แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้พิการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้พิการ แสดงบทความทั้งหมด

18 พ.ย. 2558

รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืน

 รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืน
อีกหนึ่งผลงานสิ่งประดิษฐ์รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์(Micro controller) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยพิการ หรือผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงช่วงล่าง ให้สามารถช่วยเหลือตัวเอง และช่วยแบ่งเบาภาระให้ผู้ดูแล จากความร่วมมือของสองสถาบันอย่าง มทร.ธัญบุรี กับ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
     
ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า โครงการรถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์(Micro controller)นี้เกิดขึ้นมาจากแนวคิดของ ผศ.นพ.นิยม ลออปักษิณ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ ที่เห็นว่าควรจะมีอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วย กล้ามเนื้ออ่อนแรง (ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปถึงด้านล่าง) ที่ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น ไม่สามารถลุกยืน หรือจับสิ่งของได้ด้วยตัวเอง ให้มีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถแบ่งเบาภาระให้กับญาติหรือผู้ดูแลได้ จึงเป็นที่มาของการประดิษฐ์รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนได้ด้วยระบบไมโคร คอนโทรลเลอร์ โดยความร่วมมือของทั้งสองสถาบัน
     
"รถเข็นแบบปรับ ยืนได้ด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์(Micro controller) สามารถใช้เป็นรถเข็นไฟฟ้าแบบทั่วไป แต่สามารถยืดขึ้นเพื่อพยุงให้ผู้ป่วยสามารถลุกยืนขึ้นได้ โดยมีไมโครคอนโทรลเลอร์(Micro controller)เป็นชุดควบคุมการทำงานทั้งระบบ การควบคุม มี 2 ลักษณะ คือ คันโยก (Joy Stick) และชุดควบคุมระยะไกล (Remote Control) สามารถเคลื่อนที่ได้ 4 ทิศทางคือ เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา สามารถปรับระดับให้ผู้ป่วยลุก-ยืน โดยมีสายรัดประคองตัวบริเวณหน้าท้องและหัวเข่าขณะนั่งหรือยืนขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเคลื่อนตัวและลุกยืนของผู้ป่วย"
     
ดร.เดช ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่พิการ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงช่วงล่าง มีความต้องการใช้รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนได้ เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ดูแล แต่เนื่องจาก เครื่องที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงมาก ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่มีโอกาสได้ใช้ ในขณะที่รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์(Micro controller)ที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ มีราคาต้นแบบของเครื่องประมาณ 35,000 บาทเท่านั้น ซึ่งทางศูนย์การแพทย์ มศว.และ มทร.ธัญบุรี หวังว่า เครื่องมือที่ประดิษฐ์รถเข็นไฟฟ้าแบบปรับยืนจะสามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่าง ทั่วถึงและเท่าเทียม

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ เอแอลเอส (ALS –Amyotrophic Lateral Sclerosis) เป็นโรคเกี่ยวกับเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสียหรือเสื่อมไป โรค ALS พบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ ซึ่งอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี มักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่หากผู้ใดเป็นโรคนี้แล้ว จะมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตอย่างมากทีเดียว

Cr.ผู้จัดการ

5 ก.ย. 2558

รถวีลแชร์อัจฉริยะ


  รถวีลแชร์อัจฉริยะ

  เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้พิการ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กันจึงเป็นเรื่องของเครื่องมือ เครื่องไม้อัจฉริยะสำหรับตอบสนองการเคลื่อนไหว ในยามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำงานได้ไม่สะดวกเหมือนเคย และจะดีแค่ไหนหากผู้พิการและผู้สูงอายุบนวีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนเองได้ อย่างปลอดภัย และจะดีแค่ไหนหากพวกเขาสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แบบไม่ยากเย็น ตามไปดูวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)จากนักวิจัยมหิดล ที่จะทำให้ชีวิตของผู้พิการไม่ยุ่งยากอีกต่อไป
     
       นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนารถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair) กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตั้งแต่ระดับที่มีอาการน้อยไป จนถึงระดับที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่สมองยังสั่งการได้อยู่ เพราะมีระบบนำทางอัตโนมัติที่ถูกโปรแกรมให้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานได้โดยตรง

        รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)มีระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ ที่ต้องการได้ในปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติและระบบใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณ จากสมอง ไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอคอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ
     
       นักวิจัย อธิบายว่า ระบบการทำงานของวีลแชร์มี 2 ระบบคือ ระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดา โดยระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ที่ต้องการ ได้อัตโนมัติโดยการเลือกตำแหน่งปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังใช้มือได้, ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติ, ใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณจากสมอง ในกรณีที่ผู้ป่วยพิการทั้งร่างกายไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอ คอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ ที่ในระหว่างการนำทางระบบยังสามารถตรวจจับ และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้อีกด้วย
     
       “ความโดดเด่นอีกประการ คือ ผู้ใช้รถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)สามารถเปลี่ยนโหมด การทำงานเป็นโหมดการทำงานแบบธรรมดาได้ด้วย ซึ่งในการควบคุมโหมดธรรมดานี้ผู้ใช้จะสั่งงานได้จากหลายๆ อวัยวะตามถนัดทั้งมือ, คาง, ตา หรือสัญญาณสมอง เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ และยังสามารถบันทึกตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก ” นายดิลก เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

       ในส่วนขององค์ประกอบ นายดิลก ระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Mini PC) สำหรับเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ บนวีลแชร์เพื่อส่งไปยังเซิฟเวอร์ผ่านระบบไวไฟ, 2.จอแอลอีดีเล็กขนาด 7 นิ้ว สำหรับติดต่อกับผู้ใช้งาน,3.เครื่องสแกนเลเซอร์(Laser Scanner)เป็นเสมือนเครื่องสแกนแบบพกพา สำหรับระบุตำแหน่งของวีลแชร์ เพื่อใช้ในการนำทางและตรวจจับสิ่งกีดขวาง และส่วนสุดท้ายคือ 4.สแกนเนอร์เลเซอร์แบบหมุนได้ ที่ใช้สำหรับตรวจสอบจับสิ่งกีดขวางที่อยู่บนพื้น
     
       ก่อนที่จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัตินั้นระบบจำเป็นจะต้องมีแผนที่ของห้องที่ผู้ ใช้จะไปก่อน โดยระบบจะทำการสร้างแผนที่จากโอโดมิเตอร์ (Odometer) และเครื่องสแกนเลเซอร์ (Laser Scanner) ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องสแกนแบบพกพาติด ตั้งอยู่บนรถเข็นโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “แสลม” (Simulatoneus locolization and mapping: SLAM) ที่จะบันทึกจุดหรือสถานที่ที่ผู้ใช้งานใช้เป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ซึ่งระบบแสลมดังกล่าวนักวิจัยเผยว่า ได้พัฒนาขึ้นมาจากระบบอาร์โอเอส (Robot Operating System: ROS) ที่ผู้ใช้งานเพียงเลือกสถุานีปลายทาง ระบบก็จะทำการประมวลผลเส้นทางที่เป็นไปได้ และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ไปถึงจุดหมาย
     
       “ณ ตอนนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จและพร้อมผลิตรถวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)หากมีผู้สนใจ แต่ปัญหาอีกสิ่งที่กังวลคือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท เพราะระบบอัตโนมัติค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่ในอนาคตก็อาจจะถูกลงได้อีก และอยู่กับผู้ใช้ด้วยว่าต้องการระบบแบบไหนถ้าไม่ต้องการระบบอัตโนมัติก็จะลด ราคาลงมาได้อยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว” นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติม
     
       นอกจากนี้นักวิจัยยังเผยด้วยว่า ผลงานวีลแชร์อัจฉริยะ(Smart Wheelchair)ยังเคยเข้าร่วมแข่งขันในเวที i-CREATe (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) เวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับนานาชาติที่สิงคโปร์เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย

Cr.ผู้จัดการ