8 ธ.ค. 2561

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

 ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”


ก่อนหน้านี้เทรนสายญี่ปุ่นด้วยการลดน้ำหนักที่ฮอตฮิตด้วยสูตรกล้วยลดน้ำหนักอันโด่งดังของญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน เรามาฟื้นความทรงจำกันอีกสักรอบ สูตรนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism ของร่างกายเรา แนะนำโดยชายชาวญี่ปุ่นที่ชื่อฮามาจิ ซึ่งภรรยาของเค้าที่เป็นเภสัชกรที่ศึกษาด้านโภชนบำบัดและเวชศาสตร์การป้องกัน เป็นผู้แนะนำและดูแลโภชนาการที่ถูกต้องให้กับเค้า จากการวัดผลน้ำหนักตัวจริงจาก เครื่องชั่งน้ําหนัก ก่อนและหลัง สามารถวัดน้ำหนักร่างกาย มวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน รวมทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียว ผลที่ได้เขาสามารถลดน้ำหนักลงได้ตามที่ใจต้องการ อีกทั้งยังมีสุขภาพดีขึ้นด้วย

วิธีลดน้ำหนัก ด้วย กล้วยหอม
วิธีการง่ายมากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism โดยอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเส้นใยในกล้วยหอมเจอกับน้ำเปล่า มันจะไปขยายตัวในท้อง และช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาด สลายไขมันที่อุดตันอยู่ในเส้นเลือดออกมาได้ด้วย ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักด้วยกินกล้วยมื้อเช้าที่นิยมได้แก่ กล้วยหอมและกล้วยน้ำว้า แล้วให้งดอาหารประเภทอื่น ให้กินเฉพาะกล้วยกี่ผลก็ได้จนกว่าเราจะรู้สึกอิ่ม แต่ต้องกินคู่กับน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องเท่านั้น ค่อยๆเคี้ยวช้าๆให้ละเอียด ดื่มน้ำตามมากๆ หากกินกล้วยไปหลายลูกแล้วแต่ยังรู้สึกหิว เพราะร่างกายยังไม่ชินกับการกินกล้วยมื้อเช้า แนะนำว่าอาจหาอะไรอย่างอื่นกินได้ในปริมาณที่จำกัด แต่ต้องผ่านการกินกล้วยไป 15 – 30 นาที

เทรนด์ ลดน้ำหนัก ด้วย แตงกวา
ส่วนปีนี้ที่มาแรงมากๆสำหรับเทรนด์การลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่นในตอนนี้ก็คือ การกินแตงกวา จากการลงตีพิมพ์ในหลายๆบทความว่า มีบางคนกินแต่แตงกวาอย่างเดียวสามารถลดน้ำหนักลงได้ 11 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน ทีวัดผลกันจริงจังด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ลดน้ำหนักได้จริง ที่ฮิตกันขนาดนั้นก็เพราะ มีผลวิจัยเพิ่มออกมาว่า แตงกวา เป็นผักที่ มีเอนไซม์ชื่อ "phospholipase" ที่มีคุณสมบัติสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์อยู่ในปริมาณมากกว่าผักชนิดอื่น มีเส้นใยอาหารสูง มีแคลอรีต่ำ จึงถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก แต่ไม่แนะนำให้กินแตงกวาเพียงอย่างเดียว ควรกินอาหารชนิดอืนๆตามไปด้วยเป็นขั้นตอนจากคำแนะนำด้านล่าง

แตงกวาช่วยเรา ลดน้ำหนัก ได้อย่างไร
แตงกวามีแร่ธาตุ เอนไซม์และน้ำเป็นส่วนประกอบมากมาย จึงเหมาะกับเป็นอาหารลดน้ำหนักได้อย่างดี ช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ เพราะกินมากก็จะไม่ทำให้อ้วน แตงกวา 100 กรัม ให้พลังงาน 19 กิโลแคลอรี่เท่านั้นแล้วแตงกวา มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ แตงกวาทำหน้าที่เหมือนเป็นยาขับปัสสาวะ เหมาะกับคนที่ไตไม่ดี หรือมีอาการบวมน้ำ มีส่วนช่วยขับแอลกอฮอลล์ออกมาจากร่างกายผ่านปัสสาวะ จึงช่วยกำจัดอาการเมาค้าง ผู้เชี่ยวชาญการดูแลน้ำหนักชาวญี่ปุ่น มีหลักการง่ายๆมาแนะนำแบบไม่ทรมานตัวเอง คือ การเรียงลำดับอาหารที่กินให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนดังนี้

วิธี ลดน้ำหนัก ด้วยการกินแตงกวา
1.กินอย่างไรไม่ให้อ้วน เริ่มต้นด้วยการกินแตงกวา 1-2 ลูก ก่อนทุกครั้ง โดยเคี้ยวช้าๆ เนื่องจากแตงกวานอกจากมีคุณสมบัติในการช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ ช่วยลดน้ำหนักชั้นยอดแล้ว ยังมีเนื้อที่ค่อนข้างแข็ง ฉะนั้น เราก็จะต้องเคี้ยวนานกว่าผักชนิดอื่น และยิ่งเคี้ยวนานเท่าไร ก็จะทำให้กระเพาะของเรารับรู้การอิ่มได้เร็วขึ้น เราจึงควรเลือกหยิบแตงกวาเข้าปากเราก่อน
2.กินผักต้มหรือผักลวกตาม เนื่องด้วยแตงกวามีคุณสมบัติทำให้ร่างกายเย็น ฉะนั้นเพื่อเป็นการปรับสมดุลอุณหภูมิของร่างกายเราก็ต้องกินผักลวกที่อุ่นขึ้นตามเพื่อรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกาย
3.ซดซุปผักใส่มิโซะ นอกจากเพื่อเพิ่มอรรถรสในการกินแล้วคุณสมบัติของมิโซะอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยชะลอการทำงานของไขมันและปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะได้ด้วย
4.กินอาหารที่มีโปรตีนและปรุงด้วยผักเป็นหลัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมัน วิธีนี้กินอย่างไรไม่ให้อ้วนก็ใกล้ความเป็นจริง
5.กินข้าวสวยในปริมาณไม่เกิน 1 ถ้วยเล็กเป็นลำดับสุดท้าย แม้แป้งจากข้าวอาจเป็นตัวสร้างน้ำหนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อสุขภาพที่ดี แต่หากเราจำกัดปริมาณเพียงถ้วยเล็กก็ทำให้ได้สมดุลดี แต่เนื่องจากเราจัดมากินในลำดับสุดท้ายหลังจากกินหลายอย่างไปจนช่องว่างในกระเพาะเราเหลือน้อยลง เราก็จะกินข้าวน้อยลงนั่นเอง

เสริมมื้อเย็น แบบเบาๆ
กินอย่างไรไม่ให้อ้วน แนะนำให้กินมื้อเย็นเร็วขึ้นและพยายามกินไม่เกิน 6 โมงเย็น แต่หากติดธุระ ดึกสุดก็ไม่ควรกินอะไรหลัง 2 ทุ่ม อย่ากินมื้อเย็นตอนดึก เป็นเรื่องสำคัญมากมากที่คุณต้องไม่กินอาหารใดเลยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะร่างกายต้องการแคลอรีน้อยมากตอนหลับ กินอะไรเข้าไปก็จะเป็นส่วนเกินทั้งนั้น เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณบน
ตาชั่ง เครื่องชั่งน้ําหนัก ก็ลดลงจนหน้าใจหาย เครื่องชั่งน้ําหนัก ยังสามารถวัดมวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานได้อีกด้วย รู้น้ำหนักแล้วยังรู้ว่าเรามีสุขภาพดีขึ้นอย่างไรบ้าง

Cr.มติชน,สนุก,healthy2balance

6 ต.ค. 2561

เทคโนโลยี Li-Fi


เทคโนโลยี Li-Fi



นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จด้วยเทคโนโลยี Li-Fi ในการส่งข้อมูลด้วยความเร็วถึง 224 gigabits ซึ่งความเป็นไปได้ในการที่เทคโนโลยี Li-Fi ดังกล่าวจะเปลี่ยนทุกสิ่งเกี่ยวกับวิธีการใช้อินเตอร์เน็ตของเรานั้นมีสูงมาก และตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เอาเทคโนโลยี Li-Fi ออกมาจากห้องแลปเป็นครั้งแรกและกำลังทดสอบมันอยู่ในออฟฟิศและสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งพวกเขาได้รายงานว่า พวกเขาสามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 1 Gigabyte ต่อวินาที ซึ่งมากเป็น 100 เท่าของความเร็วเฉลี่ยของ Wi-Fi ในปัจจุบัน

เทคโนโลยี Li-Fi นั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Harald Haas จาก University of Edinburgh ที่ประเทศ Scotland ในปี 2011 ตอนที่เขาได้สาธิตเป็นครั้งแรกว่าการเปิดปิดไฟจากหลอดไฟอัตโนมัติ (LED) เพียงหนึ่งดวงนั้นทำให้เขาสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่าเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งต้นเสียอีก ซึ่งถ้าคิดย้อนกลับไปถึงตัวเลข 224 gigabits ต่อวินาทีแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงการดาวน์โหลดภาพยนตร์ขนาด 1.5 GB จำนวน 18 เรื่องในทุกๆ 1 วินาทีเลยทีเดียว

เทคโนโลยี Li-Fi ดังกล่าวนั้นใช้ Visible Light Communication (VLC) หรือการสื่อสารด้วยแสง ซึ่งเป็นสื่อการสื่อสารที่ใช้แสงสว่างที่อยู่ในคลื่นความถี่ระหว่าง 400 ถึง 800 terahertz (THz) โดยการทำงานของมันนั้นจะเหมือนกับรหัสมอสที่ก้าวหน้าไปมาก โดยการจุดและดับ หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติตามรูปแบบหนึ่งๆนั้นจะสามารถสื่อถึงข้อความลับได้ ซึ่งการเปิดและปิดไฟอัตโนมัติ (LED) ด้วยความเร็วที่สูงมากนั้นสามารถจะนำไปเขียนและส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบของ binary code ได้

ในขณะที่เราอาจจะกังวลว่าเทคโนโลยี Li-Fi ด้วยการเปิดปิดไฟอัตโนมัติ (LED)ให้กระพริบอยู่ในที่ทำงานนั้นจะทำให้เราทำงานไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะว่าหลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ LED นั้นสามารถเปิดปิดด้วยความเร็วที่ตาเปล่าไม่สามารถรับรู้ได้

ส่วนข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Li-Fi ต่อ Wi-Fi ที่นอกเหนือจากความเร็วที่อาจจะสูงกว่ามากแล้วก็คือ การที่แสงนั้นไม่สามารถผ่านทะลุกำแพงได้ ซึ่งทำให้ เทคโนโลยี Li-Fi เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่ามาก และนั่นก็หมายถึงการรบกวนระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ที่น้อยลงด้วย และถึงแม้ว่าเทคโนโลยี Li-Fi อาจจะไม่ได้แทนที่ Wi-Fi ไปอย่างสิ้นเชิงภายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ทั้งสองเทคโนโลยีก็สามารถถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครือข่ายให้เพิ่มสูงขึ้นได้

บ้าน ที่ทำงาน และตึกอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ได้มีการวางระบบพื้นฐานสำหรับการให้สัญญาณ Wi-Fi ไว้แล้ว ซึ่งการจะไปรื้อถอนสิ่งเหล่านั้นออกมาทั้งหมดเพื่อแทนที่มันด้วยเทคโนโลยี Li-Fi นั้นก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราก็ควรจะเสริมความสามารถให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ให้ทำงานกับ เทคโนโลยี Li-Fi ได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกก็กำลังพยายามกันอยู่ในตอนนี้ 

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Li-Fi ได้รายงานว่า Hass และทีมงานของเขาได้เปิดบริษัท PureLifi ซึ่งให้บริษัทแอพพลิเคสั่นสำหรับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ปลอดภัยด้วยความเร็ว 11.5 MB ต่อวินาที ซึ่งมีความเร็วเทียบเท่ากับ Wi-Fi รุ่นแรก อีกทั้งบริษัท Oledcomm จากฝรั่งเศสเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยี Li-Fi ในโรงพยาบาลท้องถิ่นต่างๆ ด้วยเช่นกัน

หากการใช้งานเทคโนโลยี Li-Fi เหล่านี้ประสบความสำเร็จล่ะก็ ความฝันที่ Hass ได้กล่าวไว้ในปี 2011 ว่าทุกคนอาจจะได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านไฟอัตโนมัติ (LED) ในบ้านของพวกเขาก็อาจจะเป็นจริงก็เป็นได้

Cr.วิชาการ

7 ส.ค. 2561

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์


Wongnai บริการรวมข้อมูลและรีวิวร้านอาหาร เปิดตัวบริการใหม่ระบบการจัดการร้านอาหารแบบครบวงจร สำหรับคนที่อยากเริ่มทำร้านอาหารหรือคนที่ทำร้านอาหารอยู่แล้วแต่อยากได้ระบบที่จะทำให้จัดการดูแลร้านอาหารได้ดีขึ้น มีแอพพลิเคชั่นเด็ดมาให้ใช้งานเพียบแบบที่ปกติต้องจ่ายปีละเป็นหมื่น แต่นี่ Wongnai เอามาให้ใช้กันฟรีๆไปเลย กับแอพพลิเคชั่นใหม่ Wongnai POS

แอพใหม่ จาก Food Story

แอพใหม่ Wongnai POS นี้ทาง Wongnai ได้ร่วมมือกับทีม Food Story ที่ทำแอปพลิเคชันระบบจัดการร้านอาหารอยู่แล้ว ที่ทำแอปด้านนี้ให้เหล่าร้านดังมาช่วยทำระบบให้ มีประสบการณ์ทำให้เชนร้านอาหารชื่อดังมากมาย เช่น Central Food Hall มาเป็นเบื้องหลังให้ ทำให้มั่นใจถึงประสิทธิถาพของแอพพลิเคชั่นได้ โดยทางทีม Wongnai ได้เข้าไปร่วมทุนอัดฉีดทีม Food Story ด้วยเงินถึง 1 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 33 ล้านบาทเลยทีเดียว

เครื่องอ่าน QR Code กับ แอพใหม่

แอพพลิเคชั่น Wongnai POS เป็นระบบการจัดการร้านอาหารออนไลน์ครบวงจรที่ใช้งานง่ายและฟรี แค่มี iPad เครื่องเดียวก็สามารถโหลดลงมาลงทะเบียนแล้วใช้ได้เลย มีหน้าจอและฟีเจอร์จำเป็นในการทำร้านอาหารครบครันทั้งรับออเดอร์ เก็บเงิน สรุบยอดบัญชี และสามารถต่อกับเครื่องปริ้นท์ใบเสร็จ, ลิ้นชักเก็บเงินและ เครื่องอ่าน QR Code เพื่อชำระเงินออนไลน์ได้ทันที เงินเข้าระบบธนาคารหักเงินนำส่งร้านค้าในเวลาถัดมา

อัพเดตโปรโมชั่น ร้านอาหาร ออนไลน์

โดย Wongnai ดังเดิมเป็นบริการค้นหาร้านอาหารและรีวิวร้านอาหารผ่านทั้งทางเว็บ Wongnai และ แอพพลิเคชั่น Wongnai บน iOS และ Android ที่มีผู้ใช้งานอยู่มากถึง 8 ล้านคน ซึ่งร้านค้าที่เปลี่ยนมาใช้งานแอพใหม่ Wongnai POS จะเชื่อมต่อร้านอาหารของเราเข้าไปในลิสต์ของ Wongnai และเข้าไปปรับเปลี่ยนข้อมูลหรืออัพเดตโปรโมชั่นต่างๆของร้านเราใน Wongnai ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการการปรับเมนู, เวลาเปิด-ปิด และโปรโมชั่น ได้บนออนไลน์ เปลี่ยนทีเดียวได้ทั้งเว็บและแอปบนมือ

บริการสั่งอาหาร ออนไลน์ ส่งถึงที่

นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการขายให้ร้านค้าแบบง่ายๆไม่ต้องเปิดสาขาเพิ่ม ด้วยการรองรับระบบรับออเดอร์ผ่าน LINE MAN บริการสั่งอาหารส่งถึงที่ ทั้งสะดวกและรวดเร็ว ณ ปัจจุบันมีลูกค้าผู้สั่งซื้อมากกว่า 6 หมื่นครั้งต่อสัปดาห์และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีก โดยจะรับออเดอร์จากลูกค้าโดยตรงไม่ต้องรอเมสเซนเจอร์มาถึงร้านก่อนผ่านระบบ Food Delivery Notification ในแอปพลิเคชัน Wongnai POS เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านอาหาร

ชำระเงินค่าอาหารผ่าน QR Code

และแอปพลิเคชัน Wongnai POS ที่น่าสนใจคือระบบจ่ายเงินค่าอาหารผ่าน QR Code จาก SCB Easy เพียงแค่สแกนผ่าน เครื่องอ่าน QR Code ก็จ่ายเงินได้เลย โดยฟีเจอร์นี้เชื่อมเข้ากับ เครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด กับระบบเก็บเงินของร้านค้าทำให้นับยอดได้เลยและมีระบุค่าอาหารไว้ชัดเจนไม่ต้องกลัวจ่ายเงินผิดหรือทอนเงินผิด เพิ่มความสะดวกให้กับทั้งร้านอาหารและลูกค้าสำหรับร้านค้าที่มีระบบเดิมอยู่แล้ว และใช้งานเพียงแค่เก็บเงินเท่านั้น เป็นเรื่องน่าเอาไปคิดนะว่าจะเปลี่ยนมาใช้แอพใหม่ Wongnai POS แทนดีหรือไม่

แอพใหม่ Wongnai POS โหลดฟรี

เพราะแอปพลิเคชัน Wongnai POS มันฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก และระบบเดิมเราก็ไม่สามารถดึงข้อมูลออกมาใช้งานได้เท่าไหร่นัก ร้านอาหารเปลี่ยนมาใช้แอพใหม่ Wongnai POS มันช่วยให้เราสามารถสรุปการดำเนินการ ดูรายงานยอดตัดเงินออนไลน์เข้าบัญชีร้านค้าได้ทันทีแบบเรียลไทม์ รวมถึงตรวจสอบยอดขาย และอื่นๆผ่านเน็ตได้เลยอีกต่างหาก การทิ้งของเก่าหันมาใช้ของใหม่ แค่เสียเวลาติดตั้งลงข้อมูลเมนูนิดหน่อยติดตั้ง เครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด ก็ใช้งานได้เลย ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมโหลดฟรี ก็อาจจะคุ้มค่าดีนะ

Cr.Droidsans

9 เม.ย. 2561

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

 ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน


การนั่งทำงาน หลังงอ ห่อไหล่ ไขว่ห้าง เท้าคาง และก้มคอ (สังคมก้มหน้า เล่นแต่มือถือตลอดเวลา) เป็นเวลานานๆ ในท่าเดิม ๆ และทำซ้ำจนกลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชินโดยไม่รู้ตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิตและผลกระทบต่อการไหลเวียนของออกซิเจนในร่างกาย ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดก็จะน้อยลง จะมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังเริ่มซีดเพราะร่างกายจะตอบสนองต่อการขาดออกซิเจนในเลือด เราสามารถวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้ ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 90% จะมีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด ซึ่งควรเปลี่ยนอิริยาบทและขยับร่างกาย

แม้แต่ท่าทางในขณะขับรถในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ ก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพและอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน เพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงและรับมือกับการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนในร่างกายเบื้องต้นก่อนนำไปสู่ภาวะร่ายกายอ่อนแอต่อไปได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้แบบง่าย ๆ เรามีวิธีสังเกตพฤติกรรมและอาการของอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการนั่งทำงานผิดท่ามาฝาก อาทิ ปวดขา ปวดหัว ปวดคอ บ่า ไหล่ ฯลฯ

1. ปวดหัวเรื้อรัง 
หากคุณมีอาการปวดหัวตื้อๆ และปวดร้าวลามไปบริเวณท้ายทอยหรือต้นคอ อาจมีจุดกดเจ็บหรือปวดมากหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางคนมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด สาเหตุมักเกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนักอย่างต่อเนื่องหรือความเครียดสะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและขาดออกซิเจนในทีสุด ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ซึ่งสามารถวัดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ตัวเครื่องก็จะทำการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดออกมาพร้อมกับกราฟชีพจรและอัตราการเต้นหัวใจของคุณออกมาแบบ Real Time แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ปรับท่านั่งเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสมเพื่อหลีกเลียงการปวดเมื่อยจากการขาดออกซิเจนในเลือดระหว่างนั่งผิดท่าได้

2. ปวดคอ บ่า ไหล่
ปวดเมื่อยยอดนิยมของคนกรุงฯ ที่มักจะนั่งยกไหล่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากนั่งทำงานหน้าคอม ฯ การวางจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในระดับความสูงที่ไม่เหมาะสมกับความสูงของเก้าอี้ หรืออาจเกิดจากการนั่งก้มหน้าและจ้องคอมฯหรือมือถือเป็นเวลาต่อเนืองและยาวนาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอหดเกร็งเกิดจากการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดไม่สะดวกเป็นเวลานาน นานวันเข้าก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ และตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงบ่า ไหล่ สะบัก และแผ่นหลัง ส่วนใหญ่พบว่า นั่งนานปวดไหล่เกิดจาก กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแผ่นหลังซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายมักจะยกสูงกว่าอีกซีกไปโดยปริยาย

3. ปวดหลัง สะโพก และบั้นเอว
ท่านั่งไขว่ห้างยอดนิยมของคุณผู้หญิงนั่นละ นั่งไขว่ห้าง อันตราย ที่นำไปสู่อาการเจ็บปวดด้วยภาวะหมอนรองกระดูกได้เลยทีเดียว เพราะขณะไขว่ห้างน้ำหนักจะเทลงไปที่ขาและฝ่าเท้าข้างใดข้างหนึ่ง บวกกับการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดบริเวณส่วนล่างของร่างกายที่ไม่ดี ส่งผลให้ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เอว และแผ่นหลังผิดรูป กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง จนถึงขั้นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือกระดูกทับเส้นประสาท แนะนำให้ปรับท่านั่งทำงานเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสม

4. ปวดขาและหัวเข่า
คนที่มักจะนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ทำงาน หรือชอบนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้าไม่ดีพอ นอกจากจะทำให้เป็นเหน็บชาบ่อย ปวดหัวเข่า และเมื่อยขาเรื้อรัง คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรืออายุมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ายึดหรือหดตัวผิดปกติได้ ควรหมั่นเปลียนอิริยาบทหรือเปลี่ยนท่านั่งเป็นระยะ ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดเมื่อยและช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้

หากคุณกำลังอดทนกับอาการปวดเมื่อยเรื้อรังของกล้ามเนื้ออยู่ละก็ ขอให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั่งทำงานและท่านั่งโดยด่วน เพราะอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงในอนาคต โดยเฉพาะคนที่นั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานอาจส่งผลให้อัตราการเผาผลาญไขมันลดลง เกิดการสะสมตัวของอินซูลินจากตับอ่อนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน สมองทำงานช้าลงและปวดเมื่อย เพราะการไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน หรืออยู่ท่าเดิมนาน ๆ ควรหมั่นขยับร่างกาย ในระหว่างวันนอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ แล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตและอ็อกซิเจนทำงานได้ดีขึ้น หรือจะวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อตรวจเช็คดูว่าเรานั่งผิดท่านานเกินไปทีมีผลกับออกซิเจนในเลือดไหมเพื่อลดอาการปวดเมื่อยลงได้

Cr.สปริงนิวส์

3 เม.ย. 2561

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย



ออกซิเจน และ น้ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของคนเรา ถ้าต้องการมีสุขภาพดี แข็งแรง รวมไปถึงอยากให้มีผิวพรรณที่สวยงาม สดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ก็ต้องหมั่นเติมออกซิเจนและน้ำเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากน้ำและออกซิเจนในเลือดเป็นสิ่งสำคัญทั้งในการเจริญเติบโตการซ่อมแซมและการทำงานของระบบในร่างกายแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะต่างๆ ไปจนถึงระดับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ น้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมนุษย์มากถึง 60 % ถ้าร่างกายขาดน้ำเพียง 1-2 วัน มีโอกาสเสียชีวิตได้

เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
นอกจากน้ำแล้ว ออกซิเจนก็มีส่วนสำคัญ การเพิ่มขึ้นของปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด สามารถส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเรา ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นส่วนสมอง ก็จะมีการกระตุ้นให้มีระบบความจำที่ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้น ถ้าเป็นส่วนตับ ก็จะสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ ที่เข้ามาในในร่างกายของเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่ต้องการเน้นเรื่องของสุขภาพความงาม การมีสุขภาพดี คือ การทำให้ร่างกายสามารถที่จะได้รับออกซิเจนและใช้มันให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และ ยังช่วยเร่งการขจัดของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย

ออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร
ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจน และน้ำที่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้มีผิวพรรณสวย ดูดีจากภายในสู่ภายนอก แล้ว ค่าออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร ถึงจะเพียงพอ ปกติแล้วค่าออกซิเจนในเลือดควรจะอยู่ที่ 96 – 99% ของความอิ่มตัวสูงสุดในเลือด เราสามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) สำหรับใช้วัดชีพจรและปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ขนาดเล้กกะทัดรัดพกพาสะดวกใช้งานง่ายเพียงหนีบ เครื่องวัดออกซิเจน ไว้ที่ปลายนิ้วแล้วกดสวิตช์เปิดเครื่องก็สามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านหน้าจอได้ทันที

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
1.สูดหายใจเต็ม ๆ
อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดี การหายใจเต็มที่ จะทำให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เราเครียดจะยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะตอนเราเครียด กล้ามเนื้อร่างกายจะเกร็ง ทำให้ระดับออกซิเจนลดลง คนที่รู้สึกอยากผ่อนคลายความเครียด ก็หายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ (หายใจเข้าท้องป่อง กลั้นไว้ แล้วปล่อยค่อยๆ ออก) ออกซิเจนจะเข้าไปเต็มปอด ออกซิเจนในเลือดก็จะเพิ่มขึ้น จะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก คนที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะรู้ดีเลยล่ะ

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ
เช่น การวิ่งวันละ 15 นาที จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้มาก สามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดด้วย เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) ที่เพิ่มขึ้นได้ ควรหมั่นออกกำลังกายให้ได้ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายเพิ่มปริมาณออกซิเจนได้มากขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น และ เลือดก็จะถูกสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สดใสมีชีวิตชีวา

3.อบความร้อน
ความร้อนจากห้องซาวน่า การสตรีม หรือแม้แต่การแช่น้ำร้อนที่อ่างอาบน้ำที่บ้าน จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ช่วยส่งผ่านออกซิเจนในเลือดไปยังส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะความร้อนนี้ จะทำให้หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยบริเวณผิวขยายตัว ที่สำคัญยังมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อและการหายใจผ่อนคลายมากขึ้นเพราะฉะนั้นถ้าหาเวลาไปอบซาวน่า เข้าห้องอบไอน้ำในฟิสเนส แช่น้ำอุ่นในอ่างน้ำที่บ้าน หรือการไปแช่น้ำอุ่นในสปา ก็เป็นการช่วยในเรื่องนี้ได้เหมือนกัน

4.นวดเพื่อสุขภาพ
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ก็ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายให้เราได้ เพราะตอนที่เรารู้สึกปวดเมื่อย ก็หมายความว่ากล้ามเนื้อของเรากำลังหดตัว เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี กล้ามเนื้อจะขาดออกซิเจนและสารอาหาร ดังนั้นให้ใช้มือ นวดเป็นวงกลมเล็กๆ ทั่วบริเวณกล้ามเนื้อที่ตึง กดด้วยแรงพอดีๆ ตรงจุดที่ปวด ก็จะรู้สึกดีขึ้น หรือไม่ก็เข้าสปา หาร้านนวดที่ไว้ใจได้ เราก็จะรู้สึกสบายตัวขึ้น

5.ดื่มน้ําเพิ่มออกซิเจน
คิดว่าหลายคนคงไม่รู้ ว่าการดื่มน้ำก็ช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งปกติน้ำดื่มทั่วไปจะมีค่าออกซิเจนละลายอยู่ประมาณ 7 มก.ต่อลิตร มีงานวิจัยมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า ชุมชนที่ห่างไกลที่ปริโภคน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทีมีออกซิเจนอยู่มากมาย มีอายุยืนยาว ไม่เคยเจ็บป่วยเลย และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เป็นประจำทุกวัน จึงให้ประโยชน์แก่ร่างกายและดีต่อสุขภาพ ยิ่งเป็นน้ำดื่มที่มีที่มีปริมาณออกซิเจนสูงๆ ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด ยิ่งเพิ่มคุณประโยชน์ให้แก่ร่างกายอย่างมาก

Cr.Lady108

18 มี.ค. 2561

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


ในยุคที่สมาร์ทโฟนมีแต่จะขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นขนาด 4-6 นิ้วกันมาแล้ว สำหรับการรับชมความบันเทิงอย่างเต็มที่ จนบางครั้งอาจยากต่อการพกพา แต่ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์รายหนึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการหยุดและพักจากการใช้สายตาจดจ่อไปที่สมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนขนาดใหญ่นั้น แล้วให้ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับการให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัว โทรศัพท์ที่ไม่ยึดติดกับหน้าตาในแบบที่เราคุ้นเคย แต่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากฟีเจอร์โฟนของบริษัทผู้ผลิตมือถือสุดยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างโนเกีย เกิดเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างรอบด้านด้วยขนาดที่เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ ค่าย Zanco
โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า Zanco tiny t1 (ซันโก้ ไทนี ที1) พัฒนาโดยบริษัท ซันโก้ ที่ผลิตโทรศัพท์ขนาดเล็กมานานหลายปีแล้วโทรศัพท์รุ่นนี้มีขนาดเล็กที่สุดโนโลกด้วยขนาดกว้างเพียง 21 มิลลิเมตร ยาว 46.7 มิลลิเมตร หนา12 มิลลิเมตร สามารถวัดได้ด้วย เวอร์เนียร์ดิจิตอล หรือเล็กกว่าเครดิตการ์ดปกติทั่วไปอยู่เกือบ 1 เท่าตัว (เครดิตการ์ดทั่วไปมีขนาด 85.60×53.98 มม. ) น้ำหนักตัวเพียง 13 กรัมเท่านั้น ถือขนาดเล็กที่สุดในโลก และยังเบามากด้วย เรื่องความสะดวกในการพกพาคงไม่ต้องพูดถึง มันสะดวกมากๆ หากคุณจะเหน็บไว้กับตัวระหว่างไปวิ่งออกกำลังกาย

โทรศัพท์มือถือ จิ๋วแต่แจ๋ว
ตัวโทรศัพท์ทำงานบนเน็ทเวิร์ค 2G แบตเตอรีมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 วันต่อหนึ่งการชาร์จ สนทนาต่อเนื่องได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ชาร์จผ่านพอร์ทไมโครยูเอสบี รองรับนาโนซิมการ์ด และมาพร้อมด้วยคีย์บอร์ดสำหรับใช้รับส่งข้อความได้ด้วยขนาดที่ต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว Zanco tiny t1 สามารถพกไปที่ไหนก็ได้ จะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง หรือจะห้อยคอก็ได้ (ตัวโทรศัพท์มีช่องสอดสายคล้องคอ) สามารถใช้เป็นแบ็คอัพโฟนแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ สำหรับใช้ไปเที่ยวหรือในวันทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการตัดขาดจากโลกออนไลน์

โทรศัพท์มือถือ รุ่น tiny t1
Zanco tiny t1 โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้ มีหน้าจอ OLED ขนาด 12.5 มิลลิเมตร วัดได้จาก เวอร์เนียร์ดิจิตอล หน้าจอมีความละเอียด 64x32 พิกเซล ผู้ใช้งานสามารถคุยโทรศัพท์ได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง และแบตเตอรีสามารถอยู่ได้นาน 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้งหากไม่ได้ใช้งาน ใช้ซิมการ์ดแบบ nano-SIM จัดเก็บรายชื่อในตัวเครื่องได้ 300 รายชื่อ รวมถึงบันทึกรายการโทรล่าสุด 50 รายการ และจัดเก็บข้อความSMSได้สูงสุด 50 ข้อความ หน่าวยความจำ RAM 32MB ความจุในตัวเครื่อง 32GB ความจุแบตเตอรี่ 200mAh ที่ให้พลังงานนานต่อเนี่องถึง 3 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และชาร์จผ่านพอร์ต Micro USB

โทรศัพท์มือถือ โครงการ Kickstarter
แม้แรกเริ่มเดิมทีเหมือนจะเป็นแนวคิดขำขัน แต่สุดท้ายก็เกิดเป็นจริงขึ้นมา ลงท้ายด้วยการเป็นโครงการที่ Kickstarter แต่ภายในเวลาแค่ 22 วัน ก็ระดมทุนได้เกินเป้ามีผู้สนับสนุนมากถึง 3,000 ราย โดยล่าสุด (21 ธันวาคม ค.ศ. 2017) สามารถหาทุนได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยยอดเงินมากกว่า 200,000 เหรียญ สนใจจับจองกันได้ในราคา 47 เหรียญ (1,500 บาท) ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.kickstarter.com จากความสำเร็จนี้ทำให้คาดว่าจะสามารถผลิตโทรศัพท์มือถือออกมาจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2018

Cr.POPpaganda,Flashfly

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

 แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก


ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีนักประดิษฐ์ไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมาก ต่างคิดค้นที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ แบบพกพาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่าตัวอุปกรณ์แบตสำรองจะค่อนข้างใหญ่พกพาลำบาก ทำให้หลาย ๆ ครั้งก็ตัดใจไม่เอาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือติดกระเป๋าไปด้วย ทว่าสุดท้ายก็ต้องมากังวลอีกว่าแบตมือถือ จะหมดเมื่อไหร่ เพราะในเมื่อเราต่างก้มหน้าก้มตาละเลงนิ้วมือลงบนสมาร์ทโฟนกันอย่างเมามันส์ เลย...คิดไม่ตกซะจริง ๆ ว่าจะพกสมาร์ทโฟนไปพร้อมกับที่ชาร์จโทรศัพท์มือถืออย่างไรกันดี

Fuel แบตเตอรี่สำรอง ขนาดเล็กจิ๋ว
ในเมื่อความคิดสร้างสรรค์ของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นตอนนี้จึงมีผู้คิดค้นอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว สำหรับ สมาร์ทโฟน หรืออาจพูดได้ว่าที่สุดในโลก ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ ฟูเอล (Fuel) แบตเตอรี่สำรองจิ๋วแหล่งพลังงานขนาดย่อม เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เมือได้วัดขนาดแบตสำรองจิ๋วจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ก้อขนาดเพียง 1.2 x 1.5 x 0.6 นิ้ว เท่านั้น นอกจากนี้การใช้งานก็ง่ายแสนง่าย แค่เปิดสวิทช์ที่ตัวอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว แล้วนำสาย USB หรือ AC Micro-USB มาต่อระหว่างโทรศัพท์กับตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้มันก็จะค่อย ๆ เติมเต็มพลังงานให้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานแล้ว

ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ จิ๋ว เเบบพกพา
เพียงแค่ได้เห็นภาพตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องบอกว่า อึ้ง ทึ่ง ตะลึง!! อยู่เหมือนกัน ด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว (เล็กกว่ากุญแจรถด้วยซ้ำ) และรูปร่างหน้าตาที่น่ารักที่ทาง อดัมส์ และ อเล็กซ์ รวมทั้งทีมงานจาก Devotec Industries ช่วยกันออกแบบแบตเตอรี่สำรอง โดยมีลักษณะเป็นรูปถังใส่น้ำมันสีแดง ที่มาพร้อมกับพลังขนาด 400 mAh แบตเตอรี่จำหน่ายกระแสไฟสูงสุด 1.0A ซึ่งจะชาร์จแบตมือถือให้กับสมาร์ทโฟนของคุณในยามฉุกเฉินได้ แต่จะช่วยให้ใช้งานต่อได้นานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานโทรศัพท์ของแต่ละคนด้วย

Power Bank จิ๋วแต่แจ๋ว
แบตเตอรี่สำรองดีไซน์ถังน้ำมันจิ๋ว ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดที่เล็กที่สุดในโลกเพียงขนาด 30 x 39 x 16 มิลลิเมตร ที่วัดจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ FUEL CHARGER แบตเตอรี่สำรองสามารถจุแบตเตอรี่ได้เพียง 400 mAh ซึ่งเพียงต่อการใช้งานสนทนาได้นาน 20-30 นาที หรือเปิดสแตนบายได้นาน 2-3 ชั่วโมง จึงมีข้อดีคือสามารถพกติตัวไปได้ทุกที่โดยใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง แม้จะมีความจุเพียง 400 mAh แต่ทว่าในยามฉุกเฉิน Power Bank จิ๋วตัวนี้ จะทำให้คุณไม่พลาดสายโทรศัพท์สายสำคัญ อีเมลด่วน หรือตอบ Line อีกด้วย

ราคา แบตสำรอง เล็กที่สุดในโลก
วิธีที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ง่ายมาก เพียงแค่เปิดสวิตช์แบตสำรองและเสียบเข้ากับโทรศัพท์เหมือนกับที่คุณชาร์จ โทรศัพท์ของคุณจะเริ่มชาร์จใหม่ทันที ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองที่มีหัวชาร์จแบบ Micro SD มีปุ่มเปิด/ปิด ทำให้ไม่เปลืองพลังงานแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีไฟแจ้งเตือน LED 3 ดวง ที่จะบ่งบอกสถานะในขณะกำลังชาร์จ หรือชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว หากใครต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถคลิกเข้าที่เว็บไซต์ devotecindustries.com ได้เช่นกัน โดยราคาจำหน่ายไว้ที่ 19.99-29.99 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ720-1080 บาท)

Cr.กระปุก