แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงพยาบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงพยาบาล แสดงบทความทั้งหมด

10 ม.ค. 2561

เครื่องตรวจจับโลหะ โรงพยาบาล ชลบุรี

เครื่องตรวจจับโลหะ โรงพยาบาล ชลบุรี


เครื่องตรวจจับโลหะ โรงพยาบาลชลบุรี


ความเลือดร้อนของคนเรานั้น มักเกิดให้เห็นค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ยิ่งมีโลกโซเชียลฯ ให้ระบายได้ทุกเรื่อง เราก็เลยได้เห็นคลิป หรือภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท เห็นความป่าเถื่อนชัดเจน อย่างกรณีเมื่อปี 59 ช่วงเดือน มิ.ย. คลิปที่ถูกพูดถึงทั่วโลกออนไลน์ วัยรุ่นยกพวกตีเละในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลชุมพร โชคดีที่ หมอ หรือ พยาบาล ไม่โดนลูกหลงไปด้วย ถ้าหากไม่โชคดี...มีใครถูกลูกหลง คนเจ็บก็จะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เผลอๆ คนที่เจ็บเพิ่ม อาจจะเป็นหมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ รวมถึงญาติคนไข้ เพราะพักหลังเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาล เกิดขึ้นให้เห็นบ่อย

ความปลอดภัยของหมอ พยาบาล
คลิปเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์ แล้วเป็นห่วงความปลอดภัยของหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ต้องเผชิญกับภาวะทางอารมณ์ต่างๆ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อารมณ์ของญาติแต่ละคนไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลชลบุรี โดย นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผอ.โรงพยาบาลชลบุรี มีแนวทางป้องกันเหตุด่วนเหตุร้ายในโรงพยาบาล จึงมีโครงการติดตั้งระบบความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าทีโรงพยาบาล อาทิ เช่น ประตูไฟฟ้า เครื่องตรวจจับโลหะ สแกนวัตถุโลหะตรวจอาวุธ เช่น มีด ปืนพก เป็นต้น แนวคิดนี้คุณหมอบอกว่า ตรงตามมาตรฐานหลักสากล การจัดแวดล้อมในห้องฉุกเฉินให้ปลอดภัย

โรงพยาบาลชลบุรี & เครื่องสแกนโลหะ
โรงพยาบาลชลบุรีมีเครื่องสแกนอาวุธ ก่อนเข้า ER (ห้องฉุกเฉิน) ประกอบไปด้วย เครื่องตรวจจับโลหะ อุปกรณ์สำหรับใช้งานด้านรักษาความปลอดภัยเหมาะสำหรับใช้ตรวจค้นโลหะหรืออาวุธพกพา เช่น มีด ปืนพก เป็นต้น ใช้สำหรับตรวจค้นตามสถานที่ต่างๆ เพื่อความปลอดภัย เช่น สนามบิน, ท่าเรือ, ศูนย์การค้า, ศูนย์แสดงสินค้าต่างๆ ฯลฯ เครื่องตรวจจับโลหะ มีปลอกหนังหุ้มสามารถใช้ยึดกับเข็มขัดพกพาสะดวก ใช้งานง่ายใส่ถ่าน 9V เปิดสวิตช์ตรวจจับโลหะได้ทันที สามารถตั้งการแจ้งเตือนได้ทั้งแบบสั่น และแบบสัญญาณเสียง ป้องกันการนำอาวุธเข้าห้องฉุกเฉิน เช่นเดียวกับสนามบิน

ห้องฉุกเฉินอุ่นใจ
นอกจากมีเครื่องตรวจจับโลหะ แล้วยังมี ประตูอัตโนมัติ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า จากคีย์การ์ด (Key Card) ไร้สายระยะไกล ป้องกันกันญาติและคู่อริวิ่งเข้ามาในห้องฉุกเฉิน และ ไม้กระดกกั้นประตู ยกอัตโนมัติ แบบเดียวกับทางด่วน กันคนไปยืนออหน้าประตู และบังคับให้เดินผ่านที่ตรวจอาวุธ ห้ามนำโลหะเข้ามา หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะก่ออันตราย แม้กระทั่งพฤติกรรมญาติบางราย ใช้เก้าอี้ในห้องฉุกเฉินทุ่มใส่หมอ พยาบาล ที่ใช้กันแพร์หลายใน สนามบิน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานทูต ศูนย์การค้า ศูนย์การแสดงสินค้า และการใช้งานในที่ต่าง ๆ ที่มีความต้องการความปลอดภัยสูง ซึ่งเรื่องนี้ช่วยให้หมอ พยาบาลที่ทำงานในห้องฉุกเฉินอุ่นใจมากขึ้น

ความปลอดภัย 24 ชม.
ผอ.โรงพยาบาลชลบุรีกล่าวเพิ่มเติมว่าทำแล้วต้องให้ครบวงจร มีรปภ. 24 ชม. ญาติจะเข้าได้เฉพาะคนที่ให้ข้อมูล ไม่มารุมมาตุ้มเหมือนที่เราเห็นภาพกันชินตา เมื่อตรวจอาวุธด้วยเครื่องตรวจจับโลหะแล้ว ถ้ารปภ.ไม่สแกนบาร์โค้ดด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ดที่ประตูอีกชั้น ก็ยังเข้าไปไม่ได้ ส่วนไม้กั้นจะเปิดเมื่อเวรเปลเข็นผู้ป่วยเข้ามา ระยะ 10 เมตร เครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติ สแกนบัตรที่เวรเปลใช้คล้องคออยู่ด้วยระบบไฟฟ้า จะเข้าไม่ได้ก็ต่อเมื่อบัตรหาย ลืมบัตร และมีห้องพักญาติ คลายความตึงเครียด ต้องมีระบบเรียกญาติด้วย 

โรงพยาบาล แห่ง ความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หนึ่งความคิดเห็นจาก พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา แนะนำว่า ห้องฉุกเฉินวันนี้ ไม่ใช่ที่ๆ ปลอดภัยสำหรับทุกคน จากเดิมเป็นที่รักษาคนไข้ฉุกเฉิน วันนี้บางที่เป็นที่พบความขัดแย้ง ระหว่างคู่อริบุกทำร้ายคนไข้ หรือญาติเมายา สุรา เตะหมอ แทงพยาบาล ข่มขู่ด้วยอาวุธ การมีมาตรการความปลอดภัยมากขึ้นในโรงพยาบาลบางแห่ง ตอบโจทย์ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อยากให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะในห้องฉุกเฉิน แต่รวมถึงการเดินทางไปกลับหอพักยามค่ำคืนด้วยเพื่อความปลอดภัยของหมอและพยาบาล หลังจากที่มีข่าวทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์บ่อยๆ

Cr.ข่าวเดลินิวส์

2 ต.ค. 2558

นวัตกรรมการรักษาฟัน


นวัตกรรมทันตกรรม
Photo : Center for Health Reporting
 

กล่าวกันว่ากันว่าประเทศที่กำลังพัฒนานั้น เขาวัดทางความเจริญจะมากน้อยแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้คือ ความก้าวหน้าด้านทันตกรรม และสุขภาพ น่าสนใจว่าการพัฒนาวิธีการรักษาโรคทางทันตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการพัฒนา และวิจัยอย่างต่อเนื่อง

แต่ละยุคสมัยยังคงมีนวัตกรรมการรักษาที่ทัน สมัย และเข้ามามีบทบาทเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการวินิจฉัยโรคและช่วยเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย

สำหรับประเทศไทย ความก้าวหน้าทางด้านทันตกรรมของเรามาถึงจุดไหน พูดคุยกับ ทันตแพทย์ วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์หัวหน้าศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลพญาไท 3 ซึ่งเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นวัตกรรมในวงการทันตกรรมไทยเวลานี้ว่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทางทันตกรรมในประเทศ เองมากนัก จึงมีการนำนวัตกรรมด้านทันตกรรม จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นระยะๆ

ที่สำคัญบริษัทผู้ผลิต จากต่างชาติก็ให้ความสนใจ ในการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ มาให้ทันตแพทย์ไทยได้ทดลองและศึกษาเปรียบเทียบ จึงมองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับทันตแพทย์ที่จะได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆที่จะ เป็นประโยชน์ต่อการรักษา

“ นวัตกรรมทางทันตกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยโรคและการวางแผนการ รักษาให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากเพราะว่าการมีเครื่องมือในการรักษาที่ทัน สมัยสามารถช่วยให้การรักษารวดเร็วแม่นยำและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น”

โดย ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยเพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ประชุมทันตแพทย์โลก(FDIBangkok2015) เมื่อเร็วๆนี้ โดยหัวข้อในการจัดงานคือ “ทันตกรรมแห่งศตวรรษที่21” เป็นการนำนวัตกรรมทางทันตกรรมจากต่างประเทศอาทิ สหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ มาร่วมเปิดตัวในงาน ซึ่งทันตแพทย์วีรวัฒน์ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่เป็นไฮไลต์ๆหลัก ได้แก่

1.ระบบ CBCT (cone beamcomputerized tomography)  มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่อง CT Scan ที่ใช้ทั่วไปในวงการแพทย์ ซึ่งการนำมาใช้ในงานทันตกรรม จะช่วยทำให้เห็นภาพเอกซเรย์ฟันเป็นรูปแบบสามมิติ สามารถตรวจรอยร้าวของฟัน ตำแหน่งของรูเปิดรากฟัน ตำแหน่งของรอยโรคต่างๆในกระดูกขากรรไกร นับว่ามีประโยชน์กับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็งในช่องปาก หรือถุงน้ำในขากรรไกร

นับว่าเป็นระบบที่เพิ่มความแม่นยำในการ วินิจฉัยโรครวมถึงช่วยในการวางแผนการรักษาได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเครื่องมือดังกล่าวคือใช้รังสีน้อยกว่าระบบการ เอ็กซ์เรย์แบบเดิมที่เป็นสองมิติสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายกับผู้ ป่วยได้

2.ระบบ CAD –CAM SYSTEM (computer - aided design and computer - aidedmanufacturing) เป็นระบบที่ใช้ในการออกแบบฟันผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยจะช่วยลดขั้นตอนหลังจากการกรอฟัน จากเดิมที่ต้องพิมพ์ปาก เทปูนสร้างแบบฟันและส่งให้ห้องแล็บ ซึ่งใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3-7 วัน เมื่อมีระบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาของขั้นตอนดังกล่าว

ทันตแพทย์สามารถ สแกนแบบฟันของผู้ป่วยแล้วส่งข้อมูลไปยังห้องแล็บเพื่อสร้างแบบฟันได้เลย ถือว่าช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการสร้างพิมพ์ปาก รวมถึงโอกาสในการทำแบบฟันผิดพลาดก็จะน้อยลงด้วย โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยประหยัดเวลา การรักษามีความแม่นยำ และลดการแพร่กระจายเชื้อโรค

3. ไมโครสโคป (Microscope) หรือ กล้องจุลทรรศน์ อาจเรียกว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ใหม่ในวงการแพทย์เสียทีเดียว เพราะมีการใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับโรคตา-หู มาก่อน แต่สำหรับวงการทันตกรรมนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมที่ทันตแพทย์มักใช้ไฟฉายและกระจกเล็กๆ ส่องเพื่อหาจุดเกิดโรคในช่องปาก การนำอุปกรณ์ ไมโครสโคป (Microscope) นี้มาใช้ในการรักษาจึงเป็นประโยชน์ในการช่วยมองเห็นรายละเอียดของจุดเกิดโรคในช่องปากได้ชัดเจนขึ้น

ทันต แพทย์วีรวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า วิวัฒนาการของเครื่องมือทางทันตกรรมในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมความก้าวหน้าของวงการทันตกรรมโลก และ วงการทันตกรรมไทยเองก็พยายามที่จะเดินตามนวัตกรรมต่างๆนี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ เราอาจได้เห็นในโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล หรือคลีนิคเอกชนก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องลุ้นกันว่า จะสามารถนำเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าว มาใช้ได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้เมื่อไร

Cr.ประชาติธุรกิจ

24 ก.ย. 2558

ธงวันมหิดล ปีนี้สีอะไร

        
ธงวันมหิดล ปีนี้สีอะไร
ธงวันมหิดล ปีนี้สีอะไร

        ธงวันมหิดล การจำหน่าย "ธงวันมหิดล" กิจกรรมดังกล่าว เริ่มมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ศ.นพ.กษาณ จาติกวนิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ได้เสนอให้ศิริราชมีการจำหน่าย "ธงวันมหิดล" เพื่อให้ประชาชนทุกฐานะมีส่วนเกื้อกูลผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลศิริราช


       ในปีแรกมีการจำหน่ายธงขนาดกลางราคา 10 บาท และธงเล็กทำด้วยริบบิ้น ราคา 1 บาท นักศึกษาทุกหมู่เหล่าในวิทยาเขตศิริราช ได้ช่วยกันออกไปจำหน่าย ซึ่งรายได้ทั้งหมดนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ การรักษาพยาบาล และเครื่องอำนวยความสุขแก่ผู้ป่วยยากไร้

          โดยในครั้งแรก แบบธงวันมหิดลเป็นรูปสามเหลี่ยม มีรูปพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมราชชนก พิมพ์อยู่ตรงกลางผืนเช่นเดียวกับในปัจจุบัน แต่พิมพ์เป็นรูปสีเขียวบนผ้าขาว ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ใช้ผ้าสีที่ ตรงกับวันมหิดลในปีนั้น และทำสติ๊กเกอร์ขึ้นแทนธงริบบิ้น ต่อมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ก่อตั้งศิริราชมูลนิธิขึ้นเพื่อบริหารจัดการด้านการเงินให้มีความคล่อง ตัวมากยิ่งขึ้น คณะฯ จึงมอบให้ศิริราชมูลนิธิ รับผิดชอบการจำหน่ายธงวันมหิดล
 
          ใน พ.ศ. 2502 การจำหน่ายธงได้ผลดีเกินคาด ธงไม่พอสำหรับวันขายใหญ่ "กลุ่มอาสามหาวิทยาลัยมหิดล" ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากทุกคณะ และทุกวิทยาเขตจึงอาสาทำธงให้ โดยระดมทำอยู่ 2 วัน 2 คืน จนมีธงพอจำหน่ายในวันที่ 23 กันยายน ในปีนั้น                                           
          ปีต่อมาคณะกรรมการจำหน่ายธงวันมหิดล จึงมีมติให้จ้างกลุ่มอาสาฯ ทำธงแทนจ้างบริษัทเอกชน เพราะเล็งเห็นว่านักศึกษาทำได้ดีเทียบเท่ามืออาชีพ และยังเป็นการสนับสนุนการทำกิจกรรมของนักศึกษา นอกจากนี้ผลกำไรทางกลุ่มอาสาฯ ยังนำไปสร้าง โรงเรียนในชนบททุกปี เรียกว่าได้บุญ 1 ต่อ

          สำหรับ สีของธงในแต่ละปีจะตรงกับวันมหิดลในปีนั้น ๆ เช่น หากปีไหนวันมหิดลตรงกับวันพุธ ธงจะเป็นสีเขียว และเมื่อบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิ จะมีสติ๊กเกอร์วันมหิดล มอบเป็นของที่ระลึก
ส่วนปีนี้จะเป็นธง " สีเหลือง " 

ธงวันมหิดล ปีนี้สีอะไร
ธงวันมหิดล ปีนี้สีอะไร
 
                                                                 การจัดกิจกรรมในวันมหิดล
 
          หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้น  อาทิ
          1. กิจกรรมรับบริจาคสมทบทุนศิริราชมูลนิธิ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา คณะนักศึกษาแพทย์และพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดกิจกรรมออกรับบริจาคสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเนื่องในวันมหิดล ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน ของทุกปี

          โดยกิจกรรมหนึ่งในการขอรับบริจาค คือ การจำหน่าย "ธงวันมหิดล" กิจกรรมที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เริ่มมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ศ.นพ.กษาณ จาติกวนิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ได้เสนอให้ศิริราชมีการจำหน่าย "ธงวันมหิดล" เพื่อให้ประชาชนทุกฐานะมีส่วนเกื้อกูลผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาลศิริราช
         
          2. การจัดนิทรรศการ เช่น พระประวัติ และผลงานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

          3. การจัดสัมมนาทางวิชาการ เช่น การแพทย์ใหม่ในประเทศไทย

          4. การอภิปรายตามแนวพระดำริ เกี่ยวกับการแพทย์ไทย

          5. การประกวด หรือการแข่งขันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การประกวดโรงพยาบาลดีเด่น

          6. อื่น ๆ เช่น การมอบรางวัลให้กับแพทย์ พยาบาล ดีเด่น และผู้เสียสละเพื่อชาวชนบท เพื่อสังคม 

       
          วัน ที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"

          ด้วยพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแก่วงการแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้น ได้เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งได้ทรงพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศในกาลต่อมา

          คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจึงได้ขนานนามวันสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และน้อมรำลึกต่อพระองค์ท่าน 
 
          และในปี พ.ศ. 2493 หรือ 21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้ทิวงคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชาอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมเกล้าถวายความกตัญญูกตเวที และเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณให้ไพศาล เป็นแบบฉบับให้อนุชนรุ่นหลังได้เจริญตามรอยพระยุคลบาทสืบไป โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน

          ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ทุกวันที่ 24 กันยายน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดงาน "วันมหิดล" โดยมีพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระรูป พร้อมทั้งอ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นประจำทุกปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันมหิดล

          1. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ให้ปรากฏแก่มวลสมาชิกทั่วโลก

          2. เพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ

          ในการนี้รัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมเพื่อให้ยูเนส โกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535

พระประวัติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 
 
          สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2434 และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 รวมพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน

         
ในเบื้องต้นได้ทรงศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศเยอรมนี จากนั้นเสด็จกลับเข้ามารับราชการในกองทัพเรือ ต่อมาทรงมีอาการประชวรเรื้อรังไม่ทรงสามารถรับราชการหนักเช่นการทหารเรือได้ ประกอบกับทรงสนพระทัยในกิจการทางด้านการแพทย์ จึงทรงพระอุตสาหะ เสด็จไปศึกษาวิชาการสาธารณสุขและวิชาแพทย์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุข และปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

          ภายหลังทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขไว้อย่างมากมาย อาทิ
          1. ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์

          2. ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช

          3. ประทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ และจัดสร้างตึกคนไข้ และจัดหาที่พักสำหรับพยาบาลให้ได้อยู่อาศัย

          4. ทรงบริจาคทรัพย์เป็นทุนสำหรับส่งนักศึกษาแพทย์ และนักเรียนพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ

          5. ประทานเงินเพื่อใช้ในการจัดหาเครื่องมือ สำหรับปฏิบัติการให้แก่โรงพยาบาล

          6. ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลติดต่อกับมูลนิธิรอคกีเฟลเลอร์ สาขาเอเชียบูรพา ในการปรับปรุง และวางมาตรฐานการศึกษา

          7. ทรงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง


Cr.Kapook,mahidol.ac.th,

15 ส.ค. 2558

เครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง




เครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง
ภาพประกอบ www.livetskarameller.wordpress.com


เครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง ฝีมือนักวิจัยคนไทยที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ ด้วยรางวัลเหรียญทองเกียรติยศจากงาน 43rd International Exhibition of Inventions of Geneva ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ไลฟ์สไตล์ของคน มนุษย์เมือง การทำงานเร่งรีบ เครียด บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดและอาหารไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ของผู้คนในยุคนี้จึงเป็นไลฟ์สไตล์ที่ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันสูง และสุดท้ายโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนทั่วโลกกว่า 6 ล้านคนต่อปี หรือเฉลี่ย 1 คนใน 6 วินาที

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะวิจัยจึงได้พัฒนาผลงานเครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง “ระบบตรวจจับสิ่งหลุดอุดหลอดเลือดสมองอย่างอัตโนมัติด้วยสัญญาณ TCD (Transcranial Doppler Ultrasound)” ขึ้น ที่สามารถตรวจจับสิ่งหลุดอุดหลอดเลือดสมองแบบทันเวลา (real-time) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบตรวจจับสิ่งหลุดอุดหลอดเลือดสมองที่มีใน ปัจจุบัน ทำให้ผลงานวิจัยนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศจากงาน 43rd International Exhibition of Inventions of Geneva ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

หลอดเลือดสมองที่ตีบหรืออุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตกปริหรือฉีกขาดจากความดันเลือดสูง ทำให้สมองส่วนที่ขาดเลือดไม่สามารถทำงานได้จนอาจทำให้เกิดความพิการ และรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษา คือ การทำให้เลือดไหลเวียนได้ทันเวลาและในระดับที่เพียงพอที่สามารถทำให้เนื้อ สมองในบริเวณนั้นฟื้นตัวได้เร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้ การดูแลสุขภาพเบื้องต้นด้วยการวัดความดันสมำเสมอด้วยเครื่องวัดความดัน ช่วยได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับ การตรวจว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ ด้วยการวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดสมองและตรวจจับสิ่งหลุดอุดหลอดเลือด สมองนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจด้วยเครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ TCD (Transcranial Doppler Ultrasound)  ซึ่งเป็นการตรวจการไหลเวียนเลือดภายในหลอดเลือดแดงในสมองด้วยคลื่นเสียงความ ถี่สูงและไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

โดยระบบนี้สามารถตรวจจับสิ่ง หลุดอุดหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยค่าความไวไม่น้อยกว่า 99% และค่าความจำเพาะไม่น้อยกว่า 90% อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นระบบสนับสนุนแพทย์ในการเฝ้าระวังสิ่งหลุดอุดหลอด เลือดสมองที่เกิดขึ้นระหว่างการทำหัตถการหลอดเลือดสมอง เช่น การตรวจหรือขยายขนาดหลอดเลือดสมอง รวมทั้งใช้ในการตรวจคัดกรองสิ่งหลุดอุดหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีความเสี่ยง ที่จะเกิดความดันในเลือดสูงแล้วตามมาด้วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตามเครื่องวัดความดันโลหิต และ ระบบตรวจจับของเครื่องตรวจหลอดเลือดสมอง TCD รุ่นเดิม ที่ใช้งานตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่สามารถวินิจฉัยแบบทันเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและตรวจรักษา และอาจเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต จึงเป็นที่มาที่ทำให้ รศ.ดร.จาตุรงค์ ทำงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้น

ระบบตรวจจับสิ่งหลุดอุดหลอด เลือดสมองอย่างอัตโนมัติด้วยสัญญาณ TCD (Transcranial Doppler Ultrasound) ได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่อง TCD (Transcranial Doppler Ultrasound) ทุกรุ่นที่มีใช้อยู่ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ของประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย ทำให้โรงพยาบาลสามารถนำระบบไปปรับใช้ได้ทันที เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยแพทย์ที่ห่างไกลและขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นงานวิจัยที่มุ่งเพื่อช่วยเหลือสังคมโดยแท้จริง


Cr.เดลินิวส์,National Stroke Association,เล่าสู่กันฟัง ,Synergy | Google+ ,e-news