แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Android แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Android แสดงบทความทั้งหมด

30 ส.ค. 2559

แวร์เอเบิล (wearable)



แวร์เอเบิล(Wearable Device) อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ Jawbone ที่ออกมาจับตลาดกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้งาน Activity Tracker หรือ อุปกรณ์ที่จะคอยวัดกิจกรรมในแต่ละวันอย่าง ก้าวเดิน การนอนหลับ การออกกำลังกาย เพื่อนำมาคำนวนผลภายในแอปพลิเคชันช่วยให้ผู้ใช้รักษาสุขภาพ นั้นคือ แวร์เอเบิล Up Move

จุดเด่นของ แวร์เอเบิล Up Move จะอยู่ที่ขนาดที่เล็กทำให้พกพาติดตัวได้ง่าย และที่สำคัญคือเลือกวิธีการพกพาได้หลากหลายกว่า Up หรือ Up 24 เนื่องจากออกแบบมาเป็นทรงกลมเล็กๆ ที่สามารถนำมาใส่กับสายรัดข้อมือไว้ที่ข้อมือ หรือนำไปติดกับคลิปหนีบเพื่อติดตามส่วนอื่นของเสื้อผ้าก็ได้ โดยแบตเตอรีสามารถใช้งานได้นานถึง 6 เดือน
     
การออกแบบและสเปก
อย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่า Jawbone แวร์เอเบิล Up Move ถูกออกแบบมาให้พกพาได้สะดวก ด้วยรูปลักษณ์ทรงกลม เหมือนเป็นกระดุมขนาดเล็ก ที่มีขนาดรอบตัวอยู่ที่ น้ำหนักราว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะเลือกใส่กับคลิปหนีบ หรือสายรัดข้อมือ  เมื่อใส่เข้าไปในคลิปหนีบ แวร์เอเบิล Up Move จะเป็นเหมือนอุปกรณ์ติดตามตัวทั่วไป โดยการยึดติดถือว่าค่อนข้างแน่นหนา จากการที่ตัวคลิปหนีบทำจากยาง และค่อนข้างแข็ง ทำให้เมื่อหนีบกับชุดที่สวมใส่ก็จะยึดติดอยู่ตลอดเวลาไม่กลัวตกหล่น

ขณะ ที่ถ้าใช้งานเป็นสายรัดข้อมือ (มีให้เลือกหลายสี) ก็จะใส่ไว้ที่ข้อมือได้เหมือนนาฬิกาทั่วไป และด้วยน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา และมีขนาดเล็กทำให้ใส่แล้วไม่รู้สึกรำคานมากนัก ที่สำคัญคือสามารถใช้ใส่ติดตัวได้ตลอดเวลาแม้ตอนอาบน้ำ เพราะตัว แวร์เอเบิล Up Move ทำมาให้กันน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถใส่ว่ายน้ำได้

 หน้าปัด LED
จะมีไฟ LED ที่สามารถบอกสถานะการใช้งาน และไฟแสดงเวลาได้ โดยใช้การกระพริบของไฟเพื่อบอกสถานะต่างๆ โดยใช้ทิศทางของเข็มนาฬิกาในการบอกข้อมูลต่างๆ สำหรับสเปกภายในของ แวร์เอเบิล Up Move จะมีเซ็นเซอร์ X-Motion เป็นหลัก และช่องใส่แบตเตอรีที่สามารถใช้เหรียญหมุนออกมาได้

เมื่อ หมุนออกมาจะพบกับแบตเตอรีแบบเม็ดกระดุม ขนาด cr2032 ซึ่งภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ที่เป็นแผ่นพลาสติกมาให้ใช้หมุนด้วย และภายในของตัวเครื่องก็จะมีชื่อแบรนด์ กับสถานที่ผลิต ทั้งนี้ในการใส่คืนจะมีร่องให้หมุนกลับตามจุดสัญลักษณ์ เพื่อป้องกันกรณีโดนละอองน้ำด้วย
     
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ
ภายในตัว แวร์เอเบิล Up Move จะมีจุดที่น่าสนใจอยู่หลักๆ 3 ส่วนด้วยกันคือ การนับก้าว และการวัดนอน ที่สามารถสลับโหมดได้ด้วยการกดหน้าปัดค้างไว้สักพัก จนมีไฟกระพริบรอบๆหน้าจอ หลังจากนั้นก็จะมีสัญลักษณ์รูปคนเดินสำหรับการวัดก้าวเดิน และพระจันทร์ขึ้นสำหรับการวัดนอน  

 โดยขณะอยู่ในโหมดใดก็ตาม ถ้ากดหน้าจอ 1 ครั้ง จะมีการแสดงผลเป็น % ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละวัน อย่างสมมุติตั้งเป้าหมายเดินไว้ 10,000 ก้าว เมื่อเดินไป 4,000 ก้าว เมื่อกดหน้าปัดก็จะมีไฟกระพริบบอกที่สี่นาฬิกา คิดเป็น 40% เช่นเดียวกับการนับช่วงเวลาการนอนก็จะมีการแสดงผลใกล้เคียงกัน
     
ถัด มาคือการกดที่หน้าจอติดกัน 2 ครั้ง จะเป็นการแสดงผลนาฬิกา โดยจะมีการกระพริบหน้าจอ 2 ครั้ง ครั้งแรกบอกชั่วโมง ครั้งที่ 2 บอกนาที โดยจะเป็นเวลาแบบประมาณการณ์ +- ใน 5 นาที ตามช่องเข็มนาฬิกาทั้ง 12 ช่องนั่นเอง
     
สุดท้ายคือ การจับช่วงเวลาการทำกิจกรรม โดยการกดที่หน้าจอ 2 ครั้ง เพียงแต่เมื่อกดครั้งที่ 2 ให้กดปุ่มค้างจนมีไฟกระพริบรอบๆหน้าปัด เพื่อเข้าสู่โหมด Activity Tracker ในช่วงที่ออกกำลัง เมื่อเสร็จจากช่วงเวลาดังกล่าวก็ให้กดซ้ำแบบเดิมเพื่อเข้าสู่โหมดนับก้าว ปกติ หลังจากนั้นค่อยเข้าไปเลือกรูปแบบกิจกรรมภายในแอปบนสมาร์ทโฟน

การ ใช้งานหลักอื่นๆต้องไปใช้งานบนแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลด UP ได้จากในสโตร์เพื่อติดตั้งและเชื่อมต่อ แวร์เอเบิล Up Move เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ 4.0
     
โดย ตัวแอปพลิเคชัน UP จะรองรับอุปกรณ์ในส่วนของ Fitness Tracker จาก Jawbone ทุกรุ่นอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเคยใช้งาน Jawbone Up รุ่นอื่นๆมา ก็จะมีอินเตอร์เฟสการใช้งานใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลเป้าหมายการเดินหรือนอนในแต่ละวันเป็นเปอเซนต์

ที่ มีเพิ่มขึ้นมากับแอปรุ่นใหม่ตัวนี้คือเรื่องของการ Coach หรือการแนะนำการออกกำลังกาย แน่นอนว่าผู้ใช้จำเป็นต้องเข้าไปตั้งค่าก่อนว่า เป้าหมายในการนอน อยู่ที่เวลากี่ชั่วโมง โดยจะมีค่ามาตรฐานมาให้อยู่ที่ 7-9 ชั่วโมง ขณะที่จำนวนก้าวเดินก็จะมีค่ามาตรฐานมาอยู่ที่ 10,000 ก้าว สุดท้ายเป็นการตั้งค่าน้ำหนัก โดยในจุดนี้จะมีให้เลือกด้วยว่าต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก
     
หน้าจอแสดงผลสามารถกดเข้าไปดูสถิติย้อน หลังได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนว่ามีช่วงใดถึงเป้าหมายที่กำหนดบ้าง นอกจากนี้กรณีที่ไม่ได้มีการตั้ง Activity แต่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกัน ตัวแอปก็จะขึ้นมาให้ตั้งเช่นเดียวกันว่าช่วงเวลาดังกล่าวไปทำอะไรมา

ใน ขณะที่กำลังออกกำลังกาย เมื่อเข้าสู่ Activity Mode ที่จะทำการจับเวลาแล้ว ภายหลังจากออกกำลังกายเสร็จผู้ใช้สามารถเข้ามาตั้งค่าได้ว่าไปทำกิจกรรมใดมา ไม่ว่าจะเป็นเดิน ยกน้ำหนัก วิ่ง ครอสเทรนนิ่ง เดินขึ้นเขา คาดิโอ ขี่จักรยาน โยคะ เล่นเครื่องกีฬา พิลาทิส บาสเกตบอล ว่ายน้ำ เทนนิส เต้น ฟุตบอล สกี หรือจะใส่ชนิดกีฬาเพิ่มเองก็ได้
     
ถัดมาคือการเลือก ว่ากิจกรรมที่ออกไปอยู่ในระดับเท่าใด มีให้เลือกตั้งแต่ Easy Moderate In The Zone Difficult และ Gut Buster รวมไปถึงการเลือกตั้งระยะเวลาที่เริ่ม คิดเป็นกี่นาทีเป็นต้น ซึ่งปริมาณเหล่านี้จะถูกนำไปคำนวนด้วยแอปทั้งหมด เพื่อช่วยให้สามารถทำกิจกรรมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ภายในแอปนอกจากตั้งเป้าจำนวนก้าว และชั่วโมงการนอนแล้ว ผู้ใช้สามารถเข้าไปกรอกข้อมูลอาหารที่ทานได้ โดยจะมีทั้งการค้นหาจากฐานข้อมูลของ Up หรือจะกรอกข้อมูล พร้อมถ่ายภาพอาหารเข้าไปใหม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็น เครื่องอ่านบาร์โค้ด เพื่อเข้าถึงข้อมูลอาหารต่างๆได้ เพียงแต่ในประเทศไทยอาจจะยังไม่รองรับ

 สุดท้ายมาดูกันในส่วนของการตั้งค่า จะมี 2 ส่วนคือบริเวณปุ่มมุมขวาบน ไว้สำหรับกดดูว่ามีการเชื่อมต่อข้อมูลกับ แวร์เอเบิล Up Move ครั้งล่าสุดเมื่อใด และสามารถเข้าไปดูรายละเอียดตัว แวร์เอเบิล Up Move หรือเข้าไปทำการเชื่อมต่อใหม่ หรือลบข้อมูลก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกตั้งโหมดการนอน โหมดจับเวลา และตั้งการแจ้งเตือนต่างๆได้ด้วย
     
อีกฝั่งหนึ่งคือการเข้าไป ตั้งค่าที่จะมีให้เลือกทั้งข้อมูลส่วนตัวอย่างเป้าหมาย และน้ำหนักที่กล่าวไป กับค่าความเป็นส่วนตัวในการแชร์ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามีการเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก และมีเพื่อนใช้งานร่วมกันก็จะเกิดเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา และนำค่าต่างๆมาวัดแข่งขันกันได้
     
นอกจากนี้ก็จะมีให้เลือก ตั้งค่าการแจ้งเตือน รวมไปถึงการเลือกเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันสุขภาพอันอื่นๆที่เป็นพันธมิตรกัน เพื่อช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
     
       จุดขาย
     
       - ตัวแอปพลิเคชันได้มาตรฐาน พร้อมฟังก์ชัน Coach ที่จะคอยแนะนำตลอด
       - สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการพกพาได้ทั้งคลิปหนีบ หรือเป็นสายรัดข้อมือ
       - สามารถเป็น เครื่องสแกนบาร์โค้ด    
       - ใช้งานได้ต่อเนื่องราว 6 เดือน โดยสามารถเปลี่ยนแบตได้ด้วยตนเอง
       - ราคาจับต้องได้
     
       ข้อสังเกต/ตอบจุดขายหรือไม่
     
       - มีการตัดฟังก์ชันอย่างการแจ้งเตือนออกไป ทำให้เลือกเป็นแค่อุปกรณ์วัดสุขภาพเท่านั้น
       - กันน้ำได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถแช่น้ำได้
     
       ฟันธง! ความคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป
     
  ด้วยการที่ Jawbone ต้องการออกผลิตภัณฑ์ที่มาจับกลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้น จึงเกิดเป็น แวร์เอเบิล Up Move ขึ้นมา ในการเจาะตลาดผู้ที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อจับการเคลื่อนไหวเป็นหลัก ในราคา 2,590 บาท ไม่ใช่กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทวอช เพราะเชื่อว่าในอนาคต Jawbone ก็จะมีผลิตภัณฑ์ในระดับไฮเอนด์ตัวอื่นเข้ามาจับตลาดนั้นอยู่แล้ว
     
ทำให้ความสามารถของ แวร์เอเบิล Up Move เองแทบจะโดนจำกัดลงเหลือแค่การนับก้าว วัดการนอน และจับกิจกรรม รวมกับการดูนาฬิกาเท่านั้น แต่ก็แลกมากับการใช้งานแบตเตอรีที่ยาวนานขึ้น โดยทาง Jawbone เคลมไว้ว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องราว 6 เดือน ซึ่งถ้าแบตหมดก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นต้องเสียบกับสายชาร์จ เพราะใช้แบตเตอรีขนาดมาตรฐานที่มีขายทั่วไป
     
 ดังนั้น ถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่รักสุขภาพ ไม่ได้เน้นความไฮเทคเป็นพิเศษ ก็เชื่อว่า แวร์เอเบิล Up Move จะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าต้องการอุปกรณ์เพื่อการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้อย่างการวัด อัตราการเต้นของหัวใจ การแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆจากสมาร์ทโฟน ก็จะมีตัวเลือกอื่นๆในตลาดอีกพอสมควร

Cr.ผู้จัดการ

11 ก.ย. 2558

นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์

นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์
Photo : Moto 360

ทาง Google ในสหรัฐฯได้พัฒนา Android Wear อุปกรณ์สวมใส่อย่างนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)  ทีทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ท่ามกลางการพัฒนาของ Apple Watch เป็นที่น่าจับตามองของเกมการแข่งขันนี้

ทาง Google ได้เริ่มผลิต Android Wear ร่วมกับพันธมิตรหลายรายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Asus, HTC, LG, Motorola และ Samsung แล้ว การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Sundar Pichai หัวหน้าทีม Android ของ Google ได้เปรยออกมาแล้วว่า Google จะออกอุปกรณ์สวมใส่เวอร์ชันแอนดรอยด์ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ไฮไลท์ของ "นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)" ที่มีการนำเสนออกมาจะเป็นความสามารถในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น (location) ที่เราอยู่ในขณะนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ (อัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ) และการใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย (fitness) ฯลฯ โดยส่วนติดต่อผู้ใช้จะทำงานด้วยงการสั่งการด้วยเสียง (voice-based interface) ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ที่ทาง Google ได้โพสต์ข้อมูลเบื้องต้นไว้ในบล็อกของบริษัทมีดังนี้ค่ะ

-ผู้ใช้ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) อัจฉริยะที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android สามารถดูภาพสดจากกล้องวงจรปิดหรือ กล้อง IP Camera ของตัวเอง โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “IP Camera Viewer” ซึ่งเป็นโปรแกรมเชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง IP Camera สำหรับสอดส่องความปลอดภัยและเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้าน ออฟฟิศ ที่จอดรถ และสถานที่อื่นๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา   แอพพลิเคปพลิเคชันกล้อง IP Camera เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจบางประเภทและเจ้าของบ้านบางราย และเพิ่มความสะดวกมากขึ้นเมื่อตรวจสอบได้จากนาฬิกาสวมใส่ ไม่ต้องรับชมจากจอทีวีขนาดใหญ่บนผนัง  นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถทำการอัพเดทคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติมในกล้อง IP Cameraได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไดรเวอร์เพิ่ม การปรับปรุงแก้ไขไดรเวอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนการตั้งค่าให้บันทึกวิดีโอลงแหล่งเก็บข้อมูลออนไลน์ Dropbox มีทางลัดที่หน้าจอหลัก และรองรับการใช้งานกับ Chromecast ส่งหน้าจอขึ้นทีวีได้ทันที

-การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ มากที่สุด นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) จะแสดงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวผู้ใช้ และสามารถแนะนำสิ่งที่จำเป็นให้ได้อีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่คุณต้องการข้อมูลนั้น ด้วยแอพพลิเคชันชันต่างๆ บน Android ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์สวมใส่ดังกล่าว จะทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลอย่างเช่น โพสต์ข้อความ และอัพเดทจากแอพโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชตด้วยแอพเมสเสจจิ้ง แจ้งเตือนเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าบริการที่คุณสนใจจากเว็บไซต์ชอปปิ้ง ข่าววสาร และภาพถ่าย จากแอพต่างๆ เป็นต้น

-เลขาส่วนตัวบนนาฬิกาข้อ มือแอนดรอยด์ (Android Watch)ที่สั่งด้วยเสียงได้เลย แค่ออกคำสั่งว่า “OK Google”  ผู้ใช้ก็จะสามารถมถามข้อมูลที่ต้องการทราบได้ทันที อย่างเช่น อะโวคาโดให้พลังงานกี่แคลอรี่ เที่ยวบินของคุณจะออกกี่โมง ผลฟุตบอล เป็นต้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถบอกว่า “OK Google” เพื่อให้ Android Wear จัดการงานบางอย่างให้คุคณได้ เช่น เรียกแท็กซี่ ส่งข้อความ จองที่นั่งในภัตตาคาร หรือแม้แต่ตั้งนาฬิกาปลุก

-ติดตาม และดูแลสุขภาพให้คุณฟิตอยู่เสมอ ผู้ใช้สามารถตั้งเป้าการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการออกกำลังกาย โดยมีผู้ช่วยอย่าง นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) คอยแจ้งเตือนให้คุณมีวินัยกับตัวเอง พร้อมทั้งสรุปความฟิตแอนด์เฟิร์มให้คุณทราบได้อีกด้วย แอพฟิตเนสที่คุณชื่นชอบจะสามารถแจ้่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ทราบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการวิ่งของคุณ ระยะทาง ตลอดจนเวลาที่ใช้ในการวิ่ง จำนวนรอบ ไปจนถึงจำนวนก้าวได้ หรืออัตราการเต้นของหัวใจและวัดความดันโลหิตได้ด้วย สุขภาพมาพร้อมกับความสนุกค่ะ

-ประตูสู่โลกหลายจอ ผู้ใช้ นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) จะสามารถเข้าถึง และควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ จากข้อมือได้ เพียงแค่ออกคำสั่งว่า “OK Google” เพื่อเปิดเพลงที่ชื่นชอบบนมือถือ หรือเลือกดูหนังที่ต้องการบนทีวี และอื่นๆ อีกมากมาย สรุป มันก็คือ รีโมทสั่งด้วยเสียงสำหรับอุปกรณ์ฉลาด smart devices นั่นเอง

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ก็คือ การทำให้ผู้ใช้ได้ทราบข้อมูลที่จำเป็น และเกี่ยวข้องกับตัวเองตลอดเวลารวมทั้งสอดส่องความปลอดภัยและเหตุการณ์ต่างๆ ในบ้าน ออฟฟิศ โดยโต้ตอบด้วยกิจกรรมต่างๆ กับข้อมูลที่ต้องการด้วยการสั่งด้วยเสียงของผู้ใช้ เพื่อให้เข้าใจการทำงานของอุปกรณ์สวมใส่สายพันธุ์ Android มากขึ้น เชื่อว่า มันจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราค่ะ

มาดูทางฝั่งของผู้ผลิตกันบ้าง นะคะ นอกจาก Google จะเริ่มผลิตอุปกรณ์ร่วมกับบริษัทไอทีชั้นนำแล้ว ทางบริษัทยังกำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิป และบริษัทแฟชั่น เพื่อทำสมาร์ทวอช หรือนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch)อัจฉริยะ Android Wear ของ Google เองอีกด้วย ไม่ว่าจะเปิดตัวนาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) รุ่น G Watch หรือ  Moto Moto 360 smartwatch

อุปกรณ์สวมใส่เป็น แนวโน้มที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ ทางด้าน Apple ก็มีข่าวว่า ซุ่มพัฒนาสมาร์ทวอชรุ่นใหม่ ๆเหมือนกัน แต่การมี นาฬิกาข้อมือแอนดรอยด์ (Android Watch) ของ Google น่าจะสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลกได้มากที่สุด เพราะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ไม่ได้มาเป็นแบรนด์เดียว แต่มีผู้สนับสนุนทางด้านฮาร์ดแวร์หลายเจ้าลงมาเล่นพร้อมๆ กัน  แรงกระเพื่อมครั้งนี้จะทำให้หมวดผลิตภัณฑ์สวมใส่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่าง แน่นอน

Cr.โลกวันนี้,ครอบครัวข่าว,Synergy | Twitter ,Asia21st ,

10 ก.ค. 2558

มาแล้ว BlackBerry รุ่นใหม่ล่าสุด


มาแล้ว BlackBerry รุ่นใหม่ล่าสุด

สำหรับคนที่คิดว่า "แบล็คเบอร์รี่ (BlackBerry)" ได้ตายจากวงการมือถือไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คงต้องคิดใหม่! เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับมือถือยอดฮิต (ในอดีต) ของแบรนด์ดังกล่าว ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดความร่วมมือครั้งใหญ่ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อแบล็คเบอร์รี่ออกสู่ตลาดมือถืออีกครั้ง

ข่าว ลือเกี่ยวกับแบล็คเบอร์รี่ (BlackBerry) อดีตแบรนด์มือถือยอดฮิต กำลังจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบ สมาร์ทโฟนแอนดรอย (Android Smartphone) หน้าจอ 5.4 นิ้ว กล้องถ่ายภาพความละเอียด 18 ล้านพิกเซล.

กระแสข่าว ที่ว่านี้ มาจาก "Evan Blass" หรือที่รู้จักกันว่า @evleaks ในโลกทวิตเตอร์ ผู้ที่ถือเป็นหนึ่งในคนชอบปล่อยภาพและข่าวหลุดเกี่ยวกับแวดวงมือถือนั่นเอง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เขาเคยออกมาประกาศว่าขอเกษียณตัวเองจากวงการข่าวลือข่าวหลุด แต่เขาก็ยังคงอัพเดตความเคลื่อนไหวในแวดวงมือถืออยู่เสมอ

เช่นเดียว กับที่เขาได้ทวีตข้อความว่า "The Android-powered BlackBerry Venice slider is AT&T-bound." เพื่อประกาศว่าแบล็คเบอร์รี่  (BlackBerry) กำลังจะกลับมาภายใต้ความร่วมมือกับ AT&T ค่ายมือถือระดับโลก ด้วยรูปแบบสมาร์ทโฟนแอนดรอย (Android Smartphone)

ด้วยความสามารถของแอปแอนดรอยที่สามารถใช้งานร่วมกับทีวี กลายเป็น กล่องแอนดรอย (Android TV Box) ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเล่นเน็ตฟังเพลงดูหนังก็สามารถทำได้ภายใต้การควบคุมใช้งานของสมาร์ท โฟนนี้  ตามเทรนของชาวเน็ตทั่วโลกที่ตอบรับการพัฒนาที่ไม่หยุดยังของการเป็นโลกของ อินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อทุกสิ่งด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว  IoT(Internet of Things)

เว็บไซต์ phonearena ออกมารับลูกเกี่ยวกับกระแสดังกล่าวแล้วเช่นกันถึง โดยมีทั้งภาพและรายละเอียดเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนในชื่อ BlackBerry Venice ซึ่งระบุความเป็นไปได้ของมือถือรุ่นดังกล่าว ที่จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว ความละเอียด 1440x2560 หน่วยประมวลผลสแนปดราก้อน 808 ซีพียู 1.8GHz และมีหน่วยความจำเครื่อง 3GB ส่วนกล้องหลังอาจมีความละเอียดราว 18 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล

คาดว่าเราจะได้เห็นการเปิดตัวแบ ล็คเบอร์รี่รุ่นดังกล่าวพร้อมการใช้งานบนแอปของแอนดรอยประมาณเดือนพ.ย.นี้  คงได้เห็น สมาร์ทโฟนแอนดรอย อีกค่ายที่ชาวเน็ตเคยหลงไหลมาก่อน

Cr.ที่นี่,Synergy | Facebook ,เล่าสู่กันฟัง

15 ก.พ. 2558

มือถือ Android ดีกว่า มือถือ IPhone อย่างไร

Android ปรับแต่งหน้าจอไม่รู้เบื่อด้วย Launcher
ปรับแต่งหน้าจอไม่รู้เบื่อด้วยวิตเจ็ตและ Launcher

15 เหตุผลที่ว่ากันว่ามือถือ Android ดี๊ดีกว่า iOS (จากค่าย iPhone)


จากเว็บไซต์ Business Insider ด้วย “15 เหตุผลที่ว่ากันว่ามือถือ Android ดีกว่า iPhone !! ” มาลองดูกันซิว่าเหตุผลที่นำมาจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ

1. เติมพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย micro SD
แม้ iPhone พี่แกจะจัดสรรปันส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ที่ชอบโหลดแอพฯ เยอะๆ มีไฟล์หนังไว้ดูยามว่างแบบ 24 ชั่วโมง พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง iPhone อาจไม่เพียงพอ ถ้าหันมาใช้มือถือ Android ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ด้วย microSD Card ซึ่ง iPhone ไม่มีนะจ๊ะ !

2. แบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้
แบตเตอรี่ย่อมมีอายุการใช้งานของมัน ซึ่งหากผู้ใช้ยังพอใจกับมือถือ Android ที่ใช้อยู่ แม้มันจะตกรุ่นไปแล้วก็ยังสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่อการใช้งานได้หลายชั่วโมงเหมือนช่วงซื้อเครื่องมาใหม่ๆ หรือในบางกรณีที่้เชื่อว่าผู้ใช้หลายท่านน่าจะเคยทำในเวลาที่มือถือ Android ค้างไปดื้อๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ใช้วิธีถอด-ใส่แบตและเปิดเครื่องใหม่ซะเลย (แต่แนะนำว่าวิธีนี้ไม่ควรทำนะครับ ! )

3. มือถือ Android ใช้เป็นรีโมททีวีได้ หรือ เป็น Android TV ในตัว
มือถือ Android หลายแบรนด์ในปัจจุบันมักใส่ฟีเจอร์การใช้เป็นรีโมททีวีได้ ซึ่งในกรณีที่หารีโมททีวีไม่เจอ การใช้มือถือ Android แทนก็นับเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่อาจใช้กับทีวีได้บางรุ่นเท่านั้น

4. แยกโฟลเดอร์ภาพให้โดยอัตโนมัติ
ข้อดีที่หลายท่านน่าจะชื่นชอบในกรณีดาวน์โหลดรูปภาพมาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Google, Twitter, IG หรือแม้กระทั่งภาพ Screenshot ในระบบ Android จะทำการตั้งโฟลเดอร์ภาพขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาภาพในแกลอรี่ได้อย่างสะดวก

5. มือถือ Android จะลงเพลงหรือคัดลอกไฟล์ภาพลงคอมพิวเตอร์ก็ทำได้ง่ายๆ
เป็นอีกหนึ่งเรื่องง่ายสำหรับผู้ใช้มือถือ Android ที่ต้องการนำเพลงจากในคอมพิวเตอร์หรือคัดลอกภาพในมือถือมาเก็บไว้ใน คอมพิวเตอร์ เพียงเสียบ USB เข้ากับมือถือและคอมพิวเตอร์ก็สามารถลากและวางไฟล์ต่างๆ ได้ง่ายๆแล้ว ผิดกับ iPhone ที่ต้องพึ่งพา iTunes

6. micro-USB สายเดียวใช้ได้กับมือถือ Android ได้เพียบ
ต่อให้มือถือ Android จะมีความหลากหลายของแบรนด์และรุ่น แต่ข้อดีในปัจจุบันอย่างหนึ่งคือการใช้สาย micro-USB สามารถใช้ร่วมกับมือถือ Android ได้เป็นจำนวนมาก เช่น Android TV Stick ฯลฯ

7. ติดตั้งแอพฯ ลงมือถือ Android ได้จากหน้าเว็บบราวเซอร์
หากยูสเซอร์และพาสเวิร์ดของ Google ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอันเดียวกับที่ใช้ในมือถือ Android ท่านสามารถเปิดหน้าเพจ Google Play Stroe จากคอมพิวเตอร์และทำการติดตั้งแอพฯ ลงในมือถือ Android ได้

Samsung สร้างแอคเคาท์เพิ่มได้
สร้างแอคเคาท์เพิ่มได้ ในกรณีที่มีผู้ใช้มือถือหลายคน


8. สร้างแอคเคาท์เพิ่มได้ ในกรณีที่มีผู้ใช้มือถือหลายคน
ในกรณีที่มือถือ Android มีลูกๆ ของคุณหยิบไปเล่นบ่อยๆ คุณสามารถตั้งแอคเคาท์เพิ่มเพื่อแยกออกจากแอคเคาท์หลักได้ เพื่อป้องกันการเข้าถึงแอพฯ บางประเภท หรืออาจใช้ป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่คุณอาจไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ได้

 9. Google Maps ยังเหนือว่า Apple Maps
ต้องยอมรับว่า Google Maps กลายเป็นแผนที่นำทางที่ได้รับความนิยมมากจากผู้ใช้มือถือ Android หรือแม้กระทั่งในผู้ใช้ iPhone บางส่วนด้วย จากการพัฒนาระบบแผนที่อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการนำทาง ค่อนข้างน้อย ตลอดจนมีคุณสมบัติของการรายงานสภาพการจราจรในแต่ละเส้นทางที่คุณต้องการเดิน ทาง แม้ Apple จะมีระบบแผนที่นำทางที่เรียกว่า Apple Maps แต่คุณสมบัติด้านการใช้งานที่ครอบคลุมดังเช่น Google Maps ยังนับว่าเป็นรองอยู่พอสมควร

10. ล็อคหน้าจอมือถือ Android ด้วยการลากจุดต่อจุด
ในข้อนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าระบบการล็อคหน้าจอของมือถือ Android กับ iPhone ของใครเจ๋งกว่ากัน เพราะมือถือ Android สามารถล็อคหน้าจอด้วยการใส่รหัสที่ใช้การลากจุดต่อจุดก่อนเข้าถึงหน้าโฮมสกรีน ส่วน iPhone 5s/ 6/ 6 Plus มีสแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติเพื่อความปลอดภัยที่มีดีแตกต่างกัน

11. ปรับแต่งหน้าจอไม่รู้เบื่อด้วยวิตเจ็ตและ Launcher
เหล่าผู้ใช้ iPhone อาจอิจฉาตาร้อนกันบ้าง ในเมื่อทำได้แค่เปลี่ยนพื้นหลังของโฮมสกรีนและล็อคสกรีน แต่มือถือ Android สามารถเพิ่มลูกเล่นบนหน้าจอด้วยวิตเจ็ต หรือปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลได้อย่างหลากหลายด้วย Launcher มีให้ดาวน์โหลดเพียบใน Google Play Store

12. เคลียร์แอพฯ ที่ไม่ต้องการจากโฮมสกรีนให้โล่งได้ง่ายๆ
สำหรับการติดตั้งแอพฯ บนมือถือ Android หลายท่านคงจะเห็นว่าไอคอนของแอพฯ จะปรากฎในโฮมสกรีนด้วยนอกเหนือจากในเมนูแอพส์ โดยหลายท่านอาจชอบที่จะให้โฮมสกรีนดูโล่งสะอาดตา ซึ่งใน Android สามารถจัดการแอพฯ ต่างๆ ไม่ให้แสดงบนโฮมสกรีนได้



13. เปิดหลายหน้าจอพร้อมกันได้
ฟีเจอร์เปิดหลายหน้าจอพร้อมกันหรือเรียกว่ามัลติวินโดว์ อาจเป็นฟังก์ชันบนอุปกรณ์ Android บางรุ่นเท่านั้น ให้ความสะดวกสำหรับท่านที่ต้องการเปิดใช้งานหลายหน้าจอไปพร้อมกันในคราว เดียว อาทิ เปิด Facebook ไปพร้อมกับเปิด YouTube ไปด้วย หรือ เปิด TV ดูผ่าน Android Box

14. แสดงไอคอนของแต่ละแอพฯ ที่แจ้งเตือนเข้ามา
ระบบการแจ้งเตือนของทั้ง Android และ iPhone จะแสดงหน้าป็อบอัพขึ้นมาคล้ายกัน แต่สำหรับมือถือ Android แถบด้านบนของโฮมสกรีนจะปรากฎไอคอนของแต่ละแอพฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีการแจ้งเตือนมาจากแอพฯ ใดบ้าง

ตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ Android
คำนวณเวลานอน หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ Android


15. คำนวณเวลานอน หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ Android
เป็นการแสดงผลเล็กๆ ที่หลายท่านอาจไม่เคยสังเกต เมื่อตั้งเวลาปลุกจากมือถือ Android จะปรากฎป็อบอัพแสดงเวลาที่เหลือในการนอนหลับให้ทราบได้ด้วย


Cr.Sanook News,Business Insider