แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟซบุ๊ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟซบุ๊ก แสดงบทความทั้งหมด

2 ก.ย. 2558

แม่อุ้มบุญ "น้องคาร์เมน"

แม่อุ้มบุญ "น้องคาร์เมน"

จากกรณีที่คุณแม่ชาวไทยได้รับอุ้มบุญให้กับคู่เกย์ชาวอเมริกา จนกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย และเป็นที่ถกเถียงกันบนโลกสังคมออนไลน์ว่า แท้จริงแล้วเด็กควรอยู่ในการดูแลของใครนั้น

พ่อน้องคาร์เมน โพสต์เฟซบุ๊ก ดีใจ สามารถติดต่อหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของไข่ให้เข้ามาตรวจ DNA ได้แล้ว

ล่าสุดวานนี้ (1 ก.ย. 58) เฟซบุ๊กแฟนเพจ BringCarmenHome ได้โพสต์ข้อความและภาพหญิงสาวที่เป็นเจ้าของไข่ พร้อมเล่าถึงความคืบหน้าว่า ตอนนี้ได้ติดต่อหญิงผู้เป็นเจ้าของไข่ให้เข้ามาตรวจ DNA ได้แล้ว ซึ่งน้องคาร์เมนได้เกิดจากสเปิร์มของ นายกอร์ดอน ผสมกับไข่ของหญิงผู้บริจาค จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับแม่อุ้มบุญแต่อย่างใด

โดยมีรายละเอียดดังนี้
#วันสำคัญอีกวันครับ #ข้อเท็จจริงตามนี้เลยครับ
เราได้ติดต่อกับผู้บริจาคไข่ที่แสนสวยและแสนดี ผู้ที่ช่วยเราให้กำเนิดเจ้าหญิงคาร์เมนตัวน้อยขึ้นมาครับ เธอเป็นคนที่อ่อนหวาน และใจดี และ เธอและคาร์เมนก็มีรูปตาชั้นเดียวแบบสาวหมวยอินเตอร์เหมือนๆกัน เธอเป็นคนใจดีที่ต้องการให้คาร์เมนมีอนาคตที่ดีที่สุด และนั่นคือให้คาร์เมนได้อยู่กับครอบครัวที่ต้องการเธอมากที่สุด ดังนั้นเธอจึงได้เห็นด้วยที่จะช่วยเราทำการตรวจ ดีเอ็นเอครับ และผลตรวจคือ 99.99999998% ครับ !!!
#เราจะพาคาร์เมนกลับบ้านด้วยกันนะครับ
#Bringcarmenhome


Another big day for truth!!
We contacted the beautiful person who donated the egg that allowed us to have our little princess Carmen Sairak. The woman is so nice and sweet and the eye shape of her and Carmen resemble each other. She is a good woman who wants the best future for Carmen as possible and she know that that is for Carmen to be with the family that wanted her so badly. So the egg donor has agreed to help us by taking a DNA test. And the result is 99.99999998%
Let’s #Bringcarmenhome

Cr.MThai ,Synergy | Facebook ,Asia21st ,

11 ส.ค. 2558

บอกรักแม่ออนไลน์


บอกรักแม่ออนไลน์
บอกรักแม่ออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา อ.เมืองพิษณุโลก ได้จัดกิจกรรมบอกรักแม่ออนไลน์ โดยให้นักเรียนโพสต์ข้อความถึงแม่ของตนเอง และส่งเข้าไปยังหน้าเพจเฟซบุ๊กของโรงเรียน

ทั้งนี้ มีนักเรียน ส่งข้อความและรูปที่ถ่ายคู่กับแม่เข้าไปยังเพจดังกล่าว จำนวนมาก นายเดชา สมบูรณ์พงษ์กิจ ผอ.โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. โรงเรียนได้จัดกิจกรรมบอกรักแม่ออนไลน์ขึ้นมา เพื่อให้ลูกได้แสดงความรักความกตัญญู ต่อแม่ เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแม่กับลูก

สำหรับนักเรียนที่ไม่มีแม่ก็ได้ถือโอกาสได้นึกถึงพ่อ ถ้าไม่มีแม่พ่อก็ทำหน้าที่แม่ไปในตัว ให้ลูกได้มีความรัก ต่อผู้มีพระคุณ สำหรับนักเรียนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนส่งข้อความมาได้ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการประกวดข้อความเพื่อมอบทุนการศึกษาให้ ซึ่งเป็นเงินของคณะครู อาจารย์ที่ได้ ร่วมกันบริจาคตามกำลังศรัทธา

โดยจะคัดเลือกข้อความ ที่โดนใจ เขียนสะกดถูกต้องส่งเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นการบอกรักแม่มากที่สุดในโลก พร้อมกับโพสต์ ภาพคู่กับแม่ของตนเอง

นายเดชากล่าวต่อไปว่า มีข้อความของ ด.ญ.ธณภรณ์ ศิริชัย เรียนอยู่ชั้น ม.3/6 เป็นโพสต์ที่มีคน เข้ามาแสดงความเห็นและให้กำลังใจจำนวนมาก บรรยายส่วนหนึ่งว่า “หนูเป็นลูกคนเดียว หนูอยู่กับตายายตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่หนูแยกทางกัน แม่หนูอยู่ ต่างจังหวัด ท่านก็มาหาหนูปีละหนึ่งถึงสองครั้ง โทร.หากันบ้างเป็นบางวัน แม่คะ แม่รู้มั้ยเวลาหนูดูละคร หรืออะไรที่เกี่ยวกับพ่อ แม่ ลูก หนูร้องไห้ง่ายมาก คนแรกที่หนูคิดถึงคือแม่ หนูเคยคิดว่าสักวันหนึ่งหนูจะได้อยู่กับแม่"

ส่วน น.ส.วรรณา เดชแพร นักเรียนชั้น ม.5/3 เขียนตอนหนึ่งว่า “แม่เป็นตัวอย่างและ เป็นผู้นำครอบครัวที่เลี้ยงลูกทั้งสามมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของแม่เอง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย หรือท้อ แม้ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่สอง หนูห่วงท่านมาก หนูเลยเลือกที่จะทำงานหาเงินมาใช้ ในชีวิตประจำวันเองทุกวันโดยไม่ขอท่านสักบาท”

ขณะที่ยังมีนักเรียนบางคน ซึ่งไม่มีแม่อยู่ด้วยแล้ว ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมบอกรักแม่ออนไลน์วันนี้ด้วย.

Cr.ไทยรัฐ,e-news ,Synergy | Facebook

7 ส.ค. 2558

โทรจิตผ่านเฟซบุ๊ก

โทรจิตผ่านเฟซบุ๊ก
โทรจิตผ่านเฟซบุ๊ก (ภาพจาก  ไทยรัฐ)

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า มนุษย์โลกจะมีโอกาส ถ่ายทอดความคิด สื่อสารทางโทรจิตถึงกันโดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม และนี่คือทิศทางของเฟซบุ๊กในอนาคตข้างหน้า

“มัน จะเป็นเหมือนกับว่า เวลาคุณกำลังคิดถึงอะไร เพื่อนของคุณก็จะรับรู้ถึงสิ่งที่คุณคิดในทันที และนี่คือที่สุดของเทคโนโลยีการสื่อสาร”

ซัคเกอร์เบิร์ก เปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการตอบคำถามจากผู้ใช้ ซึ่งถามว่าแผนระยะยาวของเฟซบุ๊ก จะเป็นเช่นไร

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองการสื่อสารของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากบริการหน้าโปรไฟล์ธรรมดา จนไปถึงการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ แถมการกดไลค์ Like แบ่งกลุ่มเพื่อน ตลอดจนบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการของเฟซบุ๊กเริ่มขยับจากการแชร์ข้อมูลสาธารณะ เป็นเน้นการสื่อสารส่วนบุคคลมากขึ้น นั่นเป็นที่มาของการเข้าซื้อกิจการแอพพลิเคชั่นข้อความสนทนา “วอทส์แอพ” WhatsApp ด้วยมูลค่า กว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เช่นเดียวกับการ เข้าซื้อกิจการ Oculus ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้แสดงภาพ 3 มิติเสมือนจริง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เฟซบุ๊กกำลังเดินหน้าเข้าสู่บริการเสมือนจริง เพื่อยกระดับการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กขึ้นไปอีกขั้น

ความจริงแล้ว การสื่อสารผ่านทางโทรจิตหรือการถ่ายทอดความคิดส่งตรงถึงกัน (Telepathy) นั้น มิใช่เรื่องใหม่ ที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป

มี นักวิทยาศาสตร์หลายแขนง กำลังคิดค้นการใช้คอมพิวเตอร์ถ่ายทอดความคิดของบุคคล เพื่อส่งตรงถึงกันโดยใช้ศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการแปลงคลื่นสมองเป็นข้อมูล เหมือนเราควบคุมเกมต่าง ๆ จากมือเราผ่านแอปฯของกล่องแอนดรอย (Android TV Box) แล้วไปปรากฎภาพ 3 มิติบนทีวีได้

ยก ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว โดยบุคคลต้นทางคิดจะขยับนิ้วมือ และคลื่นสมองก็ถูกส่งผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยไวไฟพกพาไปยังบุคคลปลายทาง ส่งผลให้บุคคลปลายทางขยับนิ้วมือบนคีย์บอร์ดตามความคิดของบุคคลต้นทาง โดยบุคคลทั้งสองฝั่ง ต้องสวมใส่อุปกรณ์คล้ายหมวก เพื่อช่วยในการแปลงคลื่นสมองด้วย.

Cr.ไทยรัฐ, e-news ,Asia21st

14 ก.ค. 2558

แอมป์ ปฏิญญา ฮีโร่ของพวกเรา

 
แอมป์ ปฏิญญา ฮีโร่ของพวกเรา
แอมป์ ปฏิญญา ฮีโร่ของพวกเรา


โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เหตุการณ์ประทับใจ เมื่อ “แอมป์ ปฏิญญา” ได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนบนท้องถนนด้วยกัน ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง!! โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก  Thanakrit Phongsai ได้โพสต์ภาพและข้อความที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า


“แอม”ปฏิญญา. เธอไม่หล่อแค่หน้าตา แต่ใจเธอหล่อกว่านั้นมาก!!!!
รถ หมดน้ำมันดับกลางทางแดดร้อนๆ คุณแอม จอดรถถามว่ารถเป็นไร แล้วคุณแอมก็ขับรถไปซื้อน้ำมันแล้วยังเติมให้อีก คุณกลายเป็นดาราที่ผม ชอบที่สุดในทันที คุณ”แอม” ปฏิญญา. 
 
ข่าวดาราทำความดีน่าจะได้รับการชื่นชมและเป็นข่าวดาราทะเลาะกันนะคับ 
ถือเป็นเรื่องราวดีดี ที่มีให้กันบนท้องถนน เรื่องอาจจะดูเหมือนเล็กน้อย แต่บางทีน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็หายากเต็มที
 
ดาราอีกหนึ่งคนที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง เพราะล่าสุดชาวเน็ตต่างชื่นชมหนุ่ม แอม ปฏิญญา หลังจอดรถช่วยเหลือรถคันหนึ่งที่กำลังเดือดร้อน เนื่องจากรถน้ำมันหมดอยู่ข้างทาง โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก @Thanakrit Phongsai....... 
 
 
 

11 ก.ค. 2558

ปีนี้มีอะไรใหม่บน Facebook


ปีนี้มีอะไรใหม่บน Facebook

ปีนี้มีอะไรใหม่บน Facebook
        ปีนี้ 2558  เครือข่ายสังคมอันดับ 1 ของโลกอย่าง “เฟซบุ๊ก” (Facebook) ถูกจับตามองใกล้ชิดในหลายวงการ เพราะการประกาศทดสอบระบบมากมายที่เชื่อกันว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจของเฟซบุ๊ก (Facebook)ในตลาดใหม่ได้อย่างยั่งยืน  ไม่ว่าจะเป็น Messenger  ฯลฯ

      ท่ามกลางนักวิเคราะห์ที่ฟันธงว่า สิ่งที่เฟซบุ๊ก (Facebook)ทำและสถิติที่สรุปได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 นี้จะนำไปสู่เม็ดเงินรายได้เข้ากระเป๋าเฟซบุ๊ก (Facebook)มูลค่าหลักพันล้านแน่นอน
     
       ที่ฮือฮาที่สุดต้องยกให้การเปิดเสรีแชตผ่านแอปพลิเคชัน “แมสเสนเจอร์” (Messenger) โดยไม่ต้องมีบัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook) หมากเกมนี้ของเฟซบุ๊กมีนัยซ่อนอยู่เพราะการเปิดเสรีจะทำให้แอป Messenger นั้นมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแตะหลักพันล้านคน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้นับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในอีก 5 ปี ผ่านบริการชำระเงินในแอป Messenger เมือซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ หรือ ผ่านตามห้างสรรพสินค้า ด้วยระบบบาร์โค้ด (Barcode) ผ่านเครื่องอ่านบาร์โค้ด
     
       ฮือฮารองลงมาคือ เฟซบุ๊กประกาศลุยให้บริการ “เฟซบุ๊ก ไลต์” (Facebook Lite) เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้เครือข่าย 2G ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจะมีผลช่วยให้ฐานผู้ใช้ และสถิติการชมสื่อบนเฟซบุ๊กยิ่งขยายตัวมากขึ้นอีก โดยเฉพาะยอดชมวิดีโอที่กำลังไล่ตีตื้นเบอร์ 1 อย่างยูทิวบ์ (YouTube) เข้าไปทุกที
     
       นอกจากนี้ ยังมีการประกาศทดสอบระบบกรอกข้อมูลการตลาดอัตโนมัติที่จะดึงข้อมูลประวัติ ของผู้ใช้มาเติมโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อมูลอย่างอีเมล ชื่อ หรือวันเกิดของตัวเอง แต่ยังมีโอกาสที่ข้อมูลเจาะลึกเช่นตำแหน่งงาน ชื่อบริษัทที่ทำงาน รวมถึงรหัสไปรษณีย์ จะถูกเติมลงในแบบฟอร์มแบบอัตโนมัติด้วย การทดสอบระบบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวพัฒนาการอัจฉริยะของระบบวิเคราะห์ ข้อมูลตัวตนบนเฟซบุ๊ก (Facebook) รวมถึงการระบุตัวตนผู้ใช้ได้แม้จะเห็นใบหน้าเพียงเสี้ยวเดียว
     
เปิดเสรีแชต Messenger
     
       25 มิถุนายน 2015 เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมอันดับ 1 ประกาศเปิดเสรีให้ผู้ใช้สามารถลงชื่อใช้งานแอปพลิเคชันแชต “Messenger” ได้โดยไม่ต้องใช้บัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook) เพียงใช้เบอร์โทรศัพท์ก็สามารถส่งข้อความสนทนากับเพื่อนฝูงได้ทั่วโลก
     
       นักสังเกตการณ์เชื่อว่า เฟซบุ๊ก (Facebook)กำลัง พยายามเพิ่มจำนวนผู้ใช้แอปพลิเคชันแชต Messenger ที่ให้บริการแบบแยกเดี่ยว (standalone) อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ซีอีโอผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กเคยประกาศว่า ต้องการให้ Messenger เป็นประตูเชื่อมต่อร้านค้าปลีก ร้านอาหาร รวมถึงธุรกิจอื่นๆ กรณีที่มีการทานช็อปตามร้านต่าง ๆ ผ่านเครื่องรูดบัตร หรือ เครื่องอ่านบัตร หรือซื้อสินค้าผ่านเครื่องอ่านบาร์โค้ด (Barcode)
     
       ก่อนการเปิดเสรีแอปพลิเคชัน Messenger มีผู้ใช้ราว 700 ล้านคน (รวมยอดผู้ใช้รายใหม่ 100 ล้านคนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแล้ว) จุดนี้เชื่อว่าการเปิดเสรีจะทำให้ Messenger มีฐานผู้ใช้เข้าใกล้หลัก 1 พันล้านอย่างรวดเร็ว
     
       ถามว่าทำไมเฟซบุ๊ก (Facebook)ต้อง เร่งมือขยายฐานผู้ใช้ คำตอบคือ กลยุทธ์หารายได้ที่เฟซบุ๊กบอกใบ้ไว้ต่อสังคมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2558ที่ผ่านมา ครั้งนั้น เฟซบุ๊กเปิดบริการรับส่งเงินระหว่างผู้ใช้ (peer-to-peer payment) บนแอปพลิเคชัน Messenger แบบฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมโอน ซึ่งเรียกคะแนนจากผู้ใช้อย่างเต็มเปี่ยม
     
       ระบบโอนเงินบน Messenger ไม่เพียงทำให้การซื้อสินค้า และบริการบน Messenger เกิดขึ้นได้ง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ับริการผ่านออนไลน์ หรือช็อปปิงตามร้านค้าผ่านเครื่องยิงบาร์โค้ด (Barcode) แต่ยังช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันได้ลืมตาอ้าปากผ่านการสร้างสรรค์แอปพลิเคชันสำหรับ Messenger จุดนี้เฟซบุ๊ก (Facebook)เคย ประกาศในเดือนมีนาคมว่า จะพยายามชักจูงให้แบรนด์และธุรกิจใช้ Messenger เป็นช่องทางในการออกใบเสร็จรับเงิน แจ้งข้อมูลสถานะการจัดส่งสินค้า รวมถึงการจัดการงานบริการลูกค้าที่ทั่วถึง
     
       หากเฟซบุ๊ก (Facebook)สามารถ แทรกตัวเพื่อให้บริการสุดยอดช่องทางสื่อสารระหว่างธุรกิจ และผู้บริโภคได้สำเร็จ เฟซบุ๊กก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างเงินรายได้มากขึ้นตามไปด้วย จุดนี้ธนาคารแห่งชาติเยอรมนี (ธนาคาร Deutsche) ได้คาดการณ์ว่า แอป Messenger นั้นจะมีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 พันล้านคน และสามารถสร้างรายได้ 9-10 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ.2563
     
       ธนาคาร Deutsche ประเมินว่า บริการทางการเงินบน Messenger สามารถทำเงินได้มากกว่า 49 ล้านเหรียญสหรัฐแล้วในวันนี้ แต่ในปี พ.ศ.2563 จะทำเงินได้ 4.224-4.827 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 17% ของรายได้จากโฆษณาของเฟซบุ๊ก (Facebook)ทั้งหมด

Facebook เพื่อชาวเน็ต 2G
     
       หลังจากมีแผนส่ง Facebook Lite ลงเจาะประเทศกำลังพัฒนา 8 ประเทศ อย่าง บังกลาเทศ เนปาล ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ ซูดาน ศรีลังกา เวียดนาม และซิมบับเว เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุด โครงการนี้ทยอยเปิดตัวสู่ระดับโลกต่อเนื่อง โดยในผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกานั้นสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ก่อนชาวยุโรป
     
       ข้อมูล ระบุว่า Facebook Lite นี้มีการขยายสู่ประเทศอินเดีย และฟิลิปปินส์แล้ว เฉพาะอินเดีย เฟซบุ๊กมีฐานผู้ใช้มากกว่า 125 ล้านคน และ 90% เป็นผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา จุดนี้แม้โลกจะมีเครือข่าย 4G แล้ว แต่เครือข่าย 2G ที่ช้ากว่าก็ยังเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยม
     
       ผู้บริหารเฟซบุ๊ก (Facebook)ประเมิน ว่า ปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาผ่านเครือข่าย 2G นั้นมีจำนวนมากกว่า 875 ล้านคนทั่วโลก จุดนี้ทำให้เฟซบุ๊กต้องการสร้างประสบการณ์ยอดเยี่ยมเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้
     
       แม้ Facebook Lite จะไม่รองรับคุณสมบัติที่ต้องมีการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก เช่น วิดีโอ แต่ขณะนี้สถิติการชมวิดีโอบนเฟซบุ๊กนั้นกำลังขยายตัวสุดขีด ซึ่งไม่แน่ Facebook Lite อาจจะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้เฟซบุ๊กมียอดใช้บริการคุณสมบัติสูงในอนาคตก็ได้
     
       จากการสำรวจเมื่อกลางเดือนมิถุนายนพบว่า แม้ยอดชมวิดีโอออนไลน์บนยูทิวบ์จะยังเป็นอันดับ 1 ด้วยตัวเลขทะลุหลัก 3 ล้านล้านครั้งในปีนี้ แต่ยอดชมบนเฟซบุ๊ก (Facebook)กำลังมีแนวโน้มทะยานสู่หลัก 2 ล้านล้านครั้ง เรียกว่าเฟซบุ๊ก (Facebook)มีโอกาสครองยอดชมวิดีโอออนไลน์ 2 ใน 3 ของยอดชมวิดีโอบนยูทิวบ์
     
       บริษัทวิจัยตลาดแอมแปร์ อนาลไลสิส (Ampere Analysis) พบว่า ยอดชมวิดีโอบนยูทิวบ์ถูกมองว่าเด่นเฉพาะในแง่ปริมาณ หรือ volume แต่ยอดชมวิดีโอบน Facebook นั้นโดดเด่นเรื่องคุณภาพมาก เนื่องจากผู้ชมทุกคนจะต้องลงชื่อใช้งาน หรือ log in แน่นอนว่าเหล่าแบรนด์จะมีข้อมูลของผู้ชมบนเฟซบุ๊กมากกว่าบนยูทิวบ์
     
ข้อมูลสะพัดจาก Facebook
     
       ที่ผ่านมา นักการตลาดจำนวนมากต้องสร้างระบบเพื่อดึงให้ชาวออนไลน์เข้ามาลงทะเบียน สำหรับการรับส่งข่าวสารในอนาคต ล่าสุด เฟซบุ๊ก (Facebook)ริ เริ่มทดสอบระบบดึงข้อมูลชื่อ และอีเมลแอดเดรสของผู้ใช้แบบอัตโนมัติ ทำให้นักการตลาดทั่วโลกกำลังจะมีวิธีรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น กว่าเดิม
     
       เฟซบุ๊ก (Facebook)ทดสอบ ระบบนี้ในโฆษณาบนอุปกรณ์พกพา ชื่อของบริการคือ “ลีด แอดส์” (lead ads) นักการตลาดจะสามารถใช้ระบบนี้ในกรณีที่ขอให้ผู้ใช้ลงชื่อเพื่อรับอีเมล หรือโทรศัพท์สำหรับแจ้งข้อมูลของสินค้า และบริการเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กคลิกสมัครสมาชิก หรืออ่านโฆษณาที่ผูกพ่วงกับแบบฟอร์มอัตโนมัติ ระบบของเฟซบุ๊กจะเป็นผู้เติมแบบฟอร์มนั้นให้อัตโนมัติโดยดึงข้อมูลจากประ วัติเฟซบุ๊กโปรไฟล์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ยินยอมเปิดเผยอยู่แล้ว เช่น ชื่อจริง อีเมลแอดเดรส เบอร์โทรศัพท์ และรหัสไปรษณีย์
     
       แต่ด้วยความที่รูปแบบของแบบฟอร์มที่จะสามารถกรอกข้อมูลได้อัตโนมัตินั้นมี หลากหลาย ซึ่งนักการตลาดจะสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะต่อโฆษณาโมบายของตัวเองที่ลงไว้ กับเฟซบุ๊ก (Facebook)ได้อย่างเสรี นี่เองที่ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลอื่น เช่น ประเทศที่อยู่ ชื่อบริษัท ชื่อตำแหน่งงาน รวมถึงสถานภาพอื่นอาจจะถูกกรอกลงในแบบฟอร์มแบบอัตโนมัติได้ด้วย
     
       การทดสอบนี้สะท้อนว่า เฟซบุ๊ก (Facebook)กำลัง พยายามตอบโจทย์นักการตลาดที่ใส่ใจต่อกลุ่มผู้คลิกชมโฆษณาเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับนักการตลาดที่ให้น้ำหนักต่อยอดชมโฆษณาแบบผ่านตาเพื่อ สร้างแบรนด์เป็นหลัก จุดนี้ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมา นักโฆษณาที่เน้นกลยุทธ์ตอบสนองลูกค้ารายคน มีการลงโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 59% ของยอด 5.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่สะพัดในวงการโฆษณาดิจิตอลแดนลุงแซม
     
       สถิติเหล่านี้สะท้อนคุณค่าของข้อมูลผู้ใช้ เหตุผลนี้ทำให้เฟซบุ๊ก (Facebook)ประกาศ เพิ่มความสามารถให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อเนื่องตลอดเวลา สำหรับครึ่งปีแรกปี 2558 นี้ เฟซบุ๊กทดสอบอัลกอริธึมใหม่ที่สามารถวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้งานแต่ละราย บนคอนเทนต์หลากหลาย ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาระบบวิเคราะห์ภาพ ทำให้เฟซบุ๊กสามารถระบุตัวตนผู้ใช้ได้แม้จะเห็นภาพใบหน้าผู้ใช้เพียงครึ่ง เดียว
     
       เพื่อทดสอบอัลกอริธึมดังกล่าว ทีมงานของเฟซบุ๊ก (Facebook)ได้ รวบรวมภาพบุคคลจากเว็บไซต์ฟลิกเกอร์ (Flickr) จำนวน 40,000 ภาพมาให้ระบบทำการวิเคราะห์ และพบว่า ความแม่นยำในการระบุตัวบุคคลนั้นสูงถึง 83% แม้ว่าภาพบางภาพจะเห็นใบหน้าไม่ครบ ภาพไม่ชัด หรือเป็นภาพใบหน้าด้านข้าง แต่อัลกอริธึมก็สามารถหาเอกลักษณ์ของบุคคลในภาพเพื่อมาวิเคราะห์ได้อย่างถูก ต้อง เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือทรงผม
     
       ...ครึ่งปีแรกผ่านไปแล้ว ครึ่งปีหลัง 2558 ของเฟซบุ๊กสนุกแน่นอน.. คงรอดูว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ บน Facebook

Cr.ผู้จัดการ,Synergy | Facebook ,เล่าสู่กันฟัง