แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มวลไขมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มวลไขมัน แสดงบทความทั้งหมด

23 ก.ค. 2562

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?


เมื่อพูดถึงเทรนการออกกำลังกาย ดูเหมือนว่าจะมีเป้าหมายอยู่เพียง 2 อย่าง อย่างแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก กรณีที่สอง ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยกลุ่มที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อมักจะพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพค เน้นการกินอาหารประเภทโปรตีนสูงไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็ไม่พ้น เวย์โปรตีนสำเร็จรูป แต่ถ้าไม่ทานเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่น ๆ อย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย

กินโปรตีนสูง ๆๆ สร้างกล้ามเนื้อได้มากไหม ?
การกินอาหารโปรตีนสูงเข้าไปมากเกินส่งผลให้ ร่างกายใช้โปรตีนได้ไม่หมด จะเอาไปสร้างกล้ามเนื้อก็ไม่ได้เพราะร่างกายมีกล้ามเนื้อไว้ใช้ทำงานในปริมาณเหมาะสมแล้วและไม่ได้เป็นแหล่งสะสมโปรตีน จึงจำต้องขจัดโปรตีนออก ส่งผลให้ตับไตทำงานหนัก ในกลไกการสลายโปรตีน ร่างกายจำต้องสร้างโมเลกุลของน้ำให้เกิดขึ้นมาก ทำให้น้ำถูกขับออกมาเยอะแยะ ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออกง่าย เมือชั่งน้ำหนักด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะเห็นว่าน้ำหนักลดลงในช่วงแรกๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขับน้ำออกจากร่างกายนี่เอง นอกจากนี้ร่างกายยังมีการสลายแป้งในกล้ามเนื้อที่เรียกกันว่าไกลโคเจนมากขึ้น กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าแถมอ่อนเพลียจากการขาดน้ำอีกต่างหาก

กินโปรตีนสูง ดีต่อสุขภาพไหม ?
หลายคนอาจจะสงสัยว่าการกินโปรตีนมากมีผลต่อร่างกายไหม ขอบอกเลยว่าการรับประทานโปรตีนมาก ๆ นอกจากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำแล้วก็ยังทำให้เกิดความเสี่ยงโรคไต รวมทั้งนิ่วในไตได้ ยิ่งถ้าหากรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อยด้วยละก็ ยิ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเลยล่ะ การรับประทานโปรตีนมาก ๆ นั้น อาจจะเคยเจออาการปัสสาวะออกมาเป็นฟอง ซึ่งนั่นเป็นอาการที่บ่งบอกว่าในปัสสาวะมีโปรตีนเจือปนอยู่ เพราะไตต้องกำจัดโปรตีนส่วนเกินออกทางปัสสาวะ

ผลการวิจัย หลังทานโปรตีนมาก ไม่ได้ลดน้ําหนัก
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอกเกล (Robert Eckel) แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เขียนคำอธิบายไว้ในวารสารชื่อ Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันว่าอาหารโปรตีนสูงมักมีไขมันสูง วิตามิน เกลือแร่ต่ำ ใยอาหารต่ำ ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินเกลือแร่ได้อีก กินอาหารโปรตีนสูงไปได้สักพักโปรตีนที่มากเกินจะเริ่มเปลี่ยนเป็นไขมัน กลับกลายเป็นว่า เมือชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะพบว่าน้ำหนักตัวจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง จึงเตือนว่ากลุ่มที่นิยมใช้อาหารโปรตีนสูงเพื่อลดน้ําหนักตัวขอให้ระวังไว้เพราะมันไม่เคยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างถาวรเลย จากการติดตามศึกษามานานเป็นสิบปีพบว่าอาหารโปรตีนสูงมักทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้นจากปัญหาการสะสมไขมัน

โปรตีน กินแค่ไหนมีผลต่อกล้ามเนื้อ และดีต่อสุขภาพ ?
ร่างกายของเรามีความต้องการโปรตีนที่ในปริมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าหากเป็นคนที่ใช้พลังงานมากกว่าปกติ ที่จำเป็นต้องได้รับพลังงานในปริมาณมาก ๆ เพื่อให้มีแรงทำงาน ควรจะได้รับโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และถ้าหากเป็นนักกีฬาที่ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย หรือผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อควรรับประทานโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถึงจะเรียกว่าได้รับปริมาณโปรตีนอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงวัยทำงานน้ำหนัก 45 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีน วันละ 36 กรัม ผู้ชายวัยทำงานน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 90-105 กรัม และ นักกีฬาหรือผู้ที่อยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อน้ำหนัก 80 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 96-136 กรัม เป็นต้น

เทรนการกินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก ดีจริงไหม
สรุปคือหากกลุ่มทีคิดสร้างกล้ามเนื้อด้วยการกินโปรตีนจำนวนมาก หรือกลุ่มที่จะลดน้ำหนักกันให้เป็นเรื่องเป็นราวด้วยโปรตีน แนะนำให้ใช้วิธีการลดพลังงานจากอาหารร่วมกับการออกกำลังกายซึ่งน่าจะได้ผลเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า แนะนำกันอย่างนี้เพื่อสุขภาพของพวกเราเองแท้ๆ ได้ทราบกันแบบนี้แล้วใครที่กำลังอยู่ในเทรนด์การรับประทานโปรตีนเป็นหลัก ก็ควรเพลา ๆ ลงบ้างนะ เพราะยังไงร่างกายของเราก็ไม่สามารถแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยการรับประทานโปรตีนเพียงอย่างเดียว ต้องมีอาหารอย่างอื่นเสริมเข้าไปด้วยถึงจะดีนะ แล้วหมั่นตรวจดูสุขภาพด้วย เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดได้ทั้ง น้ำหนักร่างกาย มวลน้ำ มวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาพลาญพลังงานพื้นฐานต่อวัน ยิ่งดีใหญ่ ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายว่ามาถูกทางแล้ว

Cr.สยามรัฐ,Kapook,Rama Channel

8 ธ.ค. 2561

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

 ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”


ก่อนหน้านี้เทรนสายญี่ปุ่นด้วยการลดน้ำหนักที่ฮอตฮิตด้วยสูตรกล้วยลดน้ำหนักอันโด่งดังของญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน เรามาฟื้นความทรงจำกันอีกสักรอบ สูตรนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism ของร่างกายเรา แนะนำโดยชายชาวญี่ปุ่นที่ชื่อฮามาจิ ซึ่งภรรยาของเค้าที่เป็นเภสัชกรที่ศึกษาด้านโภชนบำบัดและเวชศาสตร์การป้องกัน เป็นผู้แนะนำและดูแลโภชนาการที่ถูกต้องให้กับเค้า จากการวัดผลน้ำหนักตัวจริงจาก เครื่องชั่งน้ําหนัก ก่อนและหลัง สามารถวัดน้ำหนักร่างกาย มวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน รวมทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียว ผลที่ได้เขาสามารถลดน้ำหนักลงได้ตามที่ใจต้องการ อีกทั้งยังมีสุขภาพดีขึ้นด้วย

วิธีลดน้ำหนัก ด้วย กล้วยหอม
วิธีการง่ายมากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism โดยอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเส้นใยในกล้วยหอมเจอกับน้ำเปล่า มันจะไปขยายตัวในท้อง และช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาด สลายไขมันที่อุดตันอยู่ในเส้นเลือดออกมาได้ด้วย ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักด้วยกินกล้วยมื้อเช้าที่นิยมได้แก่ กล้วยหอมและกล้วยน้ำว้า แล้วให้งดอาหารประเภทอื่น ให้กินเฉพาะกล้วยกี่ผลก็ได้จนกว่าเราจะรู้สึกอิ่ม แต่ต้องกินคู่กับน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องเท่านั้น ค่อยๆเคี้ยวช้าๆให้ละเอียด ดื่มน้ำตามมากๆ หากกินกล้วยไปหลายลูกแล้วแต่ยังรู้สึกหิว เพราะร่างกายยังไม่ชินกับการกินกล้วยมื้อเช้า แนะนำว่าอาจหาอะไรอย่างอื่นกินได้ในปริมาณที่จำกัด แต่ต้องผ่านการกินกล้วยไป 15 – 30 นาที

เทรนด์ ลดน้ำหนัก ด้วย แตงกวา
ส่วนปีนี้ที่มาแรงมากๆสำหรับเทรนด์การลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่นในตอนนี้ก็คือ การกินแตงกวา จากการลงตีพิมพ์ในหลายๆบทความว่า มีบางคนกินแต่แตงกวาอย่างเดียวสามารถลดน้ำหนักลงได้ 11 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน ทีวัดผลกันจริงจังด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ลดน้ำหนักได้จริง ที่ฮิตกันขนาดนั้นก็เพราะ มีผลวิจัยเพิ่มออกมาว่า แตงกวา เป็นผักที่ มีเอนไซม์ชื่อ "phospholipase" ที่มีคุณสมบัติสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์อยู่ในปริมาณมากกว่าผักชนิดอื่น มีเส้นใยอาหารสูง มีแคลอรีต่ำ จึงถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก แต่ไม่แนะนำให้กินแตงกวาเพียงอย่างเดียว ควรกินอาหารชนิดอืนๆตามไปด้วยเป็นขั้นตอนจากคำแนะนำด้านล่าง

แตงกวาช่วยเรา ลดน้ำหนัก ได้อย่างไร
แตงกวามีแร่ธาตุ เอนไซม์และน้ำเป็นส่วนประกอบมากมาย จึงเหมาะกับเป็นอาหารลดน้ำหนักได้อย่างดี ช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ เพราะกินมากก็จะไม่ทำให้อ้วน แตงกวา 100 กรัม ให้พลังงาน 19 กิโลแคลอรี่เท่านั้นแล้วแตงกวา มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ แตงกวาทำหน้าที่เหมือนเป็นยาขับปัสสาวะ เหมาะกับคนที่ไตไม่ดี หรือมีอาการบวมน้ำ มีส่วนช่วยขับแอลกอฮอลล์ออกมาจากร่างกายผ่านปัสสาวะ จึงช่วยกำจัดอาการเมาค้าง ผู้เชี่ยวชาญการดูแลน้ำหนักชาวญี่ปุ่น มีหลักการง่ายๆมาแนะนำแบบไม่ทรมานตัวเอง คือ การเรียงลำดับอาหารที่กินให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนดังนี้

วิธี ลดน้ำหนัก ด้วยการกินแตงกวา
1.กินอย่างไรไม่ให้อ้วน เริ่มต้นด้วยการกินแตงกวา 1-2 ลูก ก่อนทุกครั้ง โดยเคี้ยวช้าๆ เนื่องจากแตงกวานอกจากมีคุณสมบัติในการช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ ช่วยลดน้ำหนักชั้นยอดแล้ว ยังมีเนื้อที่ค่อนข้างแข็ง ฉะนั้น เราก็จะต้องเคี้ยวนานกว่าผักชนิดอื่น และยิ่งเคี้ยวนานเท่าไร ก็จะทำให้กระเพาะของเรารับรู้การอิ่มได้เร็วขึ้น เราจึงควรเลือกหยิบแตงกวาเข้าปากเราก่อน
2.กินผักต้มหรือผักลวกตาม เนื่องด้วยแตงกวามีคุณสมบัติทำให้ร่างกายเย็น ฉะนั้นเพื่อเป็นการปรับสมดุลอุณหภูมิของร่างกายเราก็ต้องกินผักลวกที่อุ่นขึ้นตามเพื่อรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกาย
3.ซดซุปผักใส่มิโซะ นอกจากเพื่อเพิ่มอรรถรสในการกินแล้วคุณสมบัติของมิโซะอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยชะลอการทำงานของไขมันและปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะได้ด้วย
4.กินอาหารที่มีโปรตีนและปรุงด้วยผักเป็นหลัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมัน วิธีนี้กินอย่างไรไม่ให้อ้วนก็ใกล้ความเป็นจริง
5.กินข้าวสวยในปริมาณไม่เกิน 1 ถ้วยเล็กเป็นลำดับสุดท้าย แม้แป้งจากข้าวอาจเป็นตัวสร้างน้ำหนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อสุขภาพที่ดี แต่หากเราจำกัดปริมาณเพียงถ้วยเล็กก็ทำให้ได้สมดุลดี แต่เนื่องจากเราจัดมากินในลำดับสุดท้ายหลังจากกินหลายอย่างไปจนช่องว่างในกระเพาะเราเหลือน้อยลง เราก็จะกินข้าวน้อยลงนั่นเอง

เสริมมื้อเย็น แบบเบาๆ
กินอย่างไรไม่ให้อ้วน แนะนำให้กินมื้อเย็นเร็วขึ้นและพยายามกินไม่เกิน 6 โมงเย็น แต่หากติดธุระ ดึกสุดก็ไม่ควรกินอะไรหลัง 2 ทุ่ม อย่ากินมื้อเย็นตอนดึก เป็นเรื่องสำคัญมากมากที่คุณต้องไม่กินอาหารใดเลยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะร่างกายต้องการแคลอรีน้อยมากตอนหลับ กินอะไรเข้าไปก็จะเป็นส่วนเกินทั้งนั้น เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณบน
ตาชั่ง เครื่องชั่งน้ําหนัก ก็ลดลงจนหน้าใจหาย เครื่องชั่งน้ําหนัก ยังสามารถวัดมวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานได้อีกด้วย รู้น้ำหนักแล้วยังรู้ว่าเรามีสุขภาพดีขึ้นอย่างไรบ้าง

Cr.มติชน,สนุก,healthy2balance

23 ส.ค. 2559

อาหารเสริม วัยหมดประจำเดือน

 

อาหารเสริม วัยหมดประจำเดือน


นิตยสารต่างประเทศ Goodealth รายงานว่า โดยเฉลี่ยคุณผู้หญิงชาวออสเตรเลียถึงวัยหมดประจำเดือน (menopause) ขณะอายุ 51 ปี และมีเพียงร้อยละ 20 หรือทุก 1 ใน 5 คนผู้ที่โชคดีไม่มีอาการใดๆ รบกวน เลยแต่ส่วนใหญ่แล้วอาจมีอาการตั้งแต่น้อยมากไปจนถึงระดับปานกลาง เช่น อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน  เป็นต้น แต่มีวิธีแก้ปัญหาอยู่หลายๆแนวทางด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ อาหารเสริม อาหารสุขภาพที่เลือกบริโภค ช่วยบรรเทาอาการภาวะหมดประจำเดือน และยังส่งผลถึงสุขภาพคุณคุณผู้หญิงในระยะยาวได้

อาหารรักษาหัวใจ
คุณ คุณผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนนั้นมีความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเพิ่มขึ้นได้ เพราะเนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่รักษาความยืดหยุ่นของหลอดเลือด อาจมีผลให้ความดันโลหิตสูงหรือต่ำและอัตราการเต้นหัวใจผิดปกติล้วนเป็น อันตรายใกล้ตัวอาจถึงแก่ชีวิตได้จึงควรมี เครื่องวัดความดัน (Blood Pressure Monitor) ชนิดรัดข้อมือที่หาซื้อได้ง่่ายใท้องตลาด ที่ใช้งานง่ายทำการวัดค่าความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจของคุณคุณผู้หญิง โดยอัตโนมัติทันที แสดงผลผ่านหน้าจอ LCD ลดอันตรายจากหัวใจวายได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้แล้ว ภาวะหมดประจําเดือนนี้ยังทำให้ไขมันเอชดีแอล (HDL)หรือไขมันชนิดดีที่มีผลต่อสุขภาพหลอดเลือดนั้นหายไปด้วย จึงแนะนำให้บริโภคส้ม ผลไม้ที่อุดมด้วยกากเส้นใย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคหัวใจในคุณผู้หญิง ผลไม้ตระกูลซิตรัสได้ชื่อว่า เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์มีสรรพคุณในการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่ สุดอีกประเภทหนึ่ง เพราะในนั้นมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยลดระดับโปรตีนที่ทำให้หลอดเลือดตีบ หากได้บริโภคผลไม้ทุก 80 กรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงเนื่องจากภาวะหัวใจวายราวร้อยละ 7 ที่เดียวและถ้าบริโภคส้มคราวละ 2 ผลเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงหัวใจวายถึงร้อยละ

อาหารรักษากระดูกพรุน
ฮอร์โมน เอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญยิ่งมากต่อการคงสภาพความแข็งแกร่งของมวลกระดูก ทันทีที่ฮอร์โมนตัวนี้ได้ลดระดับลงเนื่องจากภาวะหมดประจําเดือน ร่างกายก็จะเริ่มสูญเสียมวลกระดูก มีผลให้ร้อยละ 50 ของคุณผู้หญิงที่อายุมากกว่า 60 ปีประสบปัญหากับกระดูกหักหรือร้าวอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จึงแนะนำให้บริโภคน้ำเต้าหู้ที่ทำมาจากถั่วเหลือง ที่มีสารไอโซฟลาโวนส์โครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนมากสุด ผลจากการศึกษายืนยันว่า สารไอโซฟลาโวนส์สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก ได้แก่ ภาวะกระดูกเปราะบาง และภาวะกระดูกพรุนในคุณผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้เป็นอย่างดี

อาหารรักษาน้ำหนักตัวและลดมวลไขมัน
น้ำหนัก ตัวที่เพิ่มขึ้น จากภาวะหมดประจําเดือนไม่ได้นำไปสู่การที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดย อัตโนมัติ แต่เป็นเพราะว่าความเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างหากที่ส่งผลให้การ เปลี่ยนวิธีเก็บสะสมมวลไขมันในร่างกาย โดยมวลไขมันมักสะสมอยู่บริเวณโดยรอบช่องท้อง ยิ่งเป็นการเพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็น อ้วน ลงพุง ความเครียด มวลไขมันส่วนเกิน ริ้วรอย ต่างเป็นศัตรูตัวร้ายของสาวๆ โดยเฉพาะมวลไขมันที่สะสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนังคุณผู้หญิงมากเกินกว่าที่ร่างกาย สามารถเผาผลาญออกไปหมด

หากคุณผู้หญิงเป็นคนหนึ่งที่ห่วงใยสุขภาพ เครื่องวัดไขมันในร่างกาย (Digital Weight Scale) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณเพราะจะช่วยให้คุณรับรู้ว่ารูปร่างของคุณขณะนี้ มีความสมดุลหรือไม่เพียงใด เมื่อคุณขึ้นเหยียบบนเครื่องชั่งจะสามารถบ่งบอกได้ถึง น้ำหนักร่างกาย มวลน้ำ มวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และดัชนีมวลกาย แสดงผลผ่านหน้าจอ LCD จากนั้นคุณผู้หญิงเตรียมออกกำลังกายและลดมวลไขมันได้แล้ว หรือรับประทานอาหารเสริมลดมวลไขมัน ซึ่งนักวิจัยแนะนำให้บริโภคถั่วอัลมอนด์เป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพเพียงวัน ละ 42 กรัม คุณผู้หญิงจะสามารถลดขนาดเส้นรอบเอวและลดมวลไขมันช่องท้องได้ เพราะกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในถั่วอัลมอนด์ มีผลต่อการทำให้มวลไขมันที่สะสมตามอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในร่างกายกระจายตัวออก

อาหารรักษาความต้องการทางเพศ
คุณ ผู้หญิงที่อยู่ในภาวะหมดประจําเดือนร้อยละ 45 ได้ยอมรับว่ามีความต้องการทางเพศลดลง จึงแนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้ทับทิมคั้นทุกวัน เพียงแค่ภายในเวลาสองสัปดาห์ โพลีฟีนอล (Pholyphenols)ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับของคลอเรสเตอรอล(cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์(triglyceride) ที่ช่วยให้ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 24 โดยประมาณ ประเด็นนี้สำคัญมาก ภาวะพร่องฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนโดยตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับการหมดความต้องการทางเพศในคุณผู้หญิง

นอก จากนี้ ยังแนะนำให้บริโภคข้าวโอ๊ตและถั่วเปลือกแข็งที่มีกรดอะมิโนอาร์จินีน L–arginine ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลาย ๆ ประเภทที่ผลิตขึ้นเพื่อช่วยเสริมเพิ่มความต้องการทางเพศในคุณผู้หญิง ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายว่ากรดอะมิโนอาร์จินีน L–arginine นั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด และกรดอะมิโนอาร์จินีน L–arginine ยังทำหน้าที่เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณกระตุ้นอารมณ์เพศได้อีกด้วย

อาหารรักษาอาการร้อนวูบวาบ
คุณ ผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คนจะเกิดอาการนี้ขณะก้าวสู่ภาวะหมดประจําเดือน แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไรกันแน่ จึงแนะนำให้บริโภคอาหารเสริมสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนักวิจัยชาวออสเตรเลียระบุว่า สามารถลดอาการร้อนวูบวาบได้ถึงร้อยละ 20 ที่เดียว ลักษณะเด่นของการบริโภคอาหารเสริมประเภทนี้ที่สำคัญ คือ

- บริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่วต่างๆ และถั่วเปลือกแข็ง ที่ไม่ผ่านการขัดสี
- ใช้น้ำมันมะกอกมาแทนเนย
- ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรช่วยปรุงรสอาหารแทนเกลือ
- บริโภคเนื้อสัตว์จากปลาและไก่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ให้จำกัดปริมาณเนื้อแดง

ที่ น่าสังเกตคือ หลังจากที่ได้บริโภคอาหารเสริมดังกล่าวแล้ว คุณจะมีความรู้สึกปลอดโปร่งจากอาการร้อนวูบวาบนานราว 90 นาที สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำกับ ความถี่ของอาการร้อนวูบวาบ ยิ่งมีช่วงห่างกันระหว่างมื้ออาหารมากเท่าไร คุณจะยิ่งมีอาการร้อนวูบวาบมากขึ้นเท่านั้น เคล็ดลับก็คือให้บริโภคอาหารครบถ้วนทุกมื้อ และระหว่างมื้ออาหารนั้น ควรเลือกบริโภคอาหารเสริม อาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

อาหารรักษาอารมณ์แปรปรวน
การ มีระดับเอสตร้าไดออล (Estradiol) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นไม่คงที่ หมายความว่าคุณผู้หญิงมีแนวโน้มอาจจะต้องเผชิญกับภาวะจิตตก เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือผิดปกติ ผลก็คือ มีคุณผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถึงร้อยละ 33 จำทนทุกข์ทรมานจากอาการภาวะซึมเศร้า จึงแนะนำให้บริโภคปลาแซลมอน เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัว หลายตำแหน่ง กรดโอเมก้า 3 ที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคุณผู้หญิง โดยมีผลต่อโครงสร้างและการทำงานของเซลล์สมอง

จากผลการศึกษาในสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในเลือดในระดับที่สูง นั้นจะมีความสุขมากกว่าและอะลุ้มอล่วยกว่า ตรงกันข้ามกับผู้ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในเลือดระดับต่ำ มีแนวโน้มของการเกิดอาการโรคซึมเศร้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ แนะให้บริโภคปลาแซลมอนและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อาทิ สตรอเบอร์รี่  บลูเบอร์รี่และราสเบอร์รี่ ที่มีองค์ประกอบแร่ธาตุธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับ วัลโพรอิคแอซิด(Valproic acid) ซึ่งสารนี้นำไปใช้เป็นยาควบคุมอารมณ์ให้คงที่

Cr.ผู้จัดการ