28 ก.ย. 2560

ชำระเงิน ด้วย บัตรมาสเตอร์การ์ด

ชำระเงิน ด้วย บัตรมาสเตอร์การ์ด


ชำระเงิน ด้วย บัตรมาสเตอร์การ์ด

ชำระเงิน ด้วย บัตรมาสเตอร์การ์ด


บัตรมาสเตอร์การ์ด มีการขยายโซลูชั่นเกี่ยวกับการชำระเงินผ่านบาร์โค้ด เพื่อให้ผู้บริโภคหรือ ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต สามารถสแกนบาร์โค้ดบนโทรศัพท์มือถือผ่านเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) ณ จุดชำระเงิน ได้ทันที ใช้ได้ร่วมกันทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนก็ตาม การประกาศนี้เป็นการให้ข่าวสารเพิ่มเติมต่อเนื่องมาจากโครงการ Bharat QR การชำระเงินด้วยบาร์โค้ดที่ได้เปิดตัวไปแล้วในอินเดียปีนี้ และตามมาด้วยการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจในประเทศไทยในการเปิดตัวบาร์โค้ดมาตรฐาน ( Standardized QR BarCode) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

บัตรมาสเตอร์การ์ด EMV
ในการประกาศการใช้งานบัตรมาสเตอร์การ์ด EMVCoครั้งนั้นบัตรมาสเตอร์การ์ดได้มีการเผยแผนที่จะเริ่มทยอยใช้โซลูชั่นการชำระเงินด้วยบาร์โค้ดของระบบบัตรมาสเตอร์การ์ด EMVCo ภายในปีนี้ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังจะมีการเริ่มทดลองใช้มาสเตอร์การ์ดบาร์โค้ดในประเทศอินโดนีเซียภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อม ๆ กับอีกหลายแห่งในเอเชียแปซิฟิกก่อนจะถึงสิ้นปี ตลอดไปจนถึงช่วงต้นของปี 2561

บาร์โค้ด มาตรฐานสากล
บัตรมาสเตอร์การ์ด EMVCo ได้ร่วมมือกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการค้าปลีกค้าส่งได้ร่วมมือกันสร้างมาตรฐานชำระเงินด้วยบาร์โค้ด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบาร์โค้ดระบบใหม่ จะมีความสอดคล้องต้องกันทั้งในด้านการสร้างรหัส และการอ่านรหัส ผ่านทางโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภค บัตรมาสเตอร์การ์ดยังได้ระบุแผนการในการเพิ่มทางเลือกให้กับรูปแบบการชำระเงินในส่วนของการค้าปลีกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต สามารถสแกนบาร์โค้ดบนโทรศัพท์มือถือผ่าน เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) ณ จุดชำระเงิน ได้ทันทีผ่านการขยายวิธีการชำระเงินด้วยบาร์โค้ด

ชำระเงิน บน โทรศัพท์มือถือ
บัตรมาสเตอร์การ์ด EMVCo เป็นการต่อยอดมาจากผลงานด้านบาร์โค้ดของบัตรมาสเตอร์การ์ดในอินเดีย และแอฟริกา ที่ทางบัตรมาสเตอร์การ์ดตั้งตารอเพื่อนำมาตรฐานบาร์โค้ดสากลของ EMVCo มาใช้ ซึ่งในระหว่างนี้ บัตรมาสเตอร์การ์ดยังคงร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า การชำระเงินและรับชำระเงินด้วยบัตรมาสเตอร์การ์ดนั้น จะมีความปลอดภัย ไม่ว่าจะทำโดยผ่านอุปกรณ์ใดก็ตามแม้นกระทั้งการสแกนบาร์โค้ดบนโทรศัพท์มือถือ

ชำระเงินแบบไร้สัมผัส ด้วย บาร์โค้ด
การใช้บาร์โค้ดชำระเงิน ณ จุดขายในประเทศต่าง ๆ จะช่วยเติมเต็มระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัสด้วยบาร์โค้ด (contactless payment) ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยให้ ร้านค้าทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในเครือบริษัทข้ามชาติ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือ ผู้ขายรายย่อยหรือแม้แต่ร้านค้าข้างทาง สามารถสแกนบาร์โค้ดบนโทรศัพท์มือถือผ่าน เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) ณ จุดชำระเงิน ก็สามารถรับชำระเงินได้ด้วยบัตรมาสเตอร์การ์ดด้วยวิธีการที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนต่ำ

บัตรมาสเตอร์การ์ด & ร้านค้าข้างทาง
โซลูชั่นการใช้บาร์โค้ดชำระเงิน ณ จุดขายของมาสเตอร์การ์ดเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด ทั้งตลาดแบบดั้งเดิมและตลาดแบบใหม่ (non- traditional markets) ในทุกช่วงของการพัฒนา ตั้งแต่ผู้ค้าปลีกขนาดเล็กในแอฟริกา เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือ หรือร้านค้าข้างทาง ไปจนถึงร้านค้าปลีกรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตในประเทศจีน ให้สามารถรองรับการชำระเงินด้วยบาร์โค้ดได้ไม่ว่าสินค้าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม

บัตรมาสเตอร์การ์ด & โทรศัพท์มือถือ
มาสเตอร์การ์ด เริ่มเปิดตัวการชำระเงินผ่านบาร์โค้ดในปี 2559 ช่วยให้ผู้คนที่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะรุ่นใดแบบใด สามารถทำการชำระเงินซื้อสินค้าและบริการด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพกบัตรพลาสติก เพียงแค่ลูกค้าใช้สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ด ณ จุดชำระค่าบริการของผู้ค้า หรือป้อนรหัสใส่ในโทรศัพท์ที่รองรับการใช้งานเท่านนี้ก็สามารถช็อปปิ้งซื้อสินค้าได้สะดวกและปลอดภัยอีกด้วย

เครื่องอ่านบาร์โค้ด & บัตรมาสเตอร์การ์ด
การใช้บาร์โค้ดชำระเงิน ณ จุดขายของมาสเตอร์การ์ดได้นำเสนอให้กับผู้บริโภคนี้ จะช่วยให้ผู้ขายสามารถสแกนบาร์โค้ดจากสมาร์ทโฟนผ่านเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) และรับชำระเงินผ่านระบบเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ดได้ทันที เป็นการใช้เทคโนโลยี M/Chip เพื่อสร้างรูปแบบการชำระเงินที่มีความปลอดภัยบนโครงข่ายของบัตรมาสเตอร์การ์ด EMV

Cr.สยามโฟน

ร้านสะดวกซื้อ จ่ายด้วย สมาร์ทโฟน

ร้านสะดวกซื้อ จ่ายด้วย สมาร์ทโฟน


 

ร้านสะดวกซื้อ จ่ายด้วย สมาร์ทโฟน


ร้านสะดวกซื้อ จ่ายด้วย สมาร์ทโฟน


แม้ว่าห้างสรรพสินค้านั้นจะเปิดตัวน้อยลงจากปีที่แล้ว แต่ทว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยกลับได้รับผลตอบรับในทิศทางบวก งานนี้ต้องขอบคุณการเปิดรับอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ รวมทั้ง ช่องทางโซเชี่ยลมีเดียใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ร้านค้าออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และไลน์ ตลาดค้าปลีกในไทยกำลังแสดงถึงสัญญาณตอบรับที่ดี พร้อมๆด้วยโครงการที่เพิ่มอัตราการเติบโตขึ้นมากขึ้น นับตั้งแต่คนไทยเริ่มตอบรับอีคอมเมิร์ซ ร้านค้าออนไลน์มากขึ้น ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านสมาร์ทโฟนและโมบายแบงกิ้ง

โมบายแบงกิ้ง & QR Code
ยิ่งในต่างประเทศ เราเห็นคนใช้เงินสดกันลดลง หันมาใช้โมบายแบงกิ้งด้วยบัตรเครดิตหรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ผ่านสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น เช่น คนจีนเวลามาไทยก็ใช้โมบายแบงกิ้งผ่านแอปฯ อาลีเพย์ วีแชทเพย์ โดยเขาจะเปิดมือถือเอาบาร์โค้ด ของเขามาสแกนด้วยเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader) ณ จุดรับชำระเงินร้านสะดวกซื้อ เห็นได้ตามร้านสะดวกซื้อและร้านขายของฝากของที่ระลึกที่รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตที่ไม่ใช่เงินสดแล้ว ซึ่งเจ้าตัวบาร์โค้ดจะเหมือนกับบาร์โค้ดสินค้าที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป  โดยปัจจุบันโมบายแบงกิ้งเชื่อมโยงข้อมูลกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) เข้าไว้ด้วยกัน

ร้านสะดวกซื้อ ไร้พนักงานขาย 
เมือเร็ว ๆ นี้ ที่ประเทศจีน เปิดร้านสะดวกซื้อชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผูกกับสมาร์ทโฟน ชื่อว่า บิงโก บ็อกซ์ ใกล้กับซูเปอร์มาร์เก็ตอู่ซาง ในเขตหยังผู่ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งไร้พนักงานขายที่อยู่ประจำร้านแม้แต่เพียงคนเดียว ร้านสะดวกซื้อแนวนี้ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่าง ๆน้อยลงเพราะไม่มีพนักงานขายประจำร้านและชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านสมาร์ทโฟนและโมบายแบงกิ้ง ส่วนวิธีการเข้าร้านเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าต่าง ๆ เพียงลูกค้าใช้สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดที่ประตูทางเข้าประตูก็เปิดออก หลังจากนั้นประตูจะปิดล็อคเมื่อลูกค้าเข้าร้านแล้ว และหากลูกค้าคนอื่นต้องการเข้ามาก็ต้องใช้สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดก่อนเสมอ ร้านค้าแนวใหม่นี้ที่เริ่มบุกเบิกกันจริงจังก่อนหน้านี้หลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น อเมซอน โก, ลอว์สัน และอาลีบาบา สำหรับตอนนี้ บิงโก บ็อกซ์ เปิดร้านอยู่สองร้านในเขตที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ในเซี่ยงไฮ้แล้ว

บัตรเครดิต & สมาร์ทโฟน
ลูกค้าสามารถเดินชมสินค้าในร้านสะดวกซื้อไร้พนักงานขายและออกไปโดยไม่ซื้ออะไรก็ได้ โดยการใช้สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนผนังที่ทางเข้าหลังจากเดิมชมสินค้าเสร็จแต่ยังไม่ซื้อสามารถสแกนบาร์โค้ดที่ทางออก ประตูก็จะเปิดออก หลังจากที่ลูกค้าเดินช้อปปิ้งในร้านสะดวกซื้อ ถ้าสนใจสินค้าตัวไหนสามารถตรวจดูที่ป้ายกำกับพร้อมใช้& สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนแต่ละผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบราคาของแต่ละรายการได้จาก เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode Reader)แอปฯบนมือถือได้ หากต้องการชำระเงินก็ไปที่ตู้ชำระเงินบริเวณทางออกของร้าน แล้วชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านแอปฯมือถือ ซึ่งเมื่อลูกค้าจ่ายเงินแล้ว สามารถเดินออกจากร้านสะดวกซื้อได้เลย แต่ถ้ามีคนหยินสินค้าไปและพยายามจะออกไปโดยไม่จ่ายเงินค่าสินค้า จะมีสัญญาณเตือนที่ประตูและประตูไม่เปิดจนกว่าลูกค้าจะคืนสินค้าหรือชำระเงินค่าสินค้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ร้านสะดวกซื้อ & สมาร์ทโฟน
ด้านผู้บุกเบิกร้านสะดวกซื้อแนวนี้อย่าง บริษัท Amazon Go เปิดร้านสะดวกซื้อแห่งแรกในเมืองซีแอตเทิลของสหรัฐฯ อเมซอน โก ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะที่สร้างความสะดวกสบายให้กับการชอปปิง โดยไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องจ่ายเงิน เพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่น ของ Amazon GO จากนั้นหยิบของที่ต้องการสแกนบาร์โค้ดแล้วกลับบ้านได้เลย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการในปี 2017 และจะขยายสาขาให้กระจายทั่วทั้งอเมริกาภายใน 10 ปี แล้วเรียกเก็บค่าสินค้าจากบัตรเครดิตบัญชีอเมซอนของลูกค้า นอกจากนี้ทางยุโรปก็มีร้านสะดวกซื้อไร้พนักงานขายจากค่าย Wheelys ในประเทศสวีเดน สามารถซื้อของได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นร้านค้าที่ไม่มีพนักงานเฝ้าร้าน แต่ลูกค้าสามารถใช้แอพของสมาร์ทโฟน เพื่อเลือกซื้อสินค้าในร้านนี้ได้ ซึ่งภายในร้านจะมีสินค้าประมาณ 450 อย่าง ไม่ต่างจากสินค้าที่หาซื้อตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าไปซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อโดยใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว

Cr.ประชาชาติธุรกิจ,

บาร์โค้ด ร้านมินิมาร์ท

บาร์โค้ด ร้านมินิมาร์ท


บาร์โค้ด ร้านมินิมาร์ท

บาร์โค้ด ร้านมินิมาร์ท



ปัจจุบันร้านมินิมาร์ทหรือร้านสะดวกซื้อได้กลายเป็นร้านค้าที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ มีแนวโน้มร้านมินิมาร์ทจะเปิดบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแหล่งที่พักอาศัยของคน เพื่อความสะดวกของลูกค้า แต่เมื่อเทคโนโลยีเครื่องอ่านบาร์โค้ดได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจร้านสะดวกซื้อช่วยดูแลสต็อกให้พอเพียงกับลูกค้าใกล้บ้าน เร็วๆ นี้เราอาจไม่ต้องเดินทางไปไหน เมื่อร้านมินิมาร์ทสามารถนำสินค้าเดินทางมาหาเราได้ถึงประตูบ้านของคุณ แล้วสงสัยไหมว่าที่ร้านสะดวกซื้อมี  เครื่องอ่านบาร์โค้ด นั้น เพื่อชำระเงินและดูแลสต็อกให้เพียงพอต่อลูกค้าได้ทันท่วงที่ แล้วบาร์โค้ดที่ร้านมินิมาร์ทใช้เขามีกี่ระบบแล้วประเทศไทยเราร้านสะดวกซื้อใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ดระบบไหนกัน มาลองดูนะว่ามีอะไรกันบ้าง

เครื่องอ่านบาร์โค้ด ร้านมินิมาร์ท
การติดบาร์โค้ดของสินค้าและใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ดของร้านสะดวกซื้อนั้น ๆ นอกจากจะคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วในการทำงานขึ้นแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงการใช้มาตรฐานการกำหนดเลขหมายระบบบาร์โค้ดที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอีกด้วย

มาตรฐานบาร์โค้ดทั่วโลก
ปัจจุบันเครื่องอ่านบาร์โค้ดที่อ่านค่าบาร์โค้ดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ได้แก่บาร์โค้ดระบบ UPC,EAN,CODE 39,บาร์โค้ด UPC/EAN, UPC/EA with sNupplementals, UCC/EAN128, code 39, code 39 full ASCII, code 39 trioptic, code 128, code 128 full ASCII, codabar, interleaved 2 of 5, discrete 2 of 5, code 93, MSI, code 11, ATA, RSS variants, Chinese 2 of 5 แต่ที่นิยมกันจริงจังอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีประมาณ 11 ระบบ ได้แก่

UPC [Uniform Product Code] ใช้เมื่อปี พ.ศ. -2515 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1.1 แบบย่อมี 8 หลัก หรือเรียก UPC-E ใช้กับสินค้าที่มีข้อมูลน้อย
1.2 แบบมาตรฐานมี 12 หลัก หรือเรียก UPC-A ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้อยู่ทั่วไป
1.3 แบบเพิ่มตัวเลข 2 หลัก หรือเรียก UPC-A+2 ในกรณีที่ UPC-A เก็บข้อมูลไม่พอ
1.4 แบบเพิ่มตัวเลข 5 หลัก หรือเรียก UPC-A+5 เพื่อเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น

EAN [European Article Number] เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ.- 2519 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
2.1 แบบย่อมี 8 หลัก หรือเรียก EAN-8 ใช้กับธุรกิจเล็ก มีข้อมูลไม่มาก
2.2 แบบมาตรฐานมี 13 หลัก หรือเรียก EAN-13
2.3 แบบเพิ่มตัวเลข 2 หลัก หรือเรียก EAN-13+12 เพื่อเพิ่มข้อมูล ถ้า EAN-13 บรรจุข้อมูลไม่หมด
2.4 แบบเพิ่มตัวเลข 5 หลัก หรือเรียก EAN-13+5 เพื่อเพิ่มข้อมูลให้มากขึ้น

CODE 39 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.-2517 ในธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นบาร์โค้ดระบบแรกที่ใช้รวมกับตัวอักษรได้ เก็บข้อมูลได้มาก 
INTERLEAVE 1 of 5 หรือเรียกว่า ITF เป็นบาร์โค้ดตัวใหญ่ใช้กับหีบบรรจุสินค้า หรือเรียก Cass Code

CODABAR ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับธุรกิจเวชภัณฑ์ ในปี พ.ศ.-2515
CODE 128 ได้ถูกพัฒนาขึ้นและยอมรับว่าได้ใช้เป็นทางการในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2524 นิยมใช้ในวงการดีไซเนอร์และแฟชั่น ปัจจุบันกำลังเริ่มนิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา

CODE 93 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.- 2525 ปัจจุบันเริ่มนิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรม
CODE 49 ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2530 โดยพัฒนาจาก CODE 39 ให้บรรจุข้อมูลได้มากขึ้น ในพื้นที่เท่าเดิม
CODE 16k เหมาะสำหรับใช้กับอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่เล็กมาก มีพื้นที่ในการใสบาร์โค้ดน้อย เช่น อุปกรณ์อะไหล่ เครื่องไฟฟ้า

ISSN / ISBN [International Standard Book Number] ใช้กับหนังสือ และนิตยสาร

EAN / UCC 128 หรือ Shipping Container Code เป็นระบบใหม่ โดยการร่วมมือระหว่าง EAN ของยุโรป และ UCC ของสหรัฐอเมริกา โดยเอาระบบ EAN มาใช้ร่วมกับ CODE 128 เพื่อบอกรายละเอียดของสินค้ามากขึ้น เช่น วันเดือนปีที่ผลิต ครั้งที่ผลิต วันที่สั่งซื้อ มีกี่สี กี่ขนาด เป็นต้น

ปัจจุบัน เครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่สามาถอ่านบาร์โค้ดมาตรฐานที่ยอมรับกันมากมีอยู่ 2 ระบบ คือ UPC และ EAN ระบบ UPC ถือเป็นบาร์โค้ดระบบแรกของโลก ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น มีหน่วยงาน Uniform Code Council [UCC] ตั้งอยู่ที่รัฐ OHIO ประเทศสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ดูแล ส่วนระบบ EAN เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยมีประเทศต่าง ๆ ใช้กว่า 60 ประเทศ ในภาคพื้นยุโรป, เอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งประเทศไทย EAN มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม

บาร์โค้ดในประเทศไทย
สำหรับบาร์โค้ดในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังในปี พ.ศ.- 2536 โดยมีสถาบันสัญลักษณ์รหัสแท่งไทย [Thai Article Numbering Council] หรือ "TANC" เป็นองค์กรตัวแทนของ EAN ภายใต้การดูแลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้วเครื่องอ่านบาร์โค้ดและระบบบาร์โค้ดได้ถูกนำมาใช้ในร้านสะดวกซื้อหรือร้านมินิมาร์ทบ้านเราอย่างแพร่หลาย

ระบบ EAN-13 ที่ประเทศไทยเลือกใช้ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของเลขชุด 13 หลัก มีความหมายดังนี้
885 3 หลักแรก คือรหัสของประเทศไทย
1234 4 ตัวถัดมา เป็นรหัสโรงงานที่ผลิต
56789 5 ตัวถัดมา เป็นรหัสของสินค้า
8 1 ตัวเลขหลักสุดท้ายเป็นตัวเลขตรวจสอบ เลข 12 ข้างหน้าว่ากำหนดถูกต้องหรือไม่ ถ้าตัวสุดท้ายผิดบาร์โค้ดตัวนั้นจะอ่านไม่ออก สื่อความหมายไม่ได้

Cr.Pennueng,TNN24,Spokedark,

13 ต.ค. 2559

เครื่องตรวจจับโลหะ ฝีมือคนไทย

 
เครื่องตรวจจับโลหะ ฝีมือคนไทย
เครื่องตรวจจับโลหะ ฝีมือคนไทย

เครื่องตรวจจับโลหะ ฝีมือคนไทย


ที่ จังหวัดชุมพร ได้เกิดเรื่องสุดฮือฮาขึ้น เมื่อผู้ช่วยผู้คุมเรือนจำประจำจังหวัดชุมพรรายหนึ่ง สามารถผลิต เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) และมือถือขึ้นมาใช้ได้สำเร็จ ฝีมือคนไทย ด้วยเงินเพียง 2,000 บาท แต่มีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับเครื่องตรวจโลหะระดับสากล ทราบชื่อผู้ประดิษฐ์เครื่องมือดังกล่าวคือ นายเดชชาติ ชนก ผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดชุมพร หนุ่มจบ ปวช.จากช่างซ่อม สอบทำงานเป็นผู้ช่วยราชทัณฑ์ คิดค้นประดิษฐ์เครื่องตรวจจับโลหะ มือถือ ระเบิด ราคาถูกแค่ 2 พันบาท นวัตกรรมไทยคุณภาพเทียบต่างประเทศ ไม่สิ้นเปลืองงบใช้ได้จริงในเรือนจำชุมพร

เครื่องตรวจโลหะ รางวัลรองชนะเลิศ
เครื่องตรวจโลหะเครื่องนี้สามารถตรวจวัตถุระเบิด มือถือ และวัตถุต้องสงสัยอื่นๆ ฝีมือคนไทยที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ ระดับประเทศ กรมราชทัณฑ์ เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา โดยนายเดชชาติ เผยว่า เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) ชนิดนี้มีการประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเพื่อประมวลผลตรวจจับโลหะและมือถือโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนประกอบทำด้วยท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ความยาว 1.5 เมตร ตรงกลางทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 6 นิ้ว จำนวน 2 กล่อง ภายในมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประมวลผลคลื่นนำสัญญาณความถี่เพื่อตรวจจับโลหะ  และระบบแปลงสัญญาณเสียง

ตรวจโลหะ วัตถุต้องสงสัย
นายเดชชาติ ชนก ผู้คิดค้นประดิษฐ์ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) ดังกล่าวได้สาธิตโชว์การใช้งานโดยนำโหลแก้วความลึกประมาณ 12 นิ้ว หรือ 30 เซนติเมตร มาใส่ดินโดยไม่มีวัสดุใดๆ ภายในโหล เมื่อใช้เเครื่องตรวจโลหะวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวตรวจจับหาวัสดุ การทำงานของระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามปกติไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นนำโทรศัพท์มือถือฝังไว้ใต้ก้นโหลแก้วดังกล่าว และเมื่อใช้เครื่องตรวจโลหะปรากฏว่า มีสัญญาณเสียงดังเตือนขึ้นทันที ได้ยินอย่างชัดเจนเพื่อแสดงให้รู้ว่ามีโลหะวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนฝังดินไว้ภายในโหลแก้วดังกล่าว

ตรวจจับโลหะ ใช้งานได้จริง
หลักการทำงานง่ายๆ และใช้ได้จริงสามารถตรวจจับโลหะที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกเกิน 30 เซนติเมตรได้เป็นอย่างดี พร้อมสวิตช์เปิด-ปิด สวิตช์เร่งสัญญาณเสียงและรูเสียบลำโพงแบบหูฟัง บริเวณส่วนปลายทำเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว ตั้งฉากกับพื้น ภายในมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์คลื่นนำสัญญาณความถี่ตรวจจับโลหะ โดยสามารถตรวจจับโลหะวัตถุต้องสงสัยที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกเกิน 30 เซนติเมตร เคยนำไปทดลองเปรียบเทียบกับเครื่องตรวจจับโลหะ(Metal Detector)ที่ผลิตจากต่างประเทศแล้วมีความแม่นยำใกล้เคียงกัน ตอนนี้กรมราชทัณฑ์ได้นำไปใใช้งานได้จริงกับเรือนจำจังหวัดชุมพรแล้ว

สิ่งประดิษฐ์ ฝีมือคนไทย
นายกรีฑา แก้วแทศ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชุมพร กล่าวว่า บางครั้งการตรวจค้นวัตถุต้องสงสัยและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำทำได้ลำบากและล่าช้า เรือนจำจังหวัดชุมพร มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจัดซื้อเครื่องตรวจจับโลหะ(Metal Detector) จากต่างประเทศที่มีราคาแพงหลายหมื่น จนถึงหลักแสนบาท จึงมอบหมายให้ นายเดชชาติ ซึ่งมีความรู้คิดค้นประดิษฐ์ตรวจโลหะฝีมือคนไทย เพื่อใช้ตรวจสิ่งของที่จะส่งเข้าภายในเรือนจำ และใช้ตรวจค้นเรือนนอนผู้ต้องขังที่จะต้องต้องดำเนินการทุกเดือน หลังจากประดิษฐ์เครื่องตรวจโลหะใช้งานในเรือนจำจังหวัดชุมพรแล้ว ได้ส่งเข้าร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย เมื่อปลายปี 2558 ได้รางวัลรองชนะเลิศ ระดับประเทศเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วย (2558) จากกรมราชทัณฑ์อีกด้วย

Cr.ข่าว MThai

12 ต.ค. 2559

สนามบินสคิปโฮล เนเธอร์แลนด์


สนามบินสคิปโฮล เนเธอร์แลนด์
สนามบินสคิปโฮล เนเธอร์แลนด์
รายงาน หนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสเปิดเผย ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ สนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ ห่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 กม. เคยตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย พร้อมกับเหตุวินาศกรรมกลางกรุงปารีส 3 จุด เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มคนร้ายกลับเปลี่ยนแผน โดยมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับขบวนการก่อการร้ายสองคน เดินทางจากกรุงบรัสเซลส์ไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม มีเป้าหมายที่จะก่อเหตุในสนามบินสคิปโฮล (Schiphol) เพียงแต่ ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงได้ยกเลิกแผนการดังกล่าว

ข่าวแจ้งว่า ผู้สมรู้ร่วมคิด 2 คน ได้แก่ นายโซฟิอาน อายารี วัย 23 ปี ได้ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอโมเลนเบค ในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม ส่วนนายโอซามา คราเยม ชาวซีเรียถือสัญชาติสวีเดน ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่อำเภอลาเกน ในเบลเยียม โดยนายคราเยมได้มีภาพปรากฏในวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟใต้ดินกรุงบรัสเซลส์ กับนายคาลิด เอล บาคราวี มือระเบิดฆ่าตัวตายที่สถานีรถไฟใต้ดินมาลเบค กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา

นายอายารี และ นายคราเยม ได้เดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยรถบัสยูโรไลน์ด้วยเอกสารประจำตัวปลอม โดยซื้อตั๋วเดินทางแบบเที่ยวเดียว จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนคดีปราบปรามการก่อการร้ายของฝรั่งเศส ระบุว่า นายคราเยม ได้ให้ปากคำในครั้งแรกว่า ได้จองห้องพักโรงแรมที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ก่อนจะยอมรับว่า ได้เดินทางกลับกรุงบรัสเซลส์ ในวันเดียวกัน พร้อมกับ นายโซฟิอาน อายารี โดยไม่ได้ไปวางระเบิดที่สนามบินสคิปโพล

ก่อนหน้านี้ (เมษายน 2559) เนเธอร์แลนด์เคยสั่งปิดสนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม นาน 4 ชั่วโมง พร้อมส่งตำรวจทหารกว่า 20 นาย ลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบสนามบิน หลังเกิดสถานการณ์ต้องสงสัย จนนำไปสู่การจับกุมชายคนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ ทางการยังไม่แถลงถึงสาเหตุของการจับกุมที่แน่ชัดระบุเพียงว่า ชายคนดังกล่าว ทำให้เกิดการเปิดสัญญาณเตือนภัยที่เป็นเท็จ และสร้างความแตกตื่นภายในสนามบิน สุดท้าย สนามบินกลับมาเปิดตามปกติแล้ว ซึ่งในระหว่างตรวจตรานั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบิน  รวมถึงบริการรถไฟที่เชื่อมต่อมายังสนามบินแต่อย่างใด โดยทางการจัดวางกำลังเข้ม หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอยเหตุโจมตีสนามบินในเบลเยียม ก่อนหน้านี้

Cr.ไทยรัฐ,Synergy | Facebook

11 ต.ค. 2559

ยุติรับธนบัตร ประเทศแรกของโลก


ยุติรับธนบัตร ประเทศแรกของโลก
ยุติรับธนบัตร ประเทศแรกของโลก
จากข้อเสนอของรัฐบาลเดนมาร์กที่ต้องการให้ร้านค้าส่วนใหญ่ในเดนมาร์ก ยุติการรับธนบัตรและเหรียญ แล้วหันมาใช้การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องรูดบัตร ทำให้เชื่อว่าเดนมาร์กน่าจะเป็นประเทศแรกในโลกที่เลิกใช้ธนบัตรและเหรียญ

โดยรัฐบาลได้ประกาศเสนอให้ร้านค้าเกือบทั้งหมดทั่วประเทศ ไม่รับซื้อขายสินค้าด้วยธนบัตรและเหรียญภายในเดือน ม.ค.2559  การยุติใช้ธนบัตรและเหรียญในการช็อปปิ้ง-ซื้อสินค้าของรัฐบาลเดนมาร์กในครั้งนี้ อาจทำให้เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่โละทิ้งธนบัตรและเหรียญ

เงื่อนเวลาดังกล่าวถือว่าไม่เร็วจนเกินไป เมื่อปริมาณการใช้เงินสดหรือธนบัตรของชาวสแกนดิเนเวียน อันประกอบด้วย 3 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก เหลือเพียงแค่ 6% ของการจับจ่ายทั้งหมด โดยบรรดาชาวสแกนดิเนเวียน 3 ประเทศดังกล่าว ถือเป็นพลเมืองผู้นำเทรนด์การชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์(เครื่องรูดบัตร) ระดับโลก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังกำหนดให้ผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาล ร้านขายยา และร้านรับส่งไปรษณีย์ ยังต้องรับเงินสดหรือ ธนบัตร อยู่ ซึ่งข้อบังคับดังกล่าว จะต้องร่างเป็นกฎหมายเพื่อรองรับต่อไป

การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(เครื่องอ่านบัตร) ซึ่งรวมทั้งเครดิตการ์ดนั้น ในมุมของผู้บริโภคบางราย อาจมองว่าไม่สะดวก โดยเฉพาะคนที่คุ้นชินกับการใช้และถือเงินสดหรือธนบัตร แต่สำหรับร้านค้าแล้ว การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยสร้างความสะดวกและลดความเสี่ยงลงได้มาก โดยนอกจากลดต้นทุนในการเก็บและขนย้ายเงินแล้ว ยังลดปัญหาการโจรกรรม ยักยอกเงินได้ชะงัดอีกด้วย

นาย Micheal Busk-Jepsen ผู้อำนวยการบริหารสมาคมธนาคารแห่งประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า สังคมที่ไม่ใช้เงินสดหรือธนบัตร ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ไม่นานจากนี้ เชื่อว่าโลกที่ไม่ต้องใช้เงินสดหรือธนบัตรจะเกิดขึ้น เมื่อทุกอย่างพร้อม โดยเฉพาะผู้บริโภค

แม้ว่าปัจจุบัน ร้านค้าในเดนมาร์กทั้งหมดจะรับเงินสดหรือธนบัตรจากลูกค้า แต่ผู้บริโภคชาวเดนมาร์กส่วนใหญ่กลับไม่นิยมใช้เงินสดกันแล้ว  โดยประชาชนเดนมาร์กเกือบ 40% ใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือของตน ทั้งการโอนเงินระหว่างกันและการใช้ซื้อหาสินค้า เช่นเดียวกับพลเมืองสแกนดิเนเวียนในอีก 2 ประเทศ อันได้แก่ นอร์เวย์และสวีเดน

จากข้อมูลของธนาคารกลางนอร์เวย์ ปัจจุบันพลเมืองของ 3 ประเทศสแกนดิเนเวียนใช้เงินสดแค่ 6% ของการจับจ่ายทั้งหมด ในสวีเดนแม้แต่หนังสือพิมพ์ข้างทางที่ขาย โดยพวกไร้บ้าน ยังสามารถซื้อผ่านบัตรเครดิตได้ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา คนยังใช้เงินสดอยู่ถึง 47%

ขณะเดียวกัน ความนิยมในการจับจ่ายใช้สอยที่ไม่ใช้เงินสด ยังแพร่กระจายไปยังประเทศยุโรปอื่นๆด้วย จากข้อมูลของธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ระบุว่า การใช้จ่ายที่ไม่ใช้เงินสดเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2556 และในปี 2557 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายที่ไม่ใช้เงิน มีสัดส่วนแซงการใช้จ่ายด้วยเงินในอังกฤษเป็นครั้งแรก

แม้ว่าสหประชาชาติก็ยังร่วมกับมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ สนับสนุนการผลักดันให้สังคม ใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก) มากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับคนบางกลุ่ม เช่น คนสูงวัยที่ถนัดใช้เงินสด หรือกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงระบบการจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องรูดบัตร ) เช่น ไม่มีเครดิตการ์ด ขณะเดียวกันปัญหาการฉ้อโกงก็ยังเป็นเรื่องใหญ่และถือเป็นข้อกังวล

โดยข้อมูลจากธนาคารกลางยุโรป ระบุว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องรูดบัตร) มีอัตราการฉ้อโกงมากขึ้น โดยในปี 2555 มีมูลค่า 1,300 ล้านยูโร หรือประมาณ 49,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า.

Cr.ไทยรัฐ

10 ต.ค. 2559

เทคโนโลยี Internet of Things


เทคโนโลยี Internet of Things
เทคโนโลยี Internet of Things
งาน Computex Taipei ที่ผ่านมา ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ยักษ์ใหญ่แห่งโลกไอทีอย่าง intel ไม่พลาดที่จะเสิร์ฟนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ โดยในปีนี้อินเทล (intel) มาในแนวคิด "ไลฟ์สไตล์แบบใหม่ การใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด" (Smart Living - the New Lifestyle) พร้อมโซลูชั่น Internet of Things (IoT) ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคตของนุษย์ให้สอดประสานไปกับเทคโนโลยี IoT อย่างผสานลงตัว สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ไอทีมากมาย เช่น เครื่องสแกนแบบพกพา  ที่ชาร์ตแบตเตอร์รีมือถือ  หรือ จักรยานรักษ์โลก เป็นต้น

เมื่อทุกสิ่งที่คุณหยิบจับในชีวิตประจำวันกลายเป็นการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้คุณสามารถสั่งการ หรือควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเช่นใช้ เครื่องสแกน ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเปิด-ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ดูแลประสิทธิภาพของอุปกรณ์โรงงาน ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย และไม่เว้นแม้แต่การบริหารจัดการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชาวบ้าน ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่รู้ซึ้งถึงโลกไอทีนัก อาจจะนึกสงสัยว่า Internet of Things (IoT) สามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตได้บ้าง วันนี้ขอยกตัวอย่างนวัตกรรมสุดล้ำที่สามารถใช้งานได้จริง เรียงร้อยเป็นเรื่องราวเข้าใจง่ายๆ ปราศจากภาษาคอมพ์ไกลตัว โดยเริ่มจาก...

1.ชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย (Wireless Charging Battery)

สำหรับใครบางคน การพกเพาเวอร์แบงก์ (Power Bank) ขนาดใหญ่ มองหาปลั๊กสำหรับชาร์จ หรือหยิบสายชาร์จพร้อมหัวชาร์จไปทุกที่ทุกทางอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากไปสักหน่อย

แต่เทคโนโลยีการชาร์จแบต หรือ ที่ชาร์ตแบตสํารอง กำลังได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายพร้อมกันนั้น intel ยังมีข้อตกลงกับบริษัท ไฮเออร์ จากประเทศจีน เพื่อติดตั้งระบบชาร์จไร้สายในร้านอาหาร โรงแรม ร้านกาแฟ และสนามบินทั่วประเทศจีน เพราะฉะนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ เรื่องชาร์จๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

หากอุปกรณ์ของคุณไม่รองรับการชาร์จไร้สายนั้น คุณก็สามารถอัพมือถือของคุณให้รองรับการชาร์ตไร้สายได้ โดยหาซื้อเคสที่ออกแบบเข้ากับมือถือ และรองรับ Wireless Charging ได้ โดย Intel กำลังร่วมมือกับผู้ผลิตมือถือ ผู้ดูแลเครือข่าย และและร้านค้าต่างๆ เพื่อออกแบบอุปกรณ์ชาร์จแบตไร้สายให้ทำงานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

2.การประชุมเสมือนจริง 3 มิติ (Intel RealSense 3D )

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่คาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ กล้อง Intel RealSense 3D ซึ่งถูกออกแบบให้มีเซ็นเซอร์ความลึกที่ดีที่สุด กล้อง full color ความละเอียดที่ 1080p โดยมีความสามารถในการจับการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ ตรวจจับใบหน้าเพื่อเข้าใจการเคลื่อนไหวและอารมณ์ และทำให้สามารถแยกแยะท่าทางต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ฉะนั้น จะส่งผลดีอย่างเห็นได้ชัดในแง่ของการประชุมผ่านวิดีโอ ซึ่งเทคโนโลยี Intel RealSense จะทำให้การประชุมหารือในองค์กรที่เสมือนจริง โดยผู้จัดการประชุมสามารถส่งรหัสไปยังผู้ร่วมประชุม พร้อมกับกำหนดได้ว่า จะให้ใครเข้าถึงเน็ตเวิร์กขององค์กรได้ อีกทั้งยังสามารถแชร์หน้าจอออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมประชุมที่อยู่ในที่ต่างๆ ให้สามารถโต้ตอบกัน หรือส่งไฟล์ให้กันและกันได้อย่างสะดวกราบรื่น

3.สแกนใบหน้าแทนรหัสผ่าน (Face scanning password)

ไม่ต้องจำ Password ให้วุ่นวาย! สแกนใบหน้าเพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ไอที Internet of Things (IoT) ยังถูกพัฒนาให้จดจำใบหน้าของเจ้าของอุปกรณ์ไอที เพียงแค่คุณสแกนใบหน้า โดยไม่ต้องจำรหัสผ่านในการเข้าถึง ก็สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องโปรดของคุณได้ทันที ซึ่งขอบอกว่า นวัตกรรมที่ว่านี้ แม้ว่าจะมีผู้ไม่หวังดีใส่หน้ากาก หรือผู้มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเจ้าของอุปกรณ์ไอที ใครคนนั้นก็ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างแน่นอน

4.บ้านอัจฉริยะ (Smart Home)

บ้านอัจฉริยะ สะดวก สบาย ประหยัด  เจ้าของบ้านสามารถควบคุมเครื่องใช้ต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม โดยสามารถสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น เปิดปิดแอร์ เปิดปิดไฟ หรือแม้แต่ปิดกาต้มน้ำร้อนก็สามารถทำได้ อีกทั้งยัง สามารถแจ้งเตือนเจ้าของบ้านเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย หรือมีชิ้นส่วนต้องเปลี่ยน พร้อมช่วยติดต่อไปยังศูนย์บริการหลังการขาย

5.จักรยานชาญฉลาด (U bike)

U bike จักรยานชาญฉลาด รักษ์โลก!  ว่าด้วยเรื่องยานพาหนะที่คอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง อย่าง “U bike” จักรยานเช่าสาธารณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดจากชาวไต้หวันและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากรุงไทเป โดยผู้ใช้สามารถขับขี่ซอกแซกไปตามซอกซอยต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย และถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวทั่วกรุงไทเป พร้อมทั้งตอบโจทย์ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรให้แก่สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสุขภาพผู้ใช้งานอีกด้วย

โดยการใช้งานก็แสนจะง่ายดาย เพียงแค่นำ EasyCard ซึ่งเป็นบัตรเงินสดอเนกประสงค์ของไต้หวันโดยเฉพาะ แตะบัตรไปที่แท่นด้านข้างจักรยาน ดึงจักรยานออกมา และเมื่อถึงเวลาจะคืนก็เข็นจักรยานเสียบเข้าไปในช่อง แล้วแตะบัตรเพื่อคำนวณหักค่าเช่าอัตโนมัติออกจากบัตร

แม้ว่าการขับเคลื่อน Internet of Things (IoT) นั้น จะให้ทั้งความสะดวกสบายง่ายดายไปเสียทุกอย่าง แต่บนประโยชน์มหาศาลก็ยังมีความเสี่ยงที่แฝงตัวอยู่ด้วย เพราะถ้าระบบรักษาความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตยังแข็งแกร่งไม่เพียงพอ การติดตั้งซอฟต์แวร์เช่น อินเทล เซ็คเคียวริตี้ เพื่อรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ มิฉะนั้นเทคโนโลยีอาจนำมาสู่ภัยร้ายโดยไม่รู้ตัว....

Cr.ไทยรัฐ