23 ก.ค. 2562

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?

เพิ่มกล้ามเนื้อ กินโปรตีน จำเป็นไหม ?


เมื่อพูดถึงเทรนการออกกำลังกาย ดูเหมือนว่าจะมีเป้าหมายอยู่เพียง 2 อย่าง อย่างแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก กรณีที่สอง ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ โดยกลุ่มที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อมักจะพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพค เน้นการกินอาหารประเภทโปรตีนสูงไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็ไม่พ้น เวย์โปรตีนสำเร็จรูป แต่ถ้าไม่ทานเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่น ๆ อย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย

กินโปรตีนสูง ๆๆ สร้างกล้ามเนื้อได้มากไหม ?
การกินอาหารโปรตีนสูงเข้าไปมากเกินส่งผลให้ ร่างกายใช้โปรตีนได้ไม่หมด จะเอาไปสร้างกล้ามเนื้อก็ไม่ได้เพราะร่างกายมีกล้ามเนื้อไว้ใช้ทำงานในปริมาณเหมาะสมแล้วและไม่ได้เป็นแหล่งสะสมโปรตีน จึงจำต้องขจัดโปรตีนออก ส่งผลให้ตับไตทำงานหนัก ในกลไกการสลายโปรตีน ร่างกายจำต้องสร้างโมเลกุลของน้ำให้เกิดขึ้นมาก ทำให้น้ำถูกขับออกมาเยอะแยะ ปัสสาวะบ่อย เหงื่อออกง่าย เมือชั่งน้ำหนักด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะเห็นว่าน้ำหนักลดลงในช่วงแรกๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขับน้ำออกจากร่างกายนี่เอง นอกจากนี้ร่างกายยังมีการสลายแป้งในกล้ามเนื้อที่เรียกกันว่าไกลโคเจนมากขึ้น กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าแถมอ่อนเพลียจากการขาดน้ำอีกต่างหาก

กินโปรตีนสูง ดีต่อสุขภาพไหม ?
หลายคนอาจจะสงสัยว่าการกินโปรตีนมากมีผลต่อร่างกายไหม ขอบอกเลยว่าการรับประทานโปรตีนมาก ๆ นอกจากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำแล้วก็ยังทำให้เกิดความเสี่ยงโรคไต รวมทั้งนิ่วในไตได้ ยิ่งถ้าหากรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อยด้วยละก็ ยิ่งจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเลยล่ะ การรับประทานโปรตีนมาก ๆ นั้น อาจจะเคยเจออาการปัสสาวะออกมาเป็นฟอง ซึ่งนั่นเป็นอาการที่บ่งบอกว่าในปัสสาวะมีโปรตีนเจือปนอยู่ เพราะไตต้องกำจัดโปรตีนส่วนเกินออกทางปัสสาวะ

ผลการวิจัย หลังทานโปรตีนมาก ไม่ได้ลดน้ําหนัก
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอกเกล (Robert Eckel) แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เขียนคำอธิบายไว้ในวารสารชื่อ Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันว่าอาหารโปรตีนสูงมักมีไขมันสูง วิตามิน เกลือแร่ต่ำ ใยอาหารต่ำ ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินเกลือแร่ได้อีก กินอาหารโปรตีนสูงไปได้สักพักโปรตีนที่มากเกินจะเริ่มเปลี่ยนเป็นไขมัน กลับกลายเป็นว่า เมือชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งน้ําหนัก ดิจิตอล จะพบว่าน้ำหนักตัวจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง จึงเตือนว่ากลุ่มที่นิยมใช้อาหารโปรตีนสูงเพื่อลดน้ําหนักตัวขอให้ระวังไว้เพราะมันไม่เคยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างถาวรเลย จากการติดตามศึกษามานานเป็นสิบปีพบว่าอาหารโปรตีนสูงมักทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้นจากปัญหาการสะสมไขมัน

โปรตีน กินแค่ไหนมีผลต่อกล้ามเนื้อ และดีต่อสุขภาพ ?
ร่างกายของเรามีความต้องการโปรตีนที่ในปริมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าหากเป็นคนที่ใช้พลังงานมากกว่าปกติ ที่จำเป็นต้องได้รับพลังงานในปริมาณมาก ๆ เพื่อให้มีแรงทำงาน ควรจะได้รับโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และถ้าหากเป็นนักกีฬาที่ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย หรือผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อควรรับประทานโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถึงจะเรียกว่าได้รับปริมาณโปรตีนอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงวัยทำงานน้ำหนัก 45 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีน วันละ 36 กรัม ผู้ชายวัยทำงานน้ำหนัก 75 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 90-105 กรัม และ นักกีฬาหรือผู้ที่อยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อน้ำหนัก 80 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนประมาณวันละ 96-136 กรัม เป็นต้น

เทรนการกินโปรตีน สร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก ดีจริงไหม
สรุปคือหากกลุ่มทีคิดสร้างกล้ามเนื้อด้วยการกินโปรตีนจำนวนมาก หรือกลุ่มที่จะลดน้ำหนักกันให้เป็นเรื่องเป็นราวด้วยโปรตีน แนะนำให้ใช้วิธีการลดพลังงานจากอาหารร่วมกับการออกกำลังกายซึ่งน่าจะได้ผลเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า แนะนำกันอย่างนี้เพื่อสุขภาพของพวกเราเองแท้ๆ ได้ทราบกันแบบนี้แล้วใครที่กำลังอยู่ในเทรนด์การรับประทานโปรตีนเป็นหลัก ก็ควรเพลา ๆ ลงบ้างนะ เพราะยังไงร่างกายของเราก็ไม่สามารถแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยการรับประทานโปรตีนเพียงอย่างเดียว ต้องมีอาหารอย่างอื่นเสริมเข้าไปด้วยถึงจะดีนะ แล้วหมั่นตรวจดูสุขภาพด้วย เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดได้ทั้ง น้ำหนักร่างกาย มวลน้ำ มวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูก ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาพลาญพลังงานพื้นฐานต่อวัน ยิ่งดีใหญ่ ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายว่ามาถูกทางแล้ว

Cr.สยามรัฐ,Kapook,Rama Channel

25 มี.ค. 2562

ข่าวดี สอบ ใบขับขี่ ได้แล้ว 130 แห่งทั่วไทย

ข่าวดี สอบ ใบขับขี่ ได้แล้ว 130 แห่งทั่วไทย


การจะขับขี่ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์, รถกระบะ, รถจักรยานยนต์, รถเมล์, รถแท็กซี่ หรืออะไรก็ตามบนถนนสาธารณะ คนที่ขับขี่จะต้องมีใบขับขี่ติดตัวตลอดเวลาที่มีการขับรถ โดยเฉพาะรถยนต์สาธารณะจำเป็นต้องมีการบันทึกลงระบบ GPS ด้วย เครื่องรูดบัตร แถบแม่เหล็ก เพือตรวจสอบผู้ขับขี่และระยะเวลาการขับรถสาธารณะ ในปัจจุบัน ขั้นตอนการขอมีใบอนุญาตการขับขี่ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เนื่องจากกฎหมายใหม่ระบุเอาไว้ว่า ผู้ที่ทำการขอใบอนุญาตขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมจากทางกรมการขนส่งทางบกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต ดังนั้นถ้าใครที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน ก็ต้องเข้าอบรม 5 ชั่วโมงทุกคน

อบรมและสอบใบขับขี่
ผู้ที่ทำการขอใบอนุญาตขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมจากทางกรมการขนส่งทางบกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เมื่อผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มขั้นตอนการอบรมได้เลย โดย 5 ชั่วโมงนี้ ก็จะมีทั้งทางเจ้าหน้าที่มาบรรยายให้ความรู้เรื่องสัญญาณจราจร, ป้ายจราจรต่าง ๆ และมีการเปิดวีดีโอรูปแบบต่าง ๆ ทั้งภาพการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง, ภาพการสัมภาษณ์คนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ, คลิปการขับรถปลอดภัย เป็นต้น ผู้ขอใบอนุญาตก็นั่งดูกันไปจนครบ 5 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จพิธี

ทำใบขับขี่ ได้แล้ว ที่ สถาบันการศึกษา 130 แห่ง ทั่วประเทศ ดังนี้
ข่าวดี ทำใบขับขี่ แถบแม่เหล็ก เพิ่มทางเลือกอบรมภาคทฤษฎี ไม่ต้องไปถึงขนส่ง กรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ได้เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ หรือ ใบขับขี่แถบแม่เหล็ก และขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ ด้วยการเปิดทางเลือกให้ประชาชนสามารถสมัครเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีกับ คลิก >>> สถาบันการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 130 แห่ง ที่มีความตกลงกับกรมการขนส่งทางบก โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีกับสำนักงานขนส่งเพียงอย่างเดียว โดยประชาชนที่จะเข้ารับการอบรมสถาบันการศึกษาจำนวน 130 แห่งทั่วประเทศ

สอบ ใบขับขี่ชั่วคราว & การต่ออายุใบขับขี่
อย่างไรก็ตาม หลักสูตรในการอบรมสำหรับผู้ขอรับใบขับขี่ชั่วคราว จะมีระยะเวลา 5 ชั่วโมง และหลักสูตรสำหรับขอต่ออายุใบขับขี่ จะมีระยะเวลา 1 ชั่วโมง รวมถึงการขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ กรณีใบเดิมสิ้นอายุเกิน 1 ปี หรือสิ้นอายุ 3 ปีด้วย โดยผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับหนังสือรับรองผ่านการอบรม สำหรับนำมายื่นแสดงเป็นหลักฐานขอเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ทดสอบข้อเขียนระบบ E-Exam และทดสอบขับรถ ตามระเบียบที่กรมการขนส่งทางบก กำหนด ก่อนที่จะได้รับ ใบขับขี่ แถบแม่เหล็ก ทีมีข้อมูลผู้ขับขี่อยู่บนแถบแม่เหล็กด้านหลังบัตร ส่วนเจ้าพนักงานและกรมขนส่ง สามารถตรวจสอบประวัติผูัขับขี่ก็สามารถทำได้ด้วยการใช้ เครื่องรูดบัตร อ่านข้อมูลประวัติบนแถบแม่เหล็กหลังบัตร

ระวัง ใบขับขี่ แถบแม่เหล็ก ปลอม
ทั้งนี้การเพิ่มทางเลือกอบรมหลักสูตรภาคทฤษฎีกับหน่วยงานภายนอก นอกจากจะเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนแล้ว ยังมุ่งเน้นให้ผู้ขอรับใบขับขี่มีความรู้ในการขับขี่อย่างปลอดภัย ตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ต้องติดต่อด้วยตนเองทุกขั้นตอน ดังนั้น อย่าหลงเชื่อติดต่อกับบุคคลภายนอกที่อาสาดำเนินการแทนหรือแอบอ้างว่าจะได้รับใบขับขี่ แถบแม่เหล็ก โดยไม่ต้องผ่านการอบรมหรือไม่ต้องทดสอบอย่างเด็ดขาด นอกจากจะสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นแล้ว อาจสูญเสียเอกสารหลักฐานสำคัญ ที่สำคัญจะได้รับใบขับขี่ แถบแม่เหล็กปลอมที่ไม่ได้ออกให้โดยหน่วยงานราชการ

Cr.ไทยรัฐ,Autodeft

8 ธ.ค. 2561

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

 ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”

ลดน้ำหนัก จากการ “กินแตงกวา”


ก่อนหน้านี้เทรนสายญี่ปุ่นด้วยการลดน้ำหนักที่ฮอตฮิตด้วยสูตรกล้วยลดน้ำหนักอันโด่งดังของญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน เรามาฟื้นความทรงจำกันอีกสักรอบ สูตรนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism ของร่างกายเรา แนะนำโดยชายชาวญี่ปุ่นที่ชื่อฮามาจิ ซึ่งภรรยาของเค้าที่เป็นเภสัชกรที่ศึกษาด้านโภชนบำบัดและเวชศาสตร์การป้องกัน เป็นผู้แนะนำและดูแลโภชนาการที่ถูกต้องให้กับเค้า จากการวัดผลน้ำหนักตัวจริงจาก เครื่องชั่งน้ําหนัก ก่อนและหลัง สามารถวัดน้ำหนักร่างกาย มวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน รวมทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียว ผลที่ได้เขาสามารถลดน้ำหนักลงได้ตามที่ใจต้องการ อีกทั้งยังมีสุขภาพดีขึ้นด้วย

วิธีลดน้ำหนัก ด้วย กล้วยหอม
วิธีการง่ายมากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ Metabolism โดยอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเส้นใยในกล้วยหอมเจอกับน้ำเปล่า มันจะไปขยายตัวในท้อง และช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ให้สะอาด สลายไขมันที่อุดตันอยู่ในเส้นเลือดออกมาได้ด้วย ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักด้วยกินกล้วยมื้อเช้าที่นิยมได้แก่ กล้วยหอมและกล้วยน้ำว้า แล้วให้งดอาหารประเภทอื่น ให้กินเฉพาะกล้วยกี่ผลก็ได้จนกว่าเราจะรู้สึกอิ่ม แต่ต้องกินคู่กับน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องเท่านั้น ค่อยๆเคี้ยวช้าๆให้ละเอียด ดื่มน้ำตามมากๆ หากกินกล้วยไปหลายลูกแล้วแต่ยังรู้สึกหิว เพราะร่างกายยังไม่ชินกับการกินกล้วยมื้อเช้า แนะนำว่าอาจหาอะไรอย่างอื่นกินได้ในปริมาณที่จำกัด แต่ต้องผ่านการกินกล้วยไป 15 – 30 นาที

เทรนด์ ลดน้ำหนัก ด้วย แตงกวา
ส่วนปีนี้ที่มาแรงมากๆสำหรับเทรนด์การลดน้ำหนักของคนญี่ปุ่นในตอนนี้ก็คือ การกินแตงกวา จากการลงตีพิมพ์ในหลายๆบทความว่า มีบางคนกินแต่แตงกวาอย่างเดียวสามารถลดน้ำหนักลงได้ 11 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน ทีวัดผลกันจริงจังด้วย เครื่องชั่งน้ําหนัก ลดน้ำหนักได้จริง ที่ฮิตกันขนาดนั้นก็เพราะ มีผลวิจัยเพิ่มออกมาว่า แตงกวา เป็นผักที่ มีเอนไซม์ชื่อ "phospholipase" ที่มีคุณสมบัติสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์อยู่ในปริมาณมากกว่าผักชนิดอื่น มีเส้นใยอาหารสูง มีแคลอรีต่ำ จึงถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก แต่ไม่แนะนำให้กินแตงกวาเพียงอย่างเดียว ควรกินอาหารชนิดอืนๆตามไปด้วยเป็นขั้นตอนจากคำแนะนำด้านล่าง

แตงกวาช่วยเรา ลดน้ำหนัก ได้อย่างไร
แตงกวามีแร่ธาตุ เอนไซม์และน้ำเป็นส่วนประกอบมากมาย จึงเหมาะกับเป็นอาหารลดน้ำหนักได้อย่างดี ช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ เพราะกินมากก็จะไม่ทำให้อ้วน แตงกวา 100 กรัม ให้พลังงาน 19 กิโลแคลอรี่เท่านั้นแล้วแตงกวา มีวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ แตงกวาทำหน้าที่เหมือนเป็นยาขับปัสสาวะ เหมาะกับคนที่ไตไม่ดี หรือมีอาการบวมน้ำ มีส่วนช่วยขับแอลกอฮอลล์ออกมาจากร่างกายผ่านปัสสาวะ จึงช่วยกำจัดอาการเมาค้าง ผู้เชี่ยวชาญการดูแลน้ำหนักชาวญี่ปุ่น มีหลักการง่ายๆมาแนะนำแบบไม่ทรมานตัวเอง คือ การเรียงลำดับอาหารที่กินให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนดังนี้

วิธี ลดน้ำหนัก ด้วยการกินแตงกวา
1.กินอย่างไรไม่ให้อ้วน เริ่มต้นด้วยการกินแตงกวา 1-2 ลูก ก่อนทุกครั้ง โดยเคี้ยวช้าๆ เนื่องจากแตงกวานอกจากมีคุณสมบัติในการช่วยสลายไขมันและขจัดเซลลูไลท์ ช่วยลดน้ำหนักชั้นยอดแล้ว ยังมีเนื้อที่ค่อนข้างแข็ง ฉะนั้น เราก็จะต้องเคี้ยวนานกว่าผักชนิดอื่น และยิ่งเคี้ยวนานเท่าไร ก็จะทำให้กระเพาะของเรารับรู้การอิ่มได้เร็วขึ้น เราจึงควรเลือกหยิบแตงกวาเข้าปากเราก่อน
2.กินผักต้มหรือผักลวกตาม เนื่องด้วยแตงกวามีคุณสมบัติทำให้ร่างกายเย็น ฉะนั้นเพื่อเป็นการปรับสมดุลอุณหภูมิของร่างกายเราก็ต้องกินผักลวกที่อุ่นขึ้นตามเพื่อรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกาย
3.ซดซุปผักใส่มิโซะ นอกจากเพื่อเพิ่มอรรถรสในการกินแล้วคุณสมบัติของมิโซะอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยชะลอการทำงานของไขมันและปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะได้ด้วย
4.กินอาหารที่มีโปรตีนและปรุงด้วยผักเป็นหลัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อทดแทนไขมัน วิธีนี้กินอย่างไรไม่ให้อ้วนก็ใกล้ความเป็นจริง
5.กินข้าวสวยในปริมาณไม่เกิน 1 ถ้วยเล็กเป็นลำดับสุดท้าย แม้แป้งจากข้าวอาจเป็นตัวสร้างน้ำหนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อสุขภาพที่ดี แต่หากเราจำกัดปริมาณเพียงถ้วยเล็กก็ทำให้ได้สมดุลดี แต่เนื่องจากเราจัดมากินในลำดับสุดท้ายหลังจากกินหลายอย่างไปจนช่องว่างในกระเพาะเราเหลือน้อยลง เราก็จะกินข้าวน้อยลงนั่นเอง

เสริมมื้อเย็น แบบเบาๆ
กินอย่างไรไม่ให้อ้วน แนะนำให้กินมื้อเย็นเร็วขึ้นและพยายามกินไม่เกิน 6 โมงเย็น แต่หากติดธุระ ดึกสุดก็ไม่ควรกินอะไรหลัง 2 ทุ่ม อย่ากินมื้อเย็นตอนดึก เป็นเรื่องสำคัญมากมากที่คุณต้องไม่กินอาหารใดเลยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะร่างกายต้องการแคลอรีน้อยมากตอนหลับ กินอะไรเข้าไปก็จะเป็นส่วนเกินทั้งนั้น เพียงเท่านี้น้ำหนักของคุณบน
ตาชั่ง เครื่องชั่งน้ําหนัก ก็ลดลงจนหน้าใจหาย เครื่องชั่งน้ําหนัก ยังสามารถวัดมวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานได้อีกด้วย รู้น้ำหนักแล้วยังรู้ว่าเรามีสุขภาพดีขึ้นอย่างไรบ้าง

Cr.มติชน,สนุก,healthy2balance

6 ต.ค. 2561

เทคโนโลยี Li-Fi


เทคโนโลยี Li-Fi



นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จด้วยเทคโนโลยี Li-Fi ในการส่งข้อมูลด้วยความเร็วถึง 224 gigabits ซึ่งความเป็นไปได้ในการที่เทคโนโลยี Li-Fi ดังกล่าวจะเปลี่ยนทุกสิ่งเกี่ยวกับวิธีการใช้อินเตอร์เน็ตของเรานั้นมีสูงมาก และตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เอาเทคโนโลยี Li-Fi ออกมาจากห้องแลปเป็นครั้งแรกและกำลังทดสอบมันอยู่ในออฟฟิศและสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งพวกเขาได้รายงานว่า พวกเขาสามารถรับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 1 Gigabyte ต่อวินาที ซึ่งมากเป็น 100 เท่าของความเร็วเฉลี่ยของ Wi-Fi ในปัจจุบัน

เทคโนโลยี Li-Fi นั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Harald Haas จาก University of Edinburgh ที่ประเทศ Scotland ในปี 2011 ตอนที่เขาได้สาธิตเป็นครั้งแรกว่าการเปิดปิดไฟจากหลอดไฟอัตโนมัติ (LED) เพียงหนึ่งดวงนั้นทำให้เขาสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่าเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งต้นเสียอีก ซึ่งถ้าคิดย้อนกลับไปถึงตัวเลข 224 gigabits ต่อวินาทีแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงการดาวน์โหลดภาพยนตร์ขนาด 1.5 GB จำนวน 18 เรื่องในทุกๆ 1 วินาทีเลยทีเดียว

เทคโนโลยี Li-Fi ดังกล่าวนั้นใช้ Visible Light Communication (VLC) หรือการสื่อสารด้วยแสง ซึ่งเป็นสื่อการสื่อสารที่ใช้แสงสว่างที่อยู่ในคลื่นความถี่ระหว่าง 400 ถึง 800 terahertz (THz) โดยการทำงานของมันนั้นจะเหมือนกับรหัสมอสที่ก้าวหน้าไปมาก โดยการจุดและดับ หลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติตามรูปแบบหนึ่งๆนั้นจะสามารถสื่อถึงข้อความลับได้ ซึ่งการเปิดและปิดไฟอัตโนมัติ (LED) ด้วยความเร็วที่สูงมากนั้นสามารถจะนำไปเขียนและส่งผ่านข้อมูลในรูปแบบของ binary code ได้

ในขณะที่เราอาจจะกังวลว่าเทคโนโลยี Li-Fi ด้วยการเปิดปิดไฟอัตโนมัติ (LED)ให้กระพริบอยู่ในที่ทำงานนั้นจะทำให้เราทำงานไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะว่าหลอดไฟเปิดปิดอัตโนมัติ LED นั้นสามารถเปิดปิดด้วยความเร็วที่ตาเปล่าไม่สามารถรับรู้ได้

ส่วนข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Li-Fi ต่อ Wi-Fi ที่นอกเหนือจากความเร็วที่อาจจะสูงกว่ามากแล้วก็คือ การที่แสงนั้นไม่สามารถผ่านทะลุกำแพงได้ ซึ่งทำให้ เทคโนโลยี Li-Fi เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่ามาก และนั่นก็หมายถึงการรบกวนระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ที่น้อยลงด้วย และถึงแม้ว่าเทคโนโลยี Li-Fi อาจจะไม่ได้แทนที่ Wi-Fi ไปอย่างสิ้นเชิงภายในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ทั้งสองเทคโนโลยีก็สามารถถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครือข่ายให้เพิ่มสูงขึ้นได้

บ้าน ที่ทำงาน และตึกอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ได้มีการวางระบบพื้นฐานสำหรับการให้สัญญาณ Wi-Fi ไว้แล้ว ซึ่งการจะไปรื้อถอนสิ่งเหล่านั้นออกมาทั้งหมดเพื่อแทนที่มันด้วยเทคโนโลยี Li-Fi นั้นก็ไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราก็ควรจะเสริมความสามารถให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ให้ทำงานกับ เทคโนโลยี Li-Fi ได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทีมวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกก็กำลังพยายามกันอยู่ในตอนนี้ 

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Li-Fi ได้รายงานว่า Hass และทีมงานของเขาได้เปิดบริษัท PureLifi ซึ่งให้บริษัทแอพพลิเคสั่นสำหรับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ปลอดภัยด้วยความเร็ว 11.5 MB ต่อวินาที ซึ่งมีความเร็วเทียบเท่ากับ Wi-Fi รุ่นแรก อีกทั้งบริษัท Oledcomm จากฝรั่งเศสเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการติดตั้งเทคโนโลยี Li-Fi ในโรงพยาบาลท้องถิ่นต่างๆ ด้วยเช่นกัน

หากการใช้งานเทคโนโลยี Li-Fi เหล่านี้ประสบความสำเร็จล่ะก็ ความฝันที่ Hass ได้กล่าวไว้ในปี 2011 ว่าทุกคนอาจจะได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านไฟอัตโนมัติ (LED) ในบ้านของพวกเขาก็อาจจะเป็นจริงก็เป็นได้

Cr.วิชาการ

7 ส.ค. 2561

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์

แอพใหม่ Wongnai POS สำหรับ ร้านอาหาร ออนไลน์


Wongnai บริการรวมข้อมูลและรีวิวร้านอาหาร เปิดตัวบริการใหม่ระบบการจัดการร้านอาหารแบบครบวงจร สำหรับคนที่อยากเริ่มทำร้านอาหารหรือคนที่ทำร้านอาหารอยู่แล้วแต่อยากได้ระบบที่จะทำให้จัดการดูแลร้านอาหารได้ดีขึ้น มีแอพพลิเคชั่นเด็ดมาให้ใช้งานเพียบแบบที่ปกติต้องจ่ายปีละเป็นหมื่น แต่นี่ Wongnai เอามาให้ใช้กันฟรีๆไปเลย กับแอพพลิเคชั่นใหม่ Wongnai POS

แอพใหม่ จาก Food Story

แอพใหม่ Wongnai POS นี้ทาง Wongnai ได้ร่วมมือกับทีม Food Story ที่ทำแอปพลิเคชันระบบจัดการร้านอาหารอยู่แล้ว ที่ทำแอปด้านนี้ให้เหล่าร้านดังมาช่วยทำระบบให้ มีประสบการณ์ทำให้เชนร้านอาหารชื่อดังมากมาย เช่น Central Food Hall มาเป็นเบื้องหลังให้ ทำให้มั่นใจถึงประสิทธิถาพของแอพพลิเคชั่นได้ โดยทางทีม Wongnai ได้เข้าไปร่วมทุนอัดฉีดทีม Food Story ด้วยเงินถึง 1 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 33 ล้านบาทเลยทีเดียว

เครื่องอ่าน QR Code กับ แอพใหม่

แอพพลิเคชั่น Wongnai POS เป็นระบบการจัดการร้านอาหารออนไลน์ครบวงจรที่ใช้งานง่ายและฟรี แค่มี iPad เครื่องเดียวก็สามารถโหลดลงมาลงทะเบียนแล้วใช้ได้เลย มีหน้าจอและฟีเจอร์จำเป็นในการทำร้านอาหารครบครันทั้งรับออเดอร์ เก็บเงิน สรุบยอดบัญชี และสามารถต่อกับเครื่องปริ้นท์ใบเสร็จ, ลิ้นชักเก็บเงินและ เครื่องอ่าน QR Code เพื่อชำระเงินออนไลน์ได้ทันที เงินเข้าระบบธนาคารหักเงินนำส่งร้านค้าในเวลาถัดมา

อัพเดตโปรโมชั่น ร้านอาหาร ออนไลน์

โดย Wongnai ดังเดิมเป็นบริการค้นหาร้านอาหารและรีวิวร้านอาหารผ่านทั้งทางเว็บ Wongnai และ แอพพลิเคชั่น Wongnai บน iOS และ Android ที่มีผู้ใช้งานอยู่มากถึง 8 ล้านคน ซึ่งร้านค้าที่เปลี่ยนมาใช้งานแอพใหม่ Wongnai POS จะเชื่อมต่อร้านอาหารของเราเข้าไปในลิสต์ของ Wongnai และเข้าไปปรับเปลี่ยนข้อมูลหรืออัพเดตโปรโมชั่นต่างๆของร้านเราใน Wongnai ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการการปรับเมนู, เวลาเปิด-ปิด และโปรโมชั่น ได้บนออนไลน์ เปลี่ยนทีเดียวได้ทั้งเว็บและแอปบนมือ

บริการสั่งอาหาร ออนไลน์ ส่งถึงที่

นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการขายให้ร้านค้าแบบง่ายๆไม่ต้องเปิดสาขาเพิ่ม ด้วยการรองรับระบบรับออเดอร์ผ่าน LINE MAN บริการสั่งอาหารส่งถึงที่ ทั้งสะดวกและรวดเร็ว ณ ปัจจุบันมีลูกค้าผู้สั่งซื้อมากกว่า 6 หมื่นครั้งต่อสัปดาห์และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีก โดยจะรับออเดอร์จากลูกค้าโดยตรงไม่ต้องรอเมสเซนเจอร์มาถึงร้านก่อนผ่านระบบ Food Delivery Notification ในแอปพลิเคชัน Wongnai POS เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านอาหาร

ชำระเงินค่าอาหารผ่าน QR Code

และแอปพลิเคชัน Wongnai POS ที่น่าสนใจคือระบบจ่ายเงินค่าอาหารผ่าน QR Code จาก SCB Easy เพียงแค่สแกนผ่าน เครื่องอ่าน QR Code ก็จ่ายเงินได้เลย โดยฟีเจอร์นี้เชื่อมเข้ากับ เครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด กับระบบเก็บเงินของร้านค้าทำให้นับยอดได้เลยและมีระบุค่าอาหารไว้ชัดเจนไม่ต้องกลัวจ่ายเงินผิดหรือทอนเงินผิด เพิ่มความสะดวกให้กับทั้งร้านอาหารและลูกค้าสำหรับร้านค้าที่มีระบบเดิมอยู่แล้ว และใช้งานเพียงแค่เก็บเงินเท่านั้น เป็นเรื่องน่าเอาไปคิดนะว่าจะเปลี่ยนมาใช้แอพใหม่ Wongnai POS แทนดีหรือไม่

แอพใหม่ Wongnai POS โหลดฟรี

เพราะแอปพลิเคชัน Wongnai POS มันฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก และระบบเดิมเราก็ไม่สามารถดึงข้อมูลออกมาใช้งานได้เท่าไหร่นัก ร้านอาหารเปลี่ยนมาใช้แอพใหม่ Wongnai POS มันช่วยให้เราสามารถสรุปการดำเนินการ ดูรายงานยอดตัดเงินออนไลน์เข้าบัญชีร้านค้าได้ทันทีแบบเรียลไทม์ รวมถึงตรวจสอบยอดขาย และอื่นๆผ่านเน็ตได้เลยอีกต่างหาก การทิ้งของเก่าหันมาใช้ของใหม่ แค่เสียเวลาติดตั้งลงข้อมูลเมนูนิดหน่อยติดตั้ง เครื่องอ่านคิวอาร์โค้ด ก็ใช้งานได้เลย ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมโหลดฟรี ก็อาจจะคุ้มค่าดีนะ

Cr.Droidsans

9 เม.ย. 2561

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

 ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน


การนั่งทำงาน หลังงอ ห่อไหล่ ไขว่ห้าง เท้าคาง และก้มคอ (สังคมก้มหน้า เล่นแต่มือถือตลอดเวลา) เป็นเวลานานๆ ในท่าเดิม ๆ และทำซ้ำจนกลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชินโดยไม่รู้ตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิตและผลกระทบต่อการไหลเวียนของออกซิเจนในร่างกาย ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดก็จะน้อยลง จะมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังเริ่มซีดเพราะร่างกายจะตอบสนองต่อการขาดออกซิเจนในเลือด เราสามารถวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้ ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 90% จะมีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด ซึ่งควรเปลี่ยนอิริยาบทและขยับร่างกาย

แม้แต่ท่าทางในขณะขับรถในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ ก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพและอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน เพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงและรับมือกับการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนในร่างกายเบื้องต้นก่อนนำไปสู่ภาวะร่ายกายอ่อนแอต่อไปได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้แบบง่าย ๆ เรามีวิธีสังเกตพฤติกรรมและอาการของอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการนั่งทำงานผิดท่ามาฝาก อาทิ ปวดขา ปวดหัว ปวดคอ บ่า ไหล่ ฯลฯ

1. ปวดหัวเรื้อรัง 
หากคุณมีอาการปวดหัวตื้อๆ และปวดร้าวลามไปบริเวณท้ายทอยหรือต้นคอ อาจมีจุดกดเจ็บหรือปวดมากหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางคนมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด สาเหตุมักเกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนักอย่างต่อเนื่องหรือความเครียดสะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและขาดออกซิเจนในทีสุด ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ซึ่งสามารถวัดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ตัวเครื่องก็จะทำการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดออกมาพร้อมกับกราฟชีพจรและอัตราการเต้นหัวใจของคุณออกมาแบบ Real Time แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ปรับท่านั่งเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสมเพื่อหลีกเลียงการปวดเมื่อยจากการขาดออกซิเจนในเลือดระหว่างนั่งผิดท่าได้

2. ปวดคอ บ่า ไหล่
ปวดเมื่อยยอดนิยมของคนกรุงฯ ที่มักจะนั่งยกไหล่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากนั่งทำงานหน้าคอม ฯ การวางจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในระดับความสูงที่ไม่เหมาะสมกับความสูงของเก้าอี้ หรืออาจเกิดจากการนั่งก้มหน้าและจ้องคอมฯหรือมือถือเป็นเวลาต่อเนืองและยาวนาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอหดเกร็งเกิดจากการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดไม่สะดวกเป็นเวลานาน นานวันเข้าก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ และตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงบ่า ไหล่ สะบัก และแผ่นหลัง ส่วนใหญ่พบว่า นั่งนานปวดไหล่เกิดจาก กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแผ่นหลังซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายมักจะยกสูงกว่าอีกซีกไปโดยปริยาย

3. ปวดหลัง สะโพก และบั้นเอว
ท่านั่งไขว่ห้างยอดนิยมของคุณผู้หญิงนั่นละ นั่งไขว่ห้าง อันตราย ที่นำไปสู่อาการเจ็บปวดด้วยภาวะหมอนรองกระดูกได้เลยทีเดียว เพราะขณะไขว่ห้างน้ำหนักจะเทลงไปที่ขาและฝ่าเท้าข้างใดข้างหนึ่ง บวกกับการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดบริเวณส่วนล่างของร่างกายที่ไม่ดี ส่งผลให้ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เอว และแผ่นหลังผิดรูป กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง จนถึงขั้นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือกระดูกทับเส้นประสาท แนะนำให้ปรับท่านั่งทำงานเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสม

4. ปวดขาและหัวเข่า
คนที่มักจะนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ทำงาน หรือชอบนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้าไม่ดีพอ นอกจากจะทำให้เป็นเหน็บชาบ่อย ปวดหัวเข่า และเมื่อยขาเรื้อรัง คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรืออายุมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ายึดหรือหดตัวผิดปกติได้ ควรหมั่นเปลียนอิริยาบทหรือเปลี่ยนท่านั่งเป็นระยะ ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดเมื่อยและช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้

หากคุณกำลังอดทนกับอาการปวดเมื่อยเรื้อรังของกล้ามเนื้ออยู่ละก็ ขอให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั่งทำงานและท่านั่งโดยด่วน เพราะอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงในอนาคต โดยเฉพาะคนที่นั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานอาจส่งผลให้อัตราการเผาผลาญไขมันลดลง เกิดการสะสมตัวของอินซูลินจากตับอ่อนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน สมองทำงานช้าลงและปวดเมื่อย เพราะการไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน หรืออยู่ท่าเดิมนาน ๆ ควรหมั่นขยับร่างกาย ในระหว่างวันนอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ แล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตและอ็อกซิเจนทำงานได้ดีขึ้น หรือจะวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อตรวจเช็คดูว่าเรานั่งผิดท่านานเกินไปทีมีผลกับออกซิเจนในเลือดไหมเพื่อลดอาการปวดเมื่อยลงได้

Cr.สปริงนิวส์

3 เม.ย. 2561

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย



ออกซิเจน และ น้ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของคนเรา ถ้าต้องการมีสุขภาพดี แข็งแรง รวมไปถึงอยากให้มีผิวพรรณที่สวยงาม สดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ก็ต้องหมั่นเติมออกซิเจนและน้ำเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากน้ำและออกซิเจนในเลือดเป็นสิ่งสำคัญทั้งในการเจริญเติบโตการซ่อมแซมและการทำงานของระบบในร่างกายแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะต่างๆ ไปจนถึงระดับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ น้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมนุษย์มากถึง 60 % ถ้าร่างกายขาดน้ำเพียง 1-2 วัน มีโอกาสเสียชีวิตได้

เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
นอกจากน้ำแล้ว ออกซิเจนก็มีส่วนสำคัญ การเพิ่มขึ้นของปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด สามารถส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเรา ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นส่วนสมอง ก็จะมีการกระตุ้นให้มีระบบความจำที่ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้น ถ้าเป็นส่วนตับ ก็จะสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ ที่เข้ามาในในร่างกายของเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่ต้องการเน้นเรื่องของสุขภาพความงาม การมีสุขภาพดี คือ การทำให้ร่างกายสามารถที่จะได้รับออกซิเจนและใช้มันให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และ ยังช่วยเร่งการขจัดของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย

ออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร
ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจน และน้ำที่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้มีผิวพรรณสวย ดูดีจากภายในสู่ภายนอก แล้ว ค่าออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร ถึงจะเพียงพอ ปกติแล้วค่าออกซิเจนในเลือดควรจะอยู่ที่ 96 – 99% ของความอิ่มตัวสูงสุดในเลือด เราสามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) สำหรับใช้วัดชีพจรและปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ขนาดเล้กกะทัดรัดพกพาสะดวกใช้งานง่ายเพียงหนีบ เครื่องวัดออกซิเจน ไว้ที่ปลายนิ้วแล้วกดสวิตช์เปิดเครื่องก็สามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านหน้าจอได้ทันที

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
1.สูดหายใจเต็ม ๆ
อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดี การหายใจเต็มที่ จะทำให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เราเครียดจะยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะตอนเราเครียด กล้ามเนื้อร่างกายจะเกร็ง ทำให้ระดับออกซิเจนลดลง คนที่รู้สึกอยากผ่อนคลายความเครียด ก็หายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ (หายใจเข้าท้องป่อง กลั้นไว้ แล้วปล่อยค่อยๆ ออก) ออกซิเจนจะเข้าไปเต็มปอด ออกซิเจนในเลือดก็จะเพิ่มขึ้น จะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก คนที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะรู้ดีเลยล่ะ

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ
เช่น การวิ่งวันละ 15 นาที จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้มาก สามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดด้วย เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) ที่เพิ่มขึ้นได้ ควรหมั่นออกกำลังกายให้ได้ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายเพิ่มปริมาณออกซิเจนได้มากขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น และ เลือดก็จะถูกสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สดใสมีชีวิตชีวา

3.อบความร้อน
ความร้อนจากห้องซาวน่า การสตรีม หรือแม้แต่การแช่น้ำร้อนที่อ่างอาบน้ำที่บ้าน จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ช่วยส่งผ่านออกซิเจนในเลือดไปยังส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะความร้อนนี้ จะทำให้หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยบริเวณผิวขยายตัว ที่สำคัญยังมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อและการหายใจผ่อนคลายมากขึ้นเพราะฉะนั้นถ้าหาเวลาไปอบซาวน่า เข้าห้องอบไอน้ำในฟิสเนส แช่น้ำอุ่นในอ่างน้ำที่บ้าน หรือการไปแช่น้ำอุ่นในสปา ก็เป็นการช่วยในเรื่องนี้ได้เหมือนกัน

4.นวดเพื่อสุขภาพ
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ก็ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายให้เราได้ เพราะตอนที่เรารู้สึกปวดเมื่อย ก็หมายความว่ากล้ามเนื้อของเรากำลังหดตัว เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี กล้ามเนื้อจะขาดออกซิเจนและสารอาหาร ดังนั้นให้ใช้มือ นวดเป็นวงกลมเล็กๆ ทั่วบริเวณกล้ามเนื้อที่ตึง กดด้วยแรงพอดีๆ ตรงจุดที่ปวด ก็จะรู้สึกดีขึ้น หรือไม่ก็เข้าสปา หาร้านนวดที่ไว้ใจได้ เราก็จะรู้สึกสบายตัวขึ้น

5.ดื่มน้ําเพิ่มออกซิเจน
คิดว่าหลายคนคงไม่รู้ ว่าการดื่มน้ำก็ช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งปกติน้ำดื่มทั่วไปจะมีค่าออกซิเจนละลายอยู่ประมาณ 7 มก.ต่อลิตร มีงานวิจัยมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า ชุมชนที่ห่างไกลที่ปริโภคน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทีมีออกซิเจนอยู่มากมาย มีอายุยืนยาว ไม่เคยเจ็บป่วยเลย และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เป็นประจำทุกวัน จึงให้ประโยชน์แก่ร่างกายและดีต่อสุขภาพ ยิ่งเป็นน้ำดื่มที่มีที่มีปริมาณออกซิเจนสูงๆ ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด ยิ่งเพิ่มคุณประโยชน์ให้แก่ร่างกายอย่างมาก

Cr.Lady108