3 ต.ค. 2558

กล้องวิดีโอ Graava เก็บความทรงจำอัตโนมัติ


          กล้องวิดีโอ Graava เก็บความทรงจำอัตโนมัติ
        สมัยนี้เรียกได้ว่ามีผู้ผลิตกล้อง Action Camera ออกมากันอย่างมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละตัวก็มีความสามารถแตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่ก็จะมีความสามารถใกล้เคียงกันแทบทั้งหมด แต่ กราวา (Graava) ตัวนี้มาแปลกมาก ๆ เพราะได้มีความสามารถสุดเจ๋งที่บอกเลยว่ากล้อง Action Camera ตัวอื่น ๆ ไม่มีอย่างแน่นอน !!

          คุณเคยไหม ที่บางทีก็อยากให้มีอุปกรณ์ที่จับภาพช่วงเวลาดีๆของเราที่เราตื่นเต้นหรือ ว่าประทับใจจนหัวใจเต้นแรง จะได้มีความทรงจำดีๆที่เอากลับมาดูย้อนหลังได้ ล่าสุดตอนนี้มีกล้องอัจฉริยะที่สามารถทำแบบนี้ได้จริงๆแล้ว ชื่อว่า "กราวา (Graava)"

          "กราวา (Graava)" มีการใช้งานเซนเซอร์อัจฉริยะที่มีหลักการทำงานเดียวกันกับสมอง เพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์ไหนที่คุณน่าจะอยากจดจำ  ซึ่งเจ้า กราวา (Graava) ตัวนี้มี app ที่จะช่วยคุณตัดต่อภาพวิดีโออัตโนมัติให้กับคุณในระยะเวลาที่คุณกำหนดได้ อย่างง่ายดาย ทำให้คุณสามารถนำวิดีโอนั้น ๆ แชร์ลง Social Media ได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่มี ไวไฟพกพา(Pocket WiFi) อยู่ใกล้ตัว

              การตัดต่อวิดีโอของ กราวา (Graava) ตัวนี้นั้นจะทำการตรวจจับช่วงที่เกิดสิ่งต่าง ๆ ที่มากระตุ้นให้สมองของเราสามารถจดจำช่วงเวลานั้น ๆ ได้เช่น ภาพ เสียง และอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน frame ที่จะถูกตัดต่อออกมา จะมีการเช็คเรื่องสิ่งที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าจอ หรือการเปลี่ยนทิศทางกระทันหัน รวมไปถึงการเช็คเสียงที่เข้ามา และสุดท้ายคือการเช็ค heart rate mornitor ในเวลาที่เรากำลังตื่นเต้นหรือตกใจกับเหตการณ์ที่เจอในขณะนั้นให้อยู่ในส่วน สำคัญที่จะไม่ถูกตัดออกไป

          หัวหน้านักออกแบบ แมกซ์ เบอร์ตัน ซึ่งเป็นผู้พัฒนา "กราวา (Graava)" บอกว่าเป้าหมายของการสร้างอุปกรณ์ชิ้นนี้คือการใช้งานง่ายๆได้สะดวก พกพาติดตัวได้ทุกวันของชีวิต ด้วยการทำงานเชื่อมต่อบลูทูธ(Bluetooth) ไวไฟ(WiFi) จีพีเอส (GPS) เซนเซอร์น้ำหนักเบา มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดความเร่ง และเครื่องอัดเสียง ผู้ใช้สามารถสั่งการ กราวา (Graava) ได้ผ่านไอโฟน(iPhone) และกราวา (Graava)ก็ต้องทำงานเชื่อมต่ออัตโนมัติเข้ากับ Apple Watch ของคุณเพื่อวัดระดับการเต้นของหัวใจด้วย

          ในการเก็บภาพระบบจะเลือกเก็บในช่วงที่มีเสียงดัง ภาพเกิดความเคลื่อนไหวรวดเร็ว หรือหัวใจเต้นแรงจากความตกใจ เมื่อคุณใช้งานกล้องเสร็จแล้ว คุณสามารถเข้าไปสั่งการในไอโฟนได้ว่าจะให้กล้องตัดต่อไฮไลต์ในวิดีโอเป็น ระยะเวลานานเท่าไร แต่แม้จะตัดต่อไปแล้ว ไฟล์เต็มก็จะยังอยู่เผื่อให้คุณกลับมาดูทั้งหมดได้ หลังจากเสร็จสิ้นจากการตัดต่อก็สามารถแชร์ภาพมันส์ ๆ และภาพวิดีโอแห่งความทรงจำดี ๆ ผ่านอุปกรณ์ไวไฟได้ ไม่ว่าจะเป็นไวไฟพกพา (Pocket WiFi) เป็นต้น

          กราวา (Graava)ตอนนี้วางขายแล้วในราคา 250 และ 400 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยรูปร่างที่เล็กกระทัดรัด ทำให้เราสามารถติดมันไปได้ทุกที่ ซึ่งเจ้าตัวนี้มีขนาดกว้าง 44 mm ยาว 65 mm และสูงเพียง 20 mm จึงมั่นใจได้ว่ามันจะไม่เกะกะเวลาเราทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแน่นอนเพื่อให้พกพาติดตัวผู้ใช้งานได้ทุกวัน กล้องนี้จึงมีน้ำหนักเบามากๆ

Cr.Now26TV

กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ



กล้อง Snap ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ

ดีไซน์เรียบง่ายสไตล์มินิมอลของกล้อง Polaroid Snap มีจุดเด่นอยู่ที่การนำองค์ประกอบการออกแบบของกล้องโพลารอยด์ในตำนาน อาทิ Polaroid Color Spectrum อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มารวมเข้าไว้ในการออกแบบกล้องรุ่นใหม่นี้ ซึ่งต้องยกให้กับความทุ่มเท ตลอดจนความรู้ลึกและความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของบริษัทออกแบบชื่อดัง Ammunition ผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องพิมพ์ภาพสำเร็จรูป Polaroid Zip และกล้องจิ๋ว แต่แจ๋วเหมาะกับไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งอย่าง Polaroid Cube และ Polaroid Cube+

โดย ในการออกแบบ Polaroid Snap นั้น บริษัท Ammunition ได้สร้างความรู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างกล้องโพลารอยด์รุ่นคลาสสิกกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโพลารอยด์ ทั้งนี้ Ammunition คือสตูดิโอผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับแบรนด์ต่างๆ อาทิ Adobe, Beats by Dre, Square, Lyft, Obi Worldphone และ Williams-Sonoma นำทีมโดยนักออกแบบ โรเบิร์ต บรุนเนอร์ ที่ตระเวนกวาดรางวัลจากเวทีต่างๆมาแล้วมากมาย

การแบ่งปัน การถ่ายภาพสำเร็จรูป และแนวคิดที่ว่า "ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ" (one snap, one print) เป็นกรอบความคิดรวบยอดที่โพลารอยด์ได้พัฒนาขึ้นเมื่อกว่า 75 ปีก่อน และได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่ผูกติดกับแบรนด์อย่างแยกไม่ออก Polaroid Snap ได้พลิกแพลงความทันสมัยลงไปในกล้องโพลารอยด์แบบคลาสสิก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยสไตล์มินิมอล ในราคาไม่ต่างจากกล้องถ่ายภาพสำเร็จรูปแบบแอนะล็อก

สกอตต์ ดับเบิลยู ฮาร์ดี ประธานและซีอีโอของโพลารอยด์ กล่าว "ความสัมพันธ์ของเรากับ Ammunition ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์แปลกใหม่ แต่ยังคงดีเอ็นเอของแบรนด์โพลารอยด์ไว้ เรารอคอยที่จะได้ร่วมงานกับ Ammunition ต่อไป เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงง่ายออกสู่ตลาด ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งปันชีวิตของพวกเขาร่วมกับบุคคลอันเป็นที่ รัก"

Polaroid Snap เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิทัลสำเร็จรูป ความละเอียดระดับ 10 ล้านพิกเซล ด้วยการผนวกรวมเครื่องพิมพ์ที่ใช้เทคโนโลยี ZINK(R) Zero Ink Printing ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ภาพสีแบบฟูลคัลเลอร์ ขนาด 2x3 นิ้วได้โดยอัตโนมัติหลังจากที่กดชัตเตอร์ และด้วยความสามารถในการพิมพ์ภาพอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้จึงถ่ายภาพใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะที่ Polaroid Snap กำลังพิมพ์ภาพ

นอกจากนี้ กล้องยังมีช่องใส่การ์ดความจำ Micro SD ที่มีความจุถึง 32GB เพื่อเก็บบันทึก โอนย้าย หรืออัพโหลดภาพลงบนคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วยแต่เสียด้ายที่ไม่มีเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตโดยตรงเหมือน กล้อง IP Camera ทั่วๆ ไป  อย่างไรก็ตาม Polaroid Snap ก็มีดีไซน์สวยสะอาดตาในสไตล์มินิมอล พร้อมนำเสนอฟีเจอร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง อาทิ โหมดการถ่ายรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพสี ขาวดำ และแนววินเทจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายโพลารอยด์

นอกจากนี้ยัง มีโหมดโฟโต้บูธ(photo booth) ที่สามารถถ่ายภาพด่วน 6 ช็อตภายใน 10 วินาที มีฟีเจอร์  (สามารถตั้งค่าให้รูปออกมามีกรอบหรือไม่มีกรอบแบบรูปโพลารอยด์คลาสสิคก็ได้) และตัวเลือกการพิมพ์ภาพซึ่งจะใส่ฟอร์แมต Polaroid Classic Border Logo ลงไปในภาพหรือไม่ก็ได้ ฟีเจอร์เหล่านี้เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภาพเพื่อเตรียมพิมพ์ได้อย่าง ง่ายดาย แม้กระทั่งก่อนถ่าย ฟีเจอร์เด็ดๆยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยผู้ใช้ยังสามารถหยิบกล้องมาถ่ายเซลฟีสวยๆได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ตั้งเวลาถ่ายภาพ

กล้องดิจิทัลสำเร็จรูป Polaroid Snap ใช้เทคโนโลยี Zero Ink(R) Printing ที่ปฏิวัติวงการด้วยการพิมพ์โดยไม่ใช้หมึก ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย ZINK ส่วนประกอบสำคัญของระบบไร้หมึกนี้คือ ZINK Paper(R) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว โดยกระดาษพิมพ์ดังกล่าวเป็นวัสดุเชิงประกอบขั้นสูง ฝังผลึกย้อมสีและเคลือบปกป้องผิวด้วยโพลิเมอร์ ซึ่งใช้ความร้อนในการกระตุ้นผลึกให้ออกสี ผลที่ได้คือภาพถ่ายที่มีสีสันครบถ้วน คุณภาพสูง คงอยู่ได้นาน และไม่เลอะเป็นรอย โดยไม่ต้องใช้ตลับหมึก ผ้าหมึก หรือโทนเนอร์

สำหรับ การพิมพ์ภาพนั้นใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที ผู้ใช้กล้องจึงสามารถแบ่งปันรูปภาพได้ทันที กระดาษพิมพ์รูปที่มีสี crytal color ฝังอยู่ในนั้น ซึ่งมีสี cyan yellow และ  magenta  นอกจากนี้ ภาพที่ได้ยังสามารถใช้เป็นสติ๊กเกอร์ได้ด้วย เนื่องจากด้านหลังของ ZINK Paper(R) เป็นแถบกาว

Cr.RTY9

2 ต.ค. 2558

นวัตกรรมการรักษาฟัน


นวัตกรรมทันตกรรม
Photo : Center for Health Reporting
 

กล่าวกันว่ากันว่าประเทศที่กำลังพัฒนานั้น เขาวัดทางความเจริญจะมากน้อยแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้คือ ความก้าวหน้าด้านทันตกรรม และสุขภาพ น่าสนใจว่าการพัฒนาวิธีการรักษาโรคทางทันตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการพัฒนา และวิจัยอย่างต่อเนื่อง

แต่ละยุคสมัยยังคงมีนวัตกรรมการรักษาที่ทัน สมัย และเข้ามามีบทบาทเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการวินิจฉัยโรคและช่วยเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย

สำหรับประเทศไทย ความก้าวหน้าทางด้านทันตกรรมของเรามาถึงจุดไหน พูดคุยกับ ทันตแพทย์ วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์หัวหน้าศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลพญาไท 3 ซึ่งเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นวัตกรรมในวงการทันตกรรมไทยเวลานี้ว่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทางทันตกรรมในประเทศ เองมากนัก จึงมีการนำนวัตกรรมด้านทันตกรรม จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นระยะๆ

ที่สำคัญบริษัทผู้ผลิต จากต่างชาติก็ให้ความสนใจ ในการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ มาให้ทันตแพทย์ไทยได้ทดลองและศึกษาเปรียบเทียบ จึงมองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับทันตแพทย์ที่จะได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการรักษา

“ นวัตกรรมทางทันตกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยโรคและการวางแผนการ รักษาให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากเพราะว่าการมีเครื่องมือในการรักษาที่ทัน สมัยสามารถช่วยให้การรักษารวดเร็วแม่นยำและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น”

โดย ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยเพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ประชุมทันตแพทย์โลก(FDIBangkok2015) เมื่อเร็วๆนี้ โดยหัวข้อในการจัดงานคือ “ทันตกรรมแห่งศตวรรษที่21” เป็นการนำนวัตกรรมทางทันตกรรมจากต่างประเทศอาทิ สหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ มาร่วมเปิดตัวในงาน ซึ่งทันตแพทย์วีรวัฒน์ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่เป็นไฮไลต์ๆหลัก ได้แก่

1.ระบบ CBCT (cone beamcomputerized tomography)  มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่อง CT Scan ที่ใช้ทั่วไปในวงการแพทย์ ซึ่งการนำมาใช้ในงานทันตกรรม จะช่วยทำให้เห็นภาพเอกซเรย์ฟันเป็นรูปแบบสามมิติ สามารถตรวจรอยร้าวของฟัน ตำแหน่งของรูเปิดรากฟัน ตำแหน่งของรอยโรคต่างๆในกระดูกขากรรไกร นับว่ามีประโยชน์กับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็งในช่องปาก หรือถุงน้ำในขากรรไกร

นับว่าเป็นระบบที่เพิ่มความแม่นยำในการ วินิจฉัยโรครวมถึงช่วยในการวางแผนการรักษาได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเครื่องมือดังกล่าวคือใช้รังสีน้อยกว่าระบบการ เอ็กซ์เรย์แบบเดิมที่เป็นสองมิติสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายกับผู้ ป่วยได้

2.ระบบ CAD –CAM SYSTEM (computer - aided design and computer - aidedmanufacturing) เป็นระบบที่ใช้ในการออกแบบฟันผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยจะช่วยลดขั้นตอนหลังจากการกรอฟัน จากเดิมที่ต้องพิมพ์ปาก เทปูนสร้างแบบฟันและส่งให้ห้องแล็บ ซึ่งใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3-7 วัน เมื่อมีระบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาของขั้นตอนดังกล่าว

ทันตแพทย์สามารถ สแกนแบบฟันของผู้ป่วยแล้วส่งข้อมูลไปยังห้องแล็บเพื่อสร้างแบบฟันได้เลย ถือว่าช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการสร้างพิมพ์ปาก รวมถึงโอกาสในการทำแบบฟันผิดพลาดก็จะน้อยลงด้วย โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยประหยัดเวลา การรักษามีความแม่นยำ และลดการแพร่กระจายเชื้อโรค

3. ไมโครสโคป (Microscope) หรือ กล้องจุลทรรศน์ อาจเรียกว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ใหม่ในวงการแพทย์เสียทีเดียว เพราะมีการใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับโรคตา-หู มาก่อน แต่สำหรับวงการทันตกรรมนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมที่ทันตแพทย์มักใช้ไฟฉายและกระจกเล็กๆ ส่องเพื่อหาจุดเกิดโรคในช่องปาก การนำอุปกรณ์ ไมโครสโคป (Microscope) นี้มาใช้ในการรักษาจึงเป็นประโยชน์ในการช่วยมองเห็นรายละเอียดของจุดเกิดโรคในช่องปากได้ชัดเจนขึ้น

ทันต แพทย์วีรวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า วิวัฒนาการของเครื่องมือทางทันตกรรมในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมความก้าวหน้าของวงการทันตกรรมโลก และ วงการทันตกรรมไทยเองก็พยายามที่จะเดินตามนวัตกรรมต่างๆนี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ เราอาจได้เห็นในโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล หรือคลีนิคเอกชนก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องลุ้นกันว่า จะสามารถนำเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าว มาใช้ได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้เมื่อไร

Cr.ประชาติธุรกิจ

ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด


ซุปเปอร์ฮีโร่ กล้องวงจรปิด
ในยุคที่สังคมไทย โดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือตัวเมืองของแต่ละจังหวัด ฝากแขวนชีวิตไว้กับความสุ่มเสี่ยง จากน้ำมือคนที่คิดไม่ดี  ขโมยขโจรต่าง ๆ นาๆ ที่ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์และทรัพย์สินผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริต ...ถ้าเป็นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ อยากได้ชีวิตที่อุ่นใจ คงต้องหันไปพึ่ง “แบทแมน” “ซุปเปอร์แมน” ไม่ก็ “สไปเดอร์แมน” แต่ในชีวิตจริง พระเอกตัวจริงของโลกยุคนี้ คงต้องหันไปพึ่ง กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)!!!

เพราะ ด้วยมันเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง สามารถไขคดี ตามสะกดรอย และตามจับโจรหรือคนไม่ดีทั้งหลาย มาลงโทษตามกฎหมายมานักต่อนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ทั่ว กทม. มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆรวมทั้งสิ้นมากกว่า 1 ล้านเครื่อง (ทั้งที่ใช้ได้ และใช้ไม่ได้) หรือแม้นแต่ตามต่่างจังหวัดที่เขาพอมีงบหน่อยก็จะลงทุนติดตั้งกล้องวงจรปิด กัน เป็นหูเป็นตาแทนเรา ๆ ที่นี้มาลองดูครับว่า กล้องที่ทำหน้าที่เป็นซุปเปอร์ฮีโรของเรา เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

หลัก การทำงานของ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) อาศัยวิธีส่ง สัญญาณภาพ ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง เช่น เครื่องบันทึกภาพ หรือจอภาพของคอมพิวเตอร์ โดยจะทำการ จับภาพไปยังพื้นที่เฉพาะจุด เท่านั้น ซึ่งต่างจากระบบการกระจายสัญญาณภาพของโทรทัศน์ ที่ใช้หลักการกระจายภาพทางอากาศผ่านไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสัญญาณภาพสามารถกระจายไปถึงทุกวันนี้กล้องวงจรปิดจึงเปรียบเสมือน กล่องดวงใจ ของแหล่งธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย หรือที่ใดก็ตามที่คาดว่าจะมีโจร...

ก่อน หน้านี้แหล่งข่าวระดับสูงของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)รายหนึ่งออกมาเปิดเผย โดยคาดว่า ในปี 2558 นี้ อัตราเติบโตหรือยอดขายกล้องวงจรปิดทั่วประเทศ จะเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโตปกติเฉลี่ยปีละ 10-15% เพิ่มขึ้นมาเป็น 20% หรือคิดเป็นมูลค่าทางการตลาด อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท

ปัจจัย หลักที่ทำให้กกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)กลายเป็นสินค้าเนื้อหอม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกรณีเหตุลอบวางระเบิดที่ย่านราชประสงค์ กับกรณีปัญหาความไม่สงบที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการขยายตัวของบางธุรกิจ ที่ต้องพึ่งกล้องวงจรปิด

อย่างไรก็ ตาม ทุกวันนี้มีกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)มากมายหลายประเภท หลายคนที่กำลังมองหาอุปกรณ์ชนิดนี้มาเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ชีวิต อาจสับสน จนเลือกไม่ถูกว่าควรเลือกใช้แบบใด จึงจะเหมาะแก่ตัวเองที่สุด

เพื่อ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังศึกษาและหาอุปกรณ์ชนิดนี้ไปติดตั้ง ขออนุญาตนำข้อมูลจาก เชียงใหม่อินเตอร์เทค แอนด์ ซีเคียวริตี้ แหล่งจำหน่ายกล้องวงจรปิด (CCTV Camera)และระบบกันขโมยชั้นนำ และ Dahua Total Security จาก Dahua Solution Tecnology Product ซึ่งเผยแพร่ไว้ในอินเตอร์เน็ตมาให้ความรู้

สิ่งแรกที่ควรคำนึง ก็คือ กล้องวงจรปิด (CCTV Camera)ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของระบบ CCTV เพราะถ้าตัวกล้องไม่สามารถจับภาพได้หรือจับได้แต่ไม่ชัด...ก็แทบจะถือได้ว่า ระบบ CCTV ที่มีอยู่นั้น ไร้ประสิทธิภาพ เพราะต่อให้คุณมีระบบบันทึกภาพ (DVR) ดีเลิศแค่ไหน ก็ไม่ช่วยอะไร

โดยทั่วไปกล้องวงจรปิดที่ได้รับความนิยม แบ่งออกเป็น 4-5 ประเภทด้วยกัน

1.กล้อง มาตรฐาน (Standard Camera) ส่วนใหญ่มักเป็นรูปทรงกระบอกนิยมใช้ติดตั้งภายในอาคาร กล้องชนิดนี้เหมาะใช้กับในพื้นที่ซึ่งมีแสงสว่างตลอดเวลา จุดเด่นของกล้องชนิดนี้อยู่ที่ สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ (ราคากล้องจึงไม่ได้รวมราคาเลนส์เข้าไปด้วย) และบางรุ่นอาจมีไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงในตัว

2. กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบอินฟราเรด (Infarred Camera) จุดเด่นอยู่ที่สามารถจับภาพในที่มืดสนิทได้ ตัวกล้องทำจากวัสดุทนทาน กันน้ำได้ จึงสามารถนำไปติดภายนอกอาคารได้ แต่การเลือกกล้องชนิดนี้ควรเลือกตามระยะของอินฟราเรด เช่น กล้องที่มีระยะอินฟราเรด 10 เมตร 20 เมตร หรือระยะอื่นๆตามความจำเป็นที่ต้องใช้

3.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบโดม (Dome Camera) เป็นกล้องที่มีรูปลักษณ์ครึ่งวงกลมคล้ายโดม กล้องชนิดนี้เหมาะกับพื้นที่ซึ่งต้องการความสวยงาม เพราะติดตั้งแล้วดูเรียบร้อยไม่สะดุดตา จุดเด่นนอกจากอยู่ที่ตัวกล้องสามารถป้องกันการโยนผ้าปิดหน้ากล้องได้ ยังสามารถหมุนปรับมุมกล้องได้รอบตัว หรือ 360 องศา

กล้องโดมเหมาะใช้ ติดตั้งภายในห้องโถง หรือตามออฟฟิศต่างๆ แบ่งเป็นแบบกล้องโดมธรรมดาและกล้องโดมแบบอินฟราเรด โดยกล้องโดมธรรมดาจะมีโหมด D/N สำหรับสลับดูภาพในตอนกลางวัน เป็นภาพสี และตอนกลางคืนเป็นภาพขาวดำ ส่วนกล้องโดมแบบมีอินฟราเรดในตัว สามารถมองเห็นในที่มืดสนิทได้ โดยมีระยะการมองผ่านทั่วไป อยู่ที่ประมาณ 15-20 เมตร

4.กล้องวงจรปิด (CCTV Camera) แบบสปีดโดม (Speed Dome Camera) เป็นกล้องที่สามารถหมุนรอบตัวเองได้ ก้มเงยได้ ซูมขยายภาพได้ มีทั้งชนิดที่เป็นแบบติดภายนอกอาคาร และติดตั้งภายในอาคาร ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดชนิดนี้เพื่อตรวจตราบริเวณโดยรอบของพื้นที่ การสั่งการหรือควบคุมกล้องวงจรปิดประเภทนี้ ต้องสั่งโดยเครื่องบันทึกหรือสั่งจากคีย์บอร์ดควบคุม

ในอนาคตกล้อง ระบบไอพี IP (กล้อง IP Camera) น่าจะเข้าแทนที่ระบบเดิมทั้ง 4 แบบ ซึ่งบางประเภทยังเป็นระบบอนาล็อกที่ใช้สายสัญญาณทั่วไป เพราะด้วย IP มีความสามารถสูงในการส่งสัญญาณภาพออกมาได้คมชัดมากกว่า

กล้องวงจร ปิด (CCTV Camera) แบบไอพี หรือ กล้อง IP Camera นั้นเอง กล้องชนิดนี้ได้รวมเอา Network Card ไว้ในตัวกล้องเป็น Web Server ในตัว มีทั้งแบบ ใช้สาย (wired) และไร้สาย (wireless) เป็นกล้องดิจิตอลที่สามารถควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือหรือ สมาร์ทโฟนได้โดยตรง สามารถทำการบันทึกที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ที่ต่ออยู่ในวง LAN หรือ WAN หรือบันทึกลงที่ Network Video Recorder (NVR) ได้เช่นเดียวกัน

อีกประเภทหนึ่งที่กำลังจะมาแรง คือ กล้องจิ๋ว หรือ กล้องซ่อนตัวได้ (Hidden Camera) จุดประสงค์หลักเพื่อใช้ซ่อน เพื่อไม่ให้มองเห็นว่ามีกล้องติดตั้งอยู่จุดใดบ้าง บางครั้งจึงเรียกว่า “กล้องรูเข็ม หรือ  กล้องจิ๋ว” ส่วนใหญ่ที่มีขายตามท้องตลาด ความละเอียดภาพไม่ค่อยสูงนัก รูปแบบโครงสร้างแตกต่างกันไป เช่น Minicam กล้องปากกา กล้องพวงกุญแจ กล้องนาฬิกาข้อมือ กล้องวีดีโอจิ๋ว ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ บนโต๊ะ ในรถยนต์ ในสำนักงาน หรือในอุปกรณ์ดับไฟไหม้ (Smoke Detector) เป็นต้น

จริงอยู่ในโลกนี้ไม่มีอะไรหวังผลได้เต็มร้อย แต่อย่างน้อยถ้าหลายพื้นที่พร้อมใจกันติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็ไม่ต่างกับสังคมไทยมี “ตาวิเศษ” ไว้ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องทุกหย่อมหญ้ามากขึ้นไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ธนาคาร สถานที่ราชการ สนามบิน โรงงาน โรงแรม ที่พักอาศัย.

Cr.ไทยรัฐ

ออมเงินออมธรรม

 
ออมเงินออมธรรม
ออมเงินออมธรรม
แบงก์สีชมพู ธนาคารออมสิน ทำเก๋ เปิดตัว "เงินฝากเผื่อเรียก ออมเงิน ออมธรรม" ผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภทใหม่ ส่งเสริมการออมเงินของธนาคารออมสิน และออกผลิตภัณฑ์เงินฝากเผื่อเรียก “ออมเงินออมธรรม” ที่ไม่มีธนาคารใดทำมาก่อน 

"ชาติชาย พยุหนาวีชัย" ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน บอกว่า ออกเงินฝากประเภทนี้เพราะต้องการส่งเสริมให้คนไทยมีจริยธรรม มีธรรมะ มีศีลธรรมอันดี เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตประจำวัน แถมได้ออมเงินด้วย 
 
แนวคิดนี้ธนาคารต้องการส่งเสริมให้คนไทยมีศีลมีธรรม และสืบทอดเจตนารมณ์โครงการปณิธานความดี ปีมหามงคล ผู้เปิดบัญชีต้องมีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ฝากได้ 1 คนต่อ 1 บัญชี ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปีสูงกว่าปกติเท่าตัว ต้องฝากเงินขั้นต่ำ 100 บาท ฝากเพิ่มได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 100 บาท มีเงื่อนไขพิเศษที่ผู้ฝากต้องลงนามคำปฏิญาณ ในเอกสารเปิดบัญชี...ตอกย้ำให้ตั้งใจเป็นคนดี มีคุณธรรมตั้งแต่เยาวชนเลยทีเดียว

 “จะเป็นคนดี มีวินัย ห่างไกลอบายมุข รู้จักใช้เงินอย่างมีเหตุผล”

ส่วนเงื่อนไขการเปิดบัญชีก็ง่าย ๆ คือให้บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ฝากเงิน 1 คนต่อ 1 บัญชี โดยจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1% ต่อปี ที่พิเศษคือจะคำนวณอัตราดอกเบี้ยให้เป็นรายวัน และรับดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือทุกวันที่ 30 มิ.ย.และ 31 ธ.ค.ของปี หรือเมื่อปิดบัญชี แต่ต้องฝากขั้นต่ำ 100 บาท จากนั้นฝากเพิ่มได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 100 บาท ส่วนการถอนจะทำกี่ครั้งก็ได้ ไม่จำกัดวงเงิน

ส่วนผู้ฝากเงินที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ยังสามารถเปิดใช้บัตร "ออมสิน วีซ่า เดบิต สแตนท์" ควบคู่ไปกับการเปิดบัญชีเงินฝากชุดนี้ด้วย

พิเศษอีกอย่างคือ หน้าปกสมุดเงินฝากชุดนี้และบนบัตรวีซ่า เดบิตฯ จะมีภาพวาดฝีมือของ "เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" ศิลปินแห่งชาติ พร้อมคำสอนบนปกสมุดด้านนอกและด้านในโดย "พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี" ซึ่งวันเปิดตัวเมื่อ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารได้นมัสการ "พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี" มาร่วมสนทนาธรรมหัวข้อ "สั่งสมบุญ นำสุขมาให้" ร่วมกับ "อาจารย์เฉลิมชัย" ณ หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ

ส่วนผู้สนใจบัญชีเงินฝากชุดนี้สามารถพาเปิดบัญชีได้ทุกสาขานับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป









1 ต.ค. 2558

มิตร มิตรชัย หาที่พึ่ง


มิตร มิตรชัย หาที่พึ่ง
มิตร มิตรชัย หาที่พึ่ง

มิตร มิตรชัย หรือนายคีรีรัก สมณะบารมี น้องชายไชยา และแอน มิตรชัย 2 ศิลปินคนดัง พร้อมนางวงเดือน สมบูรณ์ (ภาพเล็ก) เข้าปรึกษา ตำรวจกองปราบฯ หลังถูกข่มขู่จากนายตำรวจเซ็นรับหนี้ 35 ล้านบาท เหตุพัวพันสาวใหญ่คนสนิทคู่กรณี อ้างเอาเงินไปให้ใช้ รวมกับรถตู้ที่พี่สาวแอน มิตรชัย เพิ่งถูกตำรวจตรวจยึดเมื่อไม่นานด้วย.


ผกก.สกพ. แจ้งความกลับ พระเอกลิเกดัง ข้อหาหมิ่นประมาท ยืนยันไม่ได้ข่มขู่ให้เซ็นต์รับสภาพหนี้ตามที่เป็นข่าว

พ.ต.อ.ปจภณ รอดโพธิ์ทอง ผกก.ฝ่ายสวัสดิการบ้านพัก สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าแจ้งความกับกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายคีรีรัก สมณะบารมี หรือ มิตร มิตรชัย พระเอกลิเกชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

จากกรณีที่ มิตร มิตรชัย ได้เข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม โดยระบุชื่อว่า พ.ต.อ.ปจภณ ข่มขู่ให้เซ็นยอมรับสภาพหนี้ 35 ล้านบาท ทั้งที่ไม่เป็นความจริง

โดย พ.ต.อ.ปจภณ กล่าวว่า มิตร มิตรชัย ได้คบหาดูใจกับสาวใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งมีความสนิทสนมกับภรรยาของตนที่ได้มีการทำธุรกิจร่วมกันมาประมาณ 10 ปี จากนั้น นายมิตร ประสานผ่านสาวใหญ่ให้ติดต่อชักชวนภรรยาของตนทำธุรกิจรายการโทรทัศน์ เป็นโปรเจกต์ลิเกออนทีวีชื่อรายการ "มิตรชัย โชว์" และให้ไปหาเงินระดมทุนกว่า 35 ล้านบาท เพื่อมาใช้ในการทำรายการ ตนเองเห็นว่า นายมิตร มิตรชัย อ้างชื่อของ ไชยา มิตรชัย และ แอน มิตรชัย มาร่วมแสดงด้วย

และ นายมิตร อ้างว่า จะสร้างครอบครัวกับแฟนสาวที่สนิทสนมกับทางครอบครัว จึงเกิดความเชื่อใจนำเงินส่วนตัว 3 ล้านไปร่วมลงทุนและใช้เครดิตไปกู้ยืม นายทุนอื่นมาให้รวมแล้วกว่า 35 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ารายการที่ นายมิตร กล่าวอ้างว่าจะออกอากาศ วันที่ 1 ก.พ. 59 ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรที่เป็นรูปธรรม จึงพยายามติดต่อพูดคุยขอเงินคืนเพื่อจะนำไปใช้หนี้ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้

จากนั้นเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ฝ่ายของ นายมิตร พูดคุยเรื่องหนี้สินที่ร้านอาหารย่านวิภาวดี ซึ่งตนเองและเจ้าหนี้คนหนึ่งได้ไปพูดคุย

ขณะที่ฝ่ายของ มิตร มิตรชัย มากัน 7 คน ระหว่างการพูดคุย ได้มีการนำเอกสาร มาแสดงให้ดูจนฝ่ายผู้ใหญ่ของมิตรที่เป็นข้าราชการเห็นว่าฝ่าย ผกก. ถูกโกง ซึ่งการเจรจา มีขึ้น 2 วัน จึงเกลี้ยกล่อมให้ มิตร มิตรชัย เซ็นรับสภาพหนี้ 35 ล้านบาท ต่อหน้า พยานทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้มีการข่มขู่

แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด นายมิตร มิตรชัย กลับมาแจ้งความที่กองปราบปราม และปรากฏเป็นข่าวว่าถูกบังคับข่มขู่ให้ยอมรับสภาพหนี้ ตนจึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดี เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีตนเอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

Cr.ไทยรัฐ,Sanook ,Synergy | Facebook ,เล่าสู่กันฟัง ,e-news ,

ซิงเกิล เกตเวย์ โดดใจชาวเน็ต


ซิงเกิล เกตเวย์ โดดใจชาวเน็ต
ซิงเกิล เกตเวย์ โดดใจชาวเน็ต

ชาวเน็ตนัดรวมตัวต่อต้าน ซิงเกิล เกตเวย์ เตรียมถล่มเว็บไซต์กระทรวงไอซีที ล่าสุดยังไม่ถึงเวลานัด เว็บชิงล่ม ไม่ทราบสาเหตุ

กระแสต่อต้านโครงการ 'ซิงเกิล เกตเวย์' ในโลกออนไลน์ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อวานนี้ (29 ก.ย.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ระบุว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าดำเนินโครงการ ซิงเกิล เกตเวย์ ต่อไป แม้ว่าจะมีชาวเน็ตบางส่วนและบุคคลในวงการไอทีออกมาคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า หากผู้คัดค้านยังไม่เข้าใจ ก็ขอให้ลองศึกษารูปแบบและรับฟังความคิดเห็นเสียก่อน

ด้านกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้มีการส่งต่อข้อความ ระบุว่า คืนนี้ (30 ก.ย.) เวลา 22.00 น. ชาวเน็ตจะร่วมแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ โดยการถล่มเว็บไซต์ของรัฐบาล ด้วยวิธีการ DdoS ซึ่งมีเป้าหมายแรกที่เว็บไซต์ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ไอซีที เพื่อจำลองสถานการณ์ให้เห็นว่า หากประเทศไทยใช้ระบบ ซิงเกิล เกตเวย์ จะส่งผลกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างไรบ้าง

สำหรับการโจมตีแบบ DDoS จะมีรูปแบบการโจมตี 2 ลักษณะที่มักพบเห็นทั่วไป ได้แก่

1.การกินแบนด์วิธ แต่ละองค์กรจะมีแบนด์วิธที่ใช้ต่ออินเทอร์เน็ตเหมือนซอยเข้าบ้าน คนที่ไม่หวังดีก็จะเข้ามาใช้เครื่องมือกั้นแบนด์วิธทำให้แบนด์วิธเต็ม เหมือนจอดรอดขวางเต็มซอย หรือ ถ้าใช้คนเข้ามาเรียกดู (Request) แบบที่ชาวเน็ตไทยทำกับเว็บไซต์ภาครัฐอยู่ตอนนี้ ก็จะต้องใช้คนจำนวนมหาศาลมากๆ แต่ส่วนตัวจากประสบการณ์ที่พบ จะเป็นการนำเครื่องมือมาช่วยยิงเว็บให้ร่วงมากกว่า 

2.การทำให้คอนเนคชั่นเต็ม ผู้ไม่หวังดี เขามาในระบบค่อยๆ สร้างคอนเนคชั่นไปเรื่อยๆ เหมือนช่องจ่ายเงินทางด่วยมีรถจอดคาด่าน เต็มทุกช่องคนในองค์กรอาจจะไม่เห็นว่าเว็บล่ม แต่คนภายนอกเข้าเว็บไม่ได้แล้ว

การที่เว็บไซต์ภาครัฐร่วงเป็นว่าเล่นในคืนวันที่ 30 ก.ย.เป็นสัญญาณอีกด้าน ที่เมื่อมองในแง่ดี คือ สะท้อนถึงความอ่อนแอของหน่วยงานด้านไอทีภาครัฐ ความหละหลวมในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่กระทรวงไอซีทีกำลังผลักดันเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล คนยังไม่พร้อม ระบบไม่พร้อม เราจะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันเหล่านี้อย่างไร เพราะหากเป็นของจริง จะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และความเสียหายอาจขยายวงกว้างมากกว่านี้ แล้วรัฐบาลจะแก้ไขจัดการ รวมทั้งป้องกันเรื่องนี้อย่างไร อยากให้ผู้ที่รับผิดคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ Single Gateway คือ ลาว จีน เกาหลีเหนือ และประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่ภาครัฐสามารถควบคุมดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนได้ สะดวก โดยเฉพาะจีนที่รัฐบาล ควบคุมไม่ให้ประชาชนในประเทศเล่นสื่อโซเชียลอย่าง Facebook รวมถึงการห้ามใช้ Google นั่นเอง

ข้อดี หลังการติดตั้ง Single Gateway

            - รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนในประเทศ ทำให้สามารถคัดกรองข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้ รวมถึงป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

            - ส่งเสริมความมั่นคงในประเทศชาติ ยากต่อการก่อการร้าย เพราะรัฐบาลจะรู้ก่อน

            - ควบคุมข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลจากต่างประเทศเข้ามาทางอินเทอร์เน็ต

ข้อเสีย หลังการติดตั้ง Single Gateway

            - อินเตอร์เน็ตช้าลงแน่นอน เนื่องจากมี Gateway เดียว

            - หาก Gateway ล่มก็จะล่มกันหมดทั้งประเทศ เพราะจะไม่มี Gateway ตัวอื่นรองรับ

            - ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปถูกจำกัดการใช้เครือข่ายกับต่างประเทศมากขึ้น และต้องระวังการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน เช่น การถูกรัฐบาลบล็อก แบน แสกน การใช้งานอินเทอร์เน็ต

            - รัฐบาลสามารถปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่ประชาชนค้นหาได้อย่างรวดเร็วเต็ม ประสิทธิภาพ ด้วยป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ที่รัฐบาลไม่ต้องการ

            - มีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องสร้าง Gateway ที่มีขนาดใหญ่รองรับปริมาณการใช้งานทั้งประเทศ และต้องใหญ่พอที่จะรองรับปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

            - บริษัทข้ามชาติลังเลที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากไม่มั่นใจด้านความมั่นคงและรู้สึกไม่ปลอดภัยในการให้บริการอิน เทอร์เน็ต กังวลถึงข้อมูลทางการค้าที่ถูกล้วงความลับได้ง่าย

            - ประเทศไทยขาดโอกาสการเป็นฮับทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน

Cr.ไทยรัฐ,Kapook