบมีราคาเพียง 1,000 เหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าราคาจะลดลงไปเหลือเพียง 250 เหรียญสหรัฐฯ
     
       นักวิจัยเผยว่าชิ้นส่วนของยานซิคาดา (Cicada) มีเพียง 10 ชิ้น ส่วนการวัดชิ้นส่วนงานแต่ละชิ้นก็อาศัย ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) มาช่วย  แล้วระหว่างที่ประกอบกันได้ใช้เครื่องมือวัด (Micrometer ) เพื่อความแม่นยำ การประกอบก็เหมือนเครื่องบินกระดาษที่ใช้เพียงแผงวงจรเล็กๆ และไม่ต้องใช้มอเตอร์เพื่อขับเคลื่อน อีกทั้งยังออกแบบให้ร่อนไปตามพิกัดจีพีเอส (GPS) ที่โปรแกรมไว้ หลังจากถูกปล่อยจากเครื่องบิน บอลลูนหรือโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ลำใหญ่
      
       จากการทดสอบเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาในเมืองยูมา รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ โดยปล่อยยานซิคาดา(Cicada) ลงมาจากระดับความสูง 17,500 เมตร พบว่าโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)บินหรือตกลงเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร ก่อนจะลงจอดภายในระยะ 15 ฟุตจากเป้าหมาย และโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)จักจั่นนี้ยังบินได้ด้วยความเร็ว 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างเงียบๆ และไม่ต้องใช้เครื่องหรือระบบขับดันใดๆ
     
       “มันเหมือนนกบินลงมา แต่มันก็มองเห็นได้ยาก” เดเนียล เอ็ดเวิร์ดส (Daniel Edwards) วิศวกรการบินจากห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าว
     
       ในการทดสอบการบินโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ซิคาดายังมีเซนเซอร์ที่ส่งข้อมูลสภาพอากาศกลับมายังศูนย์ควบคุมได้ ทั้งอุณหภูมิ ความดันอากาศและความชื้น ซึ่งทีมวิจัยระบุว่า โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)นี้ควรถูกใช้ภารกิจหลายๆ ด้าน และติดตั้งเซนเซอร์น้ำหนักเบาหลายชนิด รวมถึงติดไมโครโฟนด้วย
     
       “พวกมันคือหุ่นยนต์นกพิราบ คุณบอกจุดหมายให้พวกมันไป และพวกมันก็จะไปยังจุดหมายนั้น” เอ็ดเวิร์ดกล่าว
     
       อีกหนึ่งภารกิจที่น่าจะเป็นไปได้ในการใช้โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)นี้คือการใช้สอดส่องการจราจรบนเส้นทางไกลนอกเขตแดนของศัตรู โดยคาห์นได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อติดตั้งไมโครโฟนหรือเครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือน ปล่อยโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ลงบนถนน แล้วโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)เหล่านั้นก็จะบอกว่า ได้ยินเสียงรถบรรทุกหรือเสียงรถเก๋งบนถนน แล้วคำนวนหาทั้งความเร็วและทิศทางที่ยานพาหนะเหล่านั้นมุ่งหน้าไป
     
       นักวิจัยระบุอีกว่า โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ขนาดเล็กนี้ยังสามารถติดตั้งเซนเซอร์แม่เหล็กเพื่อตรวจจับเรือดำน้ำ ของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อลอบฟังการติดต่อสื่อสาร แต่การติดตั้งอุปกรณ์ป้อนภาพวิดีโอกลับเป็นเรื่องยากเพราะการคัดลอกวิดีโอ นั้นต้องใช้ช่วงความถี่ของคลื่นวิทยุหรือแบนด์วิดธมาก
     
       อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งการใช้งานช่วงแรกจะเป็นงานนอกสนามรบอย่างการพยากรณ์อากาศก่อน ซึ่งนักอุตุนิยมวิทยาที่พยายามคาดการณ์การเกิดพายุทอร์นาโด ต้องอาศัยข้อมูลอุณหภูมิที่บันทึกจากภาคพื้น แต่โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ซิคาดาจะให้ข้อมูลอุณหภูมิมากมายที่อ่านได้จากอากาศ ซึ่งจะให้ข้อมูลมากพอสำหรับสร้างแบบจำลองสามมิติสำหรับคาดการ์ณทอร์นาโด
     
       แม้จะดูเหมือนของเด็กเล่นแต่โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ซิคาดายังทนทานมาก โดยเอ็ดเวิร์ดอธิบายว่าเราโยนโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)นี้ออกจากเครื่องบินซี-130 ได้โดยโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ไม่เสียหาย โดรนจิ๋ว (Cicada Drone)ยังบินผ่านต้นไม้ ตกกระแทกถนนลาดยางมะตอย ล้มใส่ก้อนกรวด หรือมีเม็ดทรายเข้าไปในเครื่องได้โดยไม่เป็นอะไร แต่สิ่งเดียวที่ทำลายโดรนจิ๋ว (Cicada Drone)นี้ได้คือพุ่มไม้ทะลทราย

Cr.ผู้จัดการ

12 ก.ค. 2559

การศึกษาไทย ในสายตาชาวโลก




สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และธนาคารโลกจัดเสวนาเดินหน้าการศึกษาไทยอย่างไรให้ตอบโจทย์ ‘Thailand Economy 4.0’ จากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์การศึกษารุ่นใหม่ในสายตาชาวโลก

แม้อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาของไทยจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บัณฑิตที่จบออกมากลับมีความสามารถต่ำลง จากผลทดสอบนานาชาติ PISA นักเรียนไทยจำนวนมากยังขาดทักษะที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จในอาชีพ หรือการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดย 1 ใน 3 ของนักเรียนไทยที่อายุ 15ปี รู้หนังสือไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้ และยังมีช่องว่างทักษะขั้นพื้นฐานอย่างการอ่านของเด็กไทยเปรียบเทียบในชนบทและในเมืองต่างกันมากถึง 3 ปีการศึกษา

ในสายตาชาวโลกหากเปรียบเทียบกับเวียดนาม จะพบว่าความสามารถของนักเรียนเวียดนามแซงหน้าเด็กไทยถึง 1.5 ปีการศึกษา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเมินลงทุนประเทศไทย เบนเข็มไปลงทุนและย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะคุณภาพแรงงานไม่พัฒนา ยังไม่นับรวมปัจจัยด้านคุณภาพของระบบราชการไทยและตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาลที่ดีลดลง ขณะที่ประเทศอื่นๆปรับปรุงดีขึ้น

ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ Economy 4.0 ด้วย Education 2.0 ซึ่งไม่สามารถช่วยให้ผู้ที่เรียนจบปรับตัวให้เข้ากับโลกของการทำงานได้ เกิดปัญหาช่องว่างทางทักษะที่จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจปรับตัวแต่แรงงานไทยปรับตัวไม่ทัน ทำงานไม่ได้ตามที่นายจ้างคาดหวัง

หากเทียบกับผลสำรวจในสายตาชาวโลกของสหราชอาณาจักรและแคนาดา ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องช่องว่างทักษะรุนแรงกว่าสองประเทศนี้ถึงเท่าตัว และหากเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของทุนมนุษย์ไทยกับประเทศอื่นๆในเอเชียพบว่า ยังไม่ดีเท่ากับมาเลเซีย จีนและสิงคโปร์ ทั้งยังได้คะแนนคุณภาพการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่เริ่มต้นช้ากว่า 15-20 ปี หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย การศึกษาไทยในในโลกยุคใหม่ต้องก้าวสู่การคิดวิเคราะห์ ค้นคว้าสิ่งใหม่ แต่ไทยยังท่องจำเพื่อไปสอบ ถ้าเรายังไม่ปรับตัวตอนนี้ เราอาจจะไม่ใช่สิ้นชาติ แต่จะหมดโอกาสในการสร้างชาติ

การศึกษาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพแรงงานคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Thailand Economy 4.0 ซึ่งระบบการศึกษาที่จะตอบโจทย์นี้ต้องเปลี่ยนวิธีการสอน ลดการเรียนรู้เชิงเทคนิค และการท่องจำ แต่ให้น้ำหนักกับการสร้างทักษะการเรียนรู้และปรับตัวของผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต และจัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่และกลุ่มจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งมีวิธีการประเมินผลการเรียนแตกต่างจากปัจจุบันที่เน้นการสอบเพียงอย่างเดียว

ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในอีก 5 ปีถัดจากนี้ จะเน้นการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานที่ใช้ “ทักษะการทำซ้ำเป็นประจำ” (Routine Skill) จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงกว่ามนุษย์และมีต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่า

ดังนั้นแรงงานที่ยังไม่สามารถแทนที่ได้ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้คือแรงงานที่มี “ทักษะที่ไม่ซ้ำซ้อน (Non-Routine Skill) หรือ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” เช่นทักษะคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดวิเคราะห์ (Creative & Critical Thinking Skills) ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งทางธุรกิจในตลาดได้ สอดคล้องกับผลสำรวจความต้องการแรงงานของนายจ้างและองค์กรเกิดใหม่ในปี 2557 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment: PISA)

พบว่านายจ้างขององค์กรในศตวรรษที่ 21 คาดหวังให้พนักงานในองค์กรมีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) มากที่สุด โดยสสค.เป็นหนึ่งองค์กรการศึกษาใน 14 ประเทศทั่วโลกที่ OECD เชิญเข้าร่วมนำร่องเครื่องมือวัดประเมินทักษะด้านการคิดวิเคราะห์คิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีการประกาศใช้จริงครั้งแรกในปี 2021 เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ประเทศต่างๆเร่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคตเหล่านี้เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องได้ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 สู่สายตาชาวโลก

Cr.TNN24,SYNERGY+

เครื่องมือวัด ระดับนาโน

เครื่องมือวัดระดับนาโน



  สถาบันมาตรวิทยา ร่วมกับ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาการวัดระดับนาโน สู่มาตรฐานสากล เร่งพัฒนาต้นแบบวัสดุนาโนอ้างอิง สรรหาบุคลากรมาตรวิทยานาโนรับเทรนด์ตลาดเทคโนโลยีโลก เปิดห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบสอบเทียบผลิตภัณฑ์นาโนมาตรฐานแห่งแรกของ ไทยและอาเซียน เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดรายจ่ายแทนการส่งสอบเทียบต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่่องมือวัดต่าง ๆ เช่น เวอร์เนียร์ (Vernier)  เป็นต้น
                 
         เครื่องมือวัด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับการวัดขนาดชิ้นงานเวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier Caliper) การวัดขนาดอนุภาค การตรวจวัดปริมาณ การวัดปริมาตร ย่อมต้องใช้อุปกรณ์วัดขนาด เพื่อช่วยผู้ประกอบการจัดทำสินค้าได้ตรงตามลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ   และสินค้าสมัยนี้ก็มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด บางชิ้นส่วนมีขนาดเล็กจนถึงระดับนาโน การผลิตสินค้าจึงต้องอาศัยความแม่นยำในการวัดที่สูงมาก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มักจะมีการผลิตจากประเทศหนึ่ง แล้วส่งต่อไปประกอบยังประเทศหนึ่ง จะต้องมีมาตรฐานสินค้าแบบเดียวกัน มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ต่อวงการอุตสาหกรรมได้

        นายประยูร เชี่ยววัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการส่งออกและการตรวจสอบการนำเข้าของคุณภาพสินค้าด้านนาโน เทคโนโลยีทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน (มว.) จึงได้กำหนดมาตรฐานการวัดระดับนาโนแห่งชาติ เพื่อให้ห้องปฏิบัติการทุกที่มีมาตรฐานเดียวกันและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ในระดับที่สากลยอมรับ ด้วยการจัดซื้อเครื่องมือวัดระดับนาโนที่ทันสมัย และการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีเทียบเท่ากับนักมาตรวิทยาของประเทศที่พัฒนาแล้ว
     
       โครงการที่พัฒนาขึ้น อาทิ โครงการพัฒนาวัสดุอ้างอิงด้านเคมีและชีวภาพ การพัฒนาวิธีการวัดมาตรฐานด้านมาตรวิทยานาโน กิจกรรมเปรียบเทียบผลการวัดอนุภาคนาโนเพื่อยืนยันความถูกต้องของเครื่องมือ ไปจนถึงเครื่องมือวัดระดับนาโนที่มีเทคนิคการใช้แตกต่าง กัน และยังขยายไปสู่ภาคความร่วมมือกับภาคเอกชนที่จะผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวัดค่าความแม่นยำระดับนาโนได้ เพื่อเพิ่มความถูกต้องแม่นยำและเป็นการเพิเมมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ด้านนาโนเทคโนโลยี  นายประยูรกล่าว
     
       ส่วนของ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เผยว่า ขณะนี้ศูนย์นาโนเทคกำลังดำเนินการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อการวิเคราะห์ ทดสอบผลิตภัณฑ์นาโนของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเป็นแห่งแรกของภูมิภาค เพื่อให้บริการตรวจสอบและวัดค่าผลิตภัณฑ์นาโนแก่ผู้ประกอบการด้านนาโน เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้านาโนเทคโนโลยีไปยังประเทศคู่ค้าที่มีการบังคับ ใช้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี

       ที่ผ่านมาการวัดและการตรวจวิเคราะห์ทดสอบวัสดุด้านนาโนเทคโนโลยีของประเทศไทยยังไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้ เนื่องจากเครื่องมือวัดระดับนาโนและ บุคลากรยังขาดความพร้อมในบางส่วน การตรวจวิเคราะห์ที่ผ่านมาจึงต้องส่งไปที่ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานใน ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะทราบผล 
               
       ผู้อำนวยการนาโนเทค กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของห้องปฏิบัติการเพื่อการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์นาโน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของ สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ขณะนี้ดำเนินการใกล้เสร็จและคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ ด้วยงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือวัดระดับนาโนเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า 200 ล้านบาท

      การเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นศูนย์กลางของประเทศและอาเซียนด้านการตรวจวัดทางนาโนเทคโนโลยี ทั้งในส่วนของการสอบเทียบเครื่องมือวัดระดับนาโนต่าง ๆ เช่น การวัดขนาดอนุภาค การตรวจวัดปริมาณ การวัดปริมาตร เป็นต้น ที่คาดว่าจะสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการด้านตัวเร่งปฏิกริยา ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์ ได้มากถึง 15,000 ตัวอย่างต่อปี โดยสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบจะได้รับฉลากสินค้า “นาโนคิว” (Nano Q) ที่จะเป็นเครื่องมือการันตีมาตรฐานและความเชื่อมั่นด้านนาโนเทคโนโลยีของ ประเทศไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก
     
       ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่าการลงนามความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่วงการ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านนาโนเทคโนโลยี ที่ซ่อนตัวอยู่ในอุตสาหกรรมหลายๆ ด้าน อาทิ ด้าน อิเล็กทรอนิกส์ ด้านปิโตรเคมี ด้านเวชสำอางค์ รวมไปถึงวัสดุก่อสร้าง เพราะเทรนด์โลกสมัยใหม่นิยมใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กลง พกพาได้สะดวกสบาย นาโนเทคโนโลยีจึงเป็นเทคโนโลยีที่ถูกหยิบมาใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
     
       การทำงานร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงานเริ่มตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน ที่เป็นการบูรณาการกันเพื่อออกแบบข้อกำหนดผลิตภัณฑ์สำหรับการประเมินผลด้าน นาโนเทคโนโลยี การจัดทำฐานข้อมูลการออกใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกำหนดรายละเอียดและขั้นตอนของการตรวจสอบร่วมกันกับสำนักงานมาตรฐาน อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการนำผลิตภัณฑ์มาตรวจการวัดค่าความ แม่นยำ ที่จะนำไปสู่การขยายผลการวัดระดับนาโน มาวัดวัสดุนาโนแบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว  ดร.พิเชฐ กล่าว

Cr.ผู้จัดการ