 |
| วิธี ประหยัด แบตมือถือ แอนดรอยด์ |
ถ้าหากคุณกำลังใช้มือถือ
แอนดรอยด์ ( Android) อยู่ คุณสามารถประหยัดแบตเตอรี่ทั้ง
แบตมือถือและแบตเตอรี่สำรอง(Power Bank)ไปได้ ยืดอายุการใช้งานให้ มือถือ
แอนดรอยด์ ( Android) กับวิธีประหยัด
แบตมือถือแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ 14 วิธี
1. Bluetooth ไม่ใช้ปิดซะ บ่อยครั้งที่สังเกตเห็นผู้ใช้มือถือ
แอนดรอยด์
หลายรายที่เปิดคุณสมบัติการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ไว้ ทั้งๆ
ที่ไม่ได้ใช้หูฟังไร้สายหรือโอนไฟล์แบบไร้สาย ทางที่ดีปิด Bluetooth (off)
โดยแตะที่ widget บนหน้าโฮมซะเดี๋ยวนี้ จะช่วยประหยัด
แบตมือถือ ได้นานขึ้นอีกนิด
2. เลิกใช้ Wireless Network ระบุตำแหน่ง แม้การระบุตำแหน่ง (My Location) ด้วยเครือข่ายไร้สายจะใช้
แบตมือถือน้อย
กว่า GPS (Global Positioning System) แต่ถ้าเปิดทั้งคู่
รับรองได้เลยว่าแบตเตอรี่คุณจะหมดเร็วอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลย โดยเลือกเมนู
Settings/Location/Use wireless networks สามารถประหยัดแบตเตอรี่ทั้ง
แบตมือถือและ
แบตเตอรี่สำรอง(Power Bank)
3.GPS จอมเขมือบ
แบตมือถือ แม้จะเป็นคุณสมบัติการทำงานที่พูดถึงเป็นอันดับที่ 3 แต่ความจริงแล้วมันเป็นฟังก์ชันที่กินไฟจาก
แบตมือถือแบบ
ไม่บันยะบันยังเลยทีเดียว
โดยเฉพาะเวลาที่ตัวเครื่องสื่อสารสัญญาณกับดาวเทียม
ดังนั้นคุณควรจะเลือกเปิดใช้งานเฉพาะในยามจำเป็นเท่านั้นถ้าให้ดีควรสังเกต
บริเวณ notification bar ว่ามีไอคอน GPS โผล่ขึ้นมาหรือไม่?
4. เปิด
WiFi ไว้ตลอด หรือปิดดี? หลังจากผ่านมา 4 ข้อ คุณอาจจะคิดว่า
ปิดมันซะทุกอย่างอย่างนี้ ปิดเครื่องเลยดีกว่าไหม?
ความจริงไม่ถึงขั้นนั้นสำหรับกรณีที่คุณทำงานอยู่ใกล้บริเวณที่มีสัญญาณ
WLAN ตลอดเวลา เช่นในบ้านหรือสำนักงาน การเปิด WiFi
ให้ทำงานตลอดเวลาน่าจะเหมาะกว่าการเชื่อมต่อผ่าน 3G
เนื่องจากการใช้คลื่นวิทยุ WiFi จะกินไฟจาก
แบตมือถือน้อยกว่าการติดต่อเครือข่าย 3G มาก
และ
เมื่อเปิด WiFi ก็ควรจะปิด 3G ซะ สำหรับการตั้งค่าให้ WiFi
เปิดทำงานตลอดเวลา (always) แตะที่ Settings/Wireless networks/WiFi
Settings จากนั้นแตะที่ปุ่ม Menu ตามด้วย Advanced แตะที่ WiFi Sleep
policy แล้วเลือกออปชั่น Never
และในกรณีที่คุณไม่ได้อยู่ใกล้บริเวณที่มีสัญญาณ WiFi ก็ปิดมันซะ (widget
ที่ homescreen) จะได้ประหยัด
แบตมือถือและเหลือแบตฯไว้ใช้นานๆ
5.ประหยัด
แบตมือถือและ
แบตเตอรี่สำรอง(Power
Bank) ด้วยการยกเลิก Always-On Mobile Data ปกติที่ดีฟอลท์ตัวเลือก
Always-On Mobile Data ของ Android Phone จะถูกตั้งให้เปิด (On)
สำหรับการยกเลิกตัวเลือก Always-On Mobile Data สามารถทำได้โดยแตะที่
Settings/Wireless & Networks/Mobile networks/Enable always-on mobile
data
6. ตั้งค่าเวลาดับหน้าจอ (Screen Timeout) ให้เร็วขึ้น วิธีง่ายๆ ในการยืดอายุ
แบตมือถือและ
แบตเตอรี่สำรอง(Power Bank)ของอุปกรณ์ Android
ให้ใช้งานได้นานขึ้นที่นำมาฝากกันนี้
ก็คือการลดระยะเวลาดับหน้าจอให้สั้นขึ้นซึ่งมันจะช่วยประหยัด
แบตมือถือได้
พอสมควรทีเดียว ขั้นตอนการตั้งเวลาปิดหน้าจอให้แตะ Settings เลือก Screen
& display และ Screen timeout กำหนดเป็น 30 วินาที ก็เป็นอันเรียบร้อย
7.ลดความสว่างของหน้าจอ (Screen Brightness) เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าหน้าจอแสดงผลของ มือถือ
แอนดรอยด์
เป็นผู้บริโภคพลังแบตเตอรี่ตัวพ่อเหมือนกัน
ดังนั้นการปรับแสงสว่างของหน้าจอ ด้วยการเลือกเป็น Automatic Brightness
โดยแตะที่ Settings/Screen & display/Brightness แต่ถ้ามือถือ
แอนดรอยด์ ของคุณไม่มีออปชั่นนี้ แนะนำให้ตั้งค่าความสว่างประมาณ 30% แล้วดูว่าคุณรับได้ไหม? แล้วค่อยๆ ปรับอีกที
8.เลิก
ใช้วอลล์เปเปอร์ดิ้นได้ (Live Wallpaper) Android
ใช้ลูกเล่นของการแสดงผลวอลล์เปเปอร์ด้วยภาพเคลื่อนไหวในการสร้างความตื่นตา
ตื่่นใจให้กับผู้บริโภค จะเรียกว่า gimmick ก็ได้
แต่ในความเป็นจริงก็คือมันใช้พลังงานจาก
แบตมือถือมากกว่าแบคกราวด์ที่เป็นภาพนิ่งเพราะฉะนั้นหากไม่มีความจำเป็นแล้วล่ะก็แนะนำให้เลือกใช้วอลเปเปอร์เป็นภาพนิ่ง หรือสีเรียบๆ ดีกว่า
9. ถ้ามือถือ
แอนดรอยด์ เป็นจอ AMOLED เลือกใช้วอลล์เปเปอร์สีดำ สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นเจ้าของมือถือ
แอนดรอยด์ Samsung Galaxy S ที่มาพร้อมกับจอ AMOLED การเลือกใช้แบคดราวด์มึดๆ หรือสีดำจะช่วยประหยัด
แบตมือถือได้
เมื่อพิกเซลของจอแสดงผลชนิดนี้ปิดตัวลงก็จะให้สีดำทีมึดสนิทดังนั้นการเลือก
แบคกราวด์เป็นสีดำ หรือมึดๆ
ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานให้กับแต่ละพิกเซลของจอแสดงผล AMOLED ได้นั่นเอง
10. ใช้ Power Widget เปิด/ปิดฟังก์ชันที่กินไฟ
แบตมือถือ
แนะนำให้ติดตั้ง Power Widget
ไว้บนหน้าจอใดหน้าจอหนึ่งซึ่งข้้นตอนในการติดตั้งให้แตะ Widget แล้วเลือก
Power Control เพื่อเพิ่มเข้าไปใหน้าจอ มือถือ
แอนดรอยด์
ของคุณ เพียงแค่นี้เวลาที่คุณต้องการเปิด/ปิดการใช้งานอย่างเช่น GPS,
Wireless, Bluetooth หรือความสว่างของหน้าจอ (Screen Brightness)
ก็เพียงแค่แตะที่ Widget ตัวนี้
คุณก็จะเห็นสวิทช์เปิดปิดฟังก์ชันเหล่านีขึ้นมาเสนอหน้าทันทีซึ่งจะเร็ว
และสะดวกกว่าการคลิกเข้าไปทีละหน้าจอกว่าจะถึงข้อกำหนด (Settings) นั้นๆ
11.
แอพฯสตรีมมิ่งตัวสวาปามแบตเตอรี่แถมแบตเตอรี่สำรอง(Power
Bank)อาจจจะไม่พอใช้
แอพพลิเคชันประเภทที่ต้องมีการสตรีมหรือดาวน์โหลดข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นแอพฯที่สตรีมเพลง หรือวิดีโอจากเน็ต
ซึ่งทำให้มือถือ
แอนดรอยด์
ของคุณจะต้องเชื่อมต่อเน็ตไร้สาย (WiFi, หรือ 3G)
ตลอดเวลาเพื่อโหลดข้อมูลทั้ง audio และ video
ในกรณีที่มีแบตเตอรี่เหลืออยู่ไม่มากและจำเป็นต้องใช้งาน แนะนำอย่างรัน app
เหล่านี้ คอนเฟิร์มว่ากินไฟ
แบตมือถือค่อนข้างหนักทุกตัว
12. การทำงานของมือถือ
แอนดรอยด์ ส่วนไหนกิน
แบตมือถือ
มากน้อยเท่าไร…รู้ได้โดยผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้จากคุณสมบัติการทำงานที่มา
พร้อมกับ Android ซึ่งมันสามารถบอกคุณได้อย่างค่อนข้างแม่นยำว่า
ชิ้นส่วนการทำงานหลักๆ ของมือถือ
แอนดรอยด์แต่ละส่วนใช้พลังาน
แบตมือถือเท่าไร? ตลอดจนแอพฯที่ใช้งานขณะนั้นคุณสมารถเข้าไปดูรายละเอียดดังกล่าวได้ที่ Settings/About phone/Battery/Battery use
13. ยกเลิก Widget ที่ไม่ค่อยใช้งานออกจากหน้าโฮม หลายคนชื่นชอบการใส่ Widget บนหน้า homecreen ของมือถือ
แอนดรอยด์ โดยหารู้ไหมว่า Widget เหล่านี้มักจะมีการดึงข้อมูลจากเว็บซึ่งนั่นหมายความว่ามือถือ
แอนดรอยด์ของคุณจะต้องมีการดึงข้อมูลเข้ามาแสดงผลในส่วนของการทำงานด้านหลัง (background) ตลอดเวลา คล้ายๆ กับแอพฯพวกสตรีมมิ่ง แต่อาจจะกินไฟ
แบตมือถือน้อย
กว่า แต่ถ้าเกิดคุณติด Widget บนหน้าโฮมไว้หลายๆ ตัวล่ะ
แน่นอนว่าแบตเตอรี่ของคุณจะถูกผลาญโดย Widget เหล่านี้ ข้อแนะนำคือ Widget
ใดไม่ค่อยได้ใช้ ก็เอาออกไปดีกว่า เปลือง
แบตมือถือเปล่าๆ
14.
ใช้ Task Manager สอดส่องว่า แอพฯ อะไรที่ทำงานแทบตลอดเวลา
สำหรับทิปในตอนสุดท้ายนี้จะมุ่งเน้นที่การตามล่าหาต้นตอตัวสวาปามแบตฯ
เพื่อกำจัดหรือจัดการมันซะ การติดตั้งแอพฯอย่างเช่น Advanced Task Cleaner
น่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดี เพราะนอกจากจะให้คุณได้ตรวจสอบแล้ว
มันยังปิดบริการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนั้นออกไปได้อีกด้วย
โดยเฉพาะบริการที่มีการโหลดซ้ำหลายครั้ง
และทำงานอยู่ในแบคกราวด์ซึ่งคุณสามารถตั้งให้ auto-kill
แอพฯที่คุณไม่ได้ใช้บ่อยโดยอาจจะตั้งให้มันกำจัดแอพฯเหล่านี้หลังปิดหน้าจอ
เป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว ความร้อนทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
แบตมือถือหมดเร็ว นั่นก็คือการวางมือถือ
แอนดรอยด์ หรือ
ที่ชาร์ตแบตสำรอง(Power Bank)ของคุณไว้ภายใต้แสงอาทิตย์ ทีมีความร้อน ดังนั้นทางที่ดีควรการเก็บมือถือ
แอนดรอยด์ ไว้ในที่ไม่ร้อนจะดีที่สุด และไม่ควรให้มันทิ้งมันไว้กลางแจ้งแสงแดดจัดเพราะจะยิ่งเร่งให้
แบตมือถือของคุณหมดเร็วยิ่งขึ้น เราเตือนท่านแล้ว อิอิ
Cr.ข่าวสาร AIS