แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

27 ส.ค. 2559

แผ่นดินไหว ศาสตร์ที่ซับซ้อน



      งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแผ่นดินไหวและธรณีแปรสัณฐานของโลก (SEIS-SCOPE) ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาแผ่นดินไหวด้วยเครื่องไม้เครื่องมือสำรวจ เครื่องมือวัดละเอียด และวัดค่าต่างๆ ของพื้นดิน  เครื่องมือวัด ต่าง ๆ อาทิ เช่น ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) เวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier Caliper)  เครื่องวัดแสง (LUX Meter) และงานกว่าครึ่งของเขาเป็นเรื่องแผ่นดินไหว

       ผศ.ดร.ภาสกรนิยามตัวเองว่าเป็น “นักธรณีฟิสิกส์” ในขอบข่ายการศึกษาของเขานั้นกว้างกว่าแค่เรื่องแผ่นดินไหว ขณะเดียวกันการศึกษาทางด้านแผ่นดินไหวก็ใช้หลายๆ ศาสตร์ ทั้งศาสตร์ทางด้านธรณีวิทยา ศาสตร์ทางด้านธรณีฟิสิกส์ ศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลแผ่นดินไหว และในบางครั้งต้องใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมร่วมด้วย และเมื่อพูดถึงแผ่นดินไหวในเมืองไทยจะหมายถึง 2 ส่วน คือ ส่วนของการศึกษาทางด้านธรณีวิทยา ดูในเรื่องรอยเลื่อน และส่วนที่ศึกษาข้อมูลแผ่นดินไหวและนำข้อมูลมาวิเคราะห์
     
       “ถ้านิยามตัวเอง ผมเป็นคนที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงโลกในด้านต่างๆ แผ่นดินไหวก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจึงศึกษาหลายๆ อย่าง ตอนนี้ศึกษาในเรื่องลักษณะการเกิดแผ่นดินไหว ลักษณะรอยเลื่อน โครงสร้างใต้แผ่นเปลือกโลก โดยเน้นประเทศไทยเป็นหลัก ดูว่ารอยเลื่อนแต่ละรอยเลื่อนมีพลังมากน้อยแค่ไหน มีหลักฐานการเกิดแผ่นดินไหวในอดีตมาก่อนไหม และมีศักยภาพให้เกิดแผ่นดินไหวในอนาคตมากน้อยแค่ไหน โดยอาศัยเครื่องมือทางธรณีฟิสิกส์” ผศ.ดร.ภาสกรกล่าว
     
       ศาสตร์ทางด้านแผ่นดินไหวเป็น ศาสตร์ที่ซับซ้อน เพราะแผ่นดินไหวเกิดจากการที่โลกไม่ได้เป็นเนื้อเดียว โลกมีหลายแผ่นเปลือกโลก และแต่ละแผ่นเปลือกโลกมีคุณสมบัติทางเคมี คุณสมบัติฟิสิกส์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อศึกษาแบบจำลองแผ่นดินไหวของบริเวณ หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองของบริเวณนั้นจะใช้เป็นตัวแทนของบริเวณอื่นได้ โดย  ผศ.ดร.ภาสกรได้ยกตัวอย่างลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเก็ตที่แตกต่างจาก เชียงใหม่ ดังนั้นเราไม่สามารถเอาแบบจำลองแผ่นดินไหวที่ภูเก็ตไปใช้สมมติกับเชียงใหม่ ได้
     
       “ฉะนั้นเราต้องศึกษาให้เยอะที่สุด นั่นคือสิ่งหนึ่ง แต่ข้อจำกัดในการศึกษาโลกของเราคือ เราศึกษาลงไปไม่ได้ลึกมากนัก เราเจาะหลุมสำรวจลงไปประมาณ 7 กิโลเมตร หลังจากนั้นเจาะไม่ได้แล้ว ดังนั้น ส่วนที่เหลือคือการเอาข้อมูลมาสร้างแบบจำลองเพื่อให้เกิดภาพ และข้อจำกัดในการศึกษาโลกก็เป็นข้อจำกัดในการศึกษาแผ่นดินไหวด้วย” นักธรณีฟิสิกส์ จาก ม.เกษตร กล่าว
     
       อย่างกรณีแผ่นดินไหวเนปาล จากการชนกันของเปลือกโลก 2,000 กิโลเมตรนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ทราบว่าตลอด 2,000 กิโลเมตรนั้น เปลือกโลกชนกันด้วยแรงมากแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์รู้แค่ในระดับหนึ่งเพราะการศึกษาเรื่องนี้ใช้งบเยอะ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงศึกษาโดยแบ่งพื้นที่ในระดับที่พวกเขาสามารถศึกษา ได้ ภายใต้งบประมาณและเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งข้อมูลต่างๆ ก็มีน้อย
     
       “แบบจำลอง” เครื่องมือวัดอธิบายแผ่นดินไหว
       ผศ.ดร.ภาสกรย้ำว่าการอธิบายเรื่องแผ่นดินไหวจำเป็นต้องมีแบบจำลอง หากไม่มีแบบจำลองก็ทำได้แค่เดา เช่น ถามเรื่องแผ่นดินไหวที่เนปาลซึ่งเขาไม่ได้ลงมือศึกษาเอง เขาก็ทำได้เดาไปตามข้อมูลที่มี ซึ่งจุดนี้เป็นความแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์ไทยและนักวิทยาศาสตร์ต่าง ชาติ โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ซึ่งต่างประเทศจะมีข้อมูลเชิงตัวเลขหรือปริมาณกำกับทุกครั้ง
     
       ความแตกต่างดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมเรื่องเครื่องมือสำหรับบันทึกข้อมูลพื้นฐานสำหรับนำไปวิเคราะห์แผ่นดินไหว ซึ่งต่างประเทศเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานกันมาเป็นร้อยปี แต่สำหรับเมืองไทยเพิ่งเริ่มเก็บข้อมูลเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา แม้หลังเกิดสึนามิในปี 2547 จะมีข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวมากขึ้น แต่ ผศ.ดร.ภาสกรระบุว่า ไทยยังขาดข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการวิจัย ซึ่งต้องอาศัยการเก็บข้อมูลจากเครื่องมือที่มีราคาแพง
     
       รวมถึงการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรอยเลื่อนในเมืองไทย แม้เราจะทราบว่ามีรอยเลื่อนมีพลัง 14 รอยเลื่อน แต่ในแต่ละรอยเลื่อนนั้นยังมีรอยเลื่อนย่อยต่อกันเป็นแนวยาว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับต่างชาติที่มีความพร้อมมากกว่าแล้ว จะให้ความสำคัญในการศึกษาข้อมูลของทุกรอยเลื่อนย่อย ขณะที่ไทยอาจศึกษาได้เพียงไม่กี่รอยเลื่อนแล้วใช้สรุปแทนรอยเลื่อนอื่นๆ ในกลุ่มรอยเลื่อนเดียวกัน ส่วนหนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะไทยยังขาดทั้งเวลา งบประมาณ และบุคลากร
     
       “สิ่งที่เราขาดคือการวิจัยระดับลึก เรามีการวิจัยระดับพื้นฐานบ้าง แต่เราไม่เคยลงไปในระดับลึกที่จะได้ข้อมูลในเชิงปริมาณ ส่วนหนึ่งเพราะว่าเทคโนโลยีและศาสตร์เหล่านี้เพิ่งมีขึ้นเมื่อสมัย 10 กว่าปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะฉะนั้นนักวิชาการที่มีในปัจจุบันจึงเป็นนักวิชาการที่เรียนมาในสมัย ก่อน ซึ่งไม่ได้มีทักษะในส่วนนี้ จริงๆ เราต้องการนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆ ที่จะรับเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทย และใช้ให้มากขึ้น” ผศ.ดร.ภาสกรกล่าว

  “แผ่นดินไหวเล็ก” ข้อมูลสู่ความเข้าใจรอยเลื่อน
       แม้ไทยมีข้อมูลแผ่นดินไหวขนาด ใหญ่เยอะขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากการติดตั้งสถานีเพื่อวัดแผ่นดินไหวระยะไกลและใช้ เตือนภัยสึนามิ แต่ข้อมูลที่มีค่ามากๆ และไทยยังขาดคือข้อมูลแผ่นดินไหวขนาด เล็กๆ ซึ่งจะบอกถึงพฤติกรรมของรอยเลื่อนแต่ละรอยเลื่อน และต้องติดตั้งเครื่องตรวจวัดในบริเวณแนวรอยเลื่อน แต่บางครั้งมีข้อจำกัดในการเข้าไปศึกษา เพราะหลายๆ พื้นที่ที่ถูกพัฒนาไปแล้ว และถูกครอบครองโดยเอกชนซึ่งไม่อนุญาตให้นักวิจัยเข้าไปศึกษา
     
       “ทุกอย่างที่พูดไม่สามารถทำได้ภายใน 1-2 ปีหรอก แต่เรากำลังพูดถึง 10-20 ปี ข้างหน้าที่สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ลูกหลานเรามาใช้ทำในสิ่งที่ เราทำไม่ได้ในตอนนี้ วิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น เพราะข้อมูลแผ่นดินไหวนั้น ค่อยๆ เกิดขึ้น และแผ่นดินไหวในไทยไม่ได้เกิดขึ้นมากมาย ต่อให้เป็นแผ่นดินไหวขนาด 2.0 เองก็ตาม ในเมืองไทยเกิดอย่างมากก็ปีละ 50 ครั้งหรือน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ” หัวหน้าศูนย์ SEIS-SCOPE กล่าว
     
       จากข้อมูลสู่แผนที่เสี่ยงและนโยบาย
       ตัวอย่างการศึกษาแผ่นดินไหวใน ต่างประเทศอย่างในสหรัฐฯ นั้นมีข้อมูลมากพอสำหรับทำนายได้ว่าในอนาคตข้างหน้านั้นมีโอกาสเกิดแผ่นดิน ไหวกี่เปอร์เซนต์ เช่น มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 มากกว่า 60% ในรอบ 30 ปีข้างหน้า  แสดงว่าในอีก 30 ปี มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวมากกว่า จะไม่เกิด เป็นต้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลเชิงนโยบายให้รัฐบาลนำไปบริหารจัดการ เช่น การออกกฏหมายสิ่งก่อสร้างรองรับแผ่นดินไหว กฎหมายการประกันภัย เป็นต้น
     
       “ส่วนไทยนั้นเราทราบว่ามีรอยเลื่อนมีพลัง 14 แห่งอยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง และทราบว่าบริเวณรอยเลื่อนนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวมากกว่าบริเวณอื่น เช่น ภาคเหนือ-ภาคใต้มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวมากกว่า ภาคอีสาน เป็นต้น แต่สิ่งที่เราไม่รู้เลยคือ รอยเลื่อนไหนจะเกิดแผ่นดินไหวก่อน หรือรอยเลื่อนแต่ละตัวสะสมพลังงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทำให้เราไปต่อไม่ได้ ขณะที่ต่างประเทศจะมีแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหว ตรงไหนมีอันตรายระดับเท่าไร ไทยก็พยายามทำ แต่ยังมีหลายเวอร์ชัน ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่รับทำเป็นเจ้าภาพแล้วประกาศใช้ในเชิงกฎหมาย” ผศ.ดร.ภาสกรกล่าว
     
       ในการทำแผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวนั้น รศ.ดร.ภาสกรกล่าวว่า ประกอบด้วยงานหลายๆ ด้าน ทั้งด้านธรณีวิทยาและงานวิศวกรรม ซึ่งควรจะมีผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นผู้สั่งการ และอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลายด้านเป็นคณะทำงาน อาทิ นักแผ่นดินไหว นักธรณีวิทยา วิศวกร และต้องใช้บุคลากรมากถึง 50-100 คน แม้ระหว่างทางอาจมีการถกเถียงกันบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างจะถูกเกลี่ยให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในสหรัฐฯ ก็มีการทำงานในลักษณะนี้และได้มาตรฐานฉบับเดียวที่ใช้กันทั้งประเทศ
     
       “สึนามิ” ซัดสู่ความเข้าใจที่มากขึ้น
       “หลังสึนามิปี 2547เรามีพัฒนาการในภาพรวมที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตื่นตัวขึ้นเยอะ เดี๋ยวนี้ทุกครู้จักแล้วว่าแผ่นดินไหวคือ อะไร แต่ว่ายังเป็นการรู้จักเพียงผิวเผิน ถามทำไมแผ่นเปลือกโลกถึงเลื่อนไป เลื่อนมา ทราบไหม? คนส่วนมากก็ยังไม่ทราบ ผมมองว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการให้การศึกษา ซึ่งปัจจุบันทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จัดองค์ความรู้เหล่านี้เข้าไปในระบบ การศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่มีช่องว่างตรงนี้แล้ว แต่ช่องว่างเป็นของคนรุ่นก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเพราะเขาไม่ได้เรียน เหมือนถามผมในสิ่งที่ผมไม่ได้เรียน ผมก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็ต้องค่อยๆ ให้ความรู้เขา”
     
       ส่วนเรื่องความน่ากลัวของแผ่นดินไหวใน เมืองไทยนั้น ผศ.ดร.ภาสกรกล่าวว่า ต้องมองที่ความเสียหาย ซึ่งรอยเลื่อนทุกรอยเลื่อนในไทยมีศักยภาพมทำให้เกิดแผ่นดินไหวเกือบ 7 แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่ตรงไหน หากเกิดในป่าเขาก็ไม่ส่งผลกระทบมาก แต่ถ้าแผ่นดินไหวขยับเข้าใกล้เมืองมากขึ้น ผลกระทบก็เยอะขึ้น แต่เราไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหนขึ้นที่ตรงไหน
     
       “แผ่นดินไหว” ไม่เคยฆ่าคน
       “ฝรั่งบอกว่า “แผ่นดินไหวไม่เคยฆ่าคนหรอก อาคารต่างหากฆ่าคน” เพราะฉะนั้นคนที่เสียชีวิตทั้งหมดก็เกิดจากอาคารที่หล่นมาทับ ตรงนี้เป็นส่วนของข้อมูลพื้นฐานที่เราจะใช้บอกแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวและ ความเสี่ยงแผ่นดินไหว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านี้คือความพร้อมของเรา เราไม่ต้องเถียงกันหรอกว่าเนปาลจะส่งผลกระทบถึงเมืองไทยหรือเปล่า เถียงไปไปก็ไม่ได้อะไร แต่ถามว่าถ้าวันนี้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 หรือขนาดใกล้ๆ เราพร้อมไหม วันหนึ่งมันเกิดกลางเมืองเชียงใหม่ กลางเมืองเชียงราย ภาคเหนือของประเทศไทย เราพร้อมหรือยัง ถ้าเราบอกว่าเราพร้อม เราก็สบายใจได้ระดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เรายังไม่พร้อม”
     
       แม้ว่าทั้งข้อมูลและความพร้อมในเรื่องแผ่นดินไหวของไทยยังมีอยู่น้อย แต่ ผศ.ดร.ภาสกรให้มุมมองว่า พัฒนาการของคนไทยในการรับมือภัยสึนามิซึ่งเป็นผลพวงจากแผ่นดินไหวนั้น ดีขึ้นมาก นอกจากความโชคดีที่ไทยมีเวลารับมือกับสึนามิ ถึง 1 ชั่วโมงแล้ว ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยยังทราบถึงวิธีปฏิบัติตัว พร้อมยกตัวอย่างเมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่รู้สึกได้ใน อ.เกาะยาว จ.ภูเก็ต ที่ผ่านมา มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งวิ่งขึ้นที่สูงโดยไม่ต้องรอสัญญาณเจ้งเตือน
     
       การสนทนาและซักถามในที่สิ่งที่เราไม่รู้จาก ผศ.ดร.ภาสกร ทำให้ทราบว่าเรายังมีความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวใน เมืองไทยน้อยมาก และยังมีช่องว่างให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาอีกมาก ซึ่งความรู้และความเข้าใจที่มากขึ้น จะช่วยให้เรารับมือกับภัยพิบัติที่ไม่อาจเตือนได้ล่วงหน้านี้ได้ดีขึ้น

ผลพวงจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เนปาลปีที่ผ่านมา ขณะเดียวก็มีแผ่นดินไหวที่ รู้สึกได้ในเมืองไทยที่ อ.เกาะยาว จ.ภูเก็ต เมื่อ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวลือและข่าวลวงในจังหวะผู้คนตื่นตระหนกต่อปรากฏการณ์ดัง กล่าว ก็ทำให้เราสบายใจที่ได้ฟังนักวิทยาศาสตร์อธิบายให้เข้าใจปรากฎการธรรมชาติ นี้เป็นอย่างดี

Cr.ผู้จัดการ

6 ส.ค. 2559

ห้องเรียนอัจฉริยะ กล้องจุลทรรศน์



ห้องเรียนอัจฉริยะ”(Smart Classroom) ด้วยแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวราคาถูกและเข้าถึงง่ายให้เกิด ประโยชน์กับการเรียนการสอน นำร่องด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟน (Smart Phone)ในมือเด็กนักเรียนให้เป็น  กล้องจุลทรรศน์ หรือ กล้องไมโครสโคป (Microscope)
ดีไซน์วิทย์เพื่อเด็ก

เมื่อ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท บวกกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ในการพัฒนาเลนส์ขยายส่องอัญมณีจึงเกิดแนวคิดที่จะต่อยอดกล้องขยายสู่สื่อการเรียนการสอน ที่ก้าวไปอีกขั้น และกลายมาเป็นกล้องจุลทรรศน์ (Microscope) จุดเริ่มต้นของห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ต้นทุนต่ำ ที่เน้นการเรียนเชิงปฏิบัติการในทุกสาระวิชาสำหรับชั้นประถมปลายถึงมัธยมต้น

“เด็กแทบทุกคนใช้สมาร์ทโฟน (Smart Phone) และเทรนด์เทคโนโลยีก็ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาถูกและเข้าถึงง่าย กล้องจิ๋ว บนมือถือสามารถนำไปเป็นสื่อการสอนที่ทรงประสิทธิภาพ ถือเป็นวิวัฒนาการที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้” ศ.สุพจน์ หารหนองบัว นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าว

“เราสามารถผลิตเลนส์ที่เปลี่ยนกล้องในโทรศัพท์มือถือเป็น กล้องไมโครสโคป (Microscope) กำลังขยาย 10x-300x ต้นทุนเพียง 1 บาท ข้อได้เปรียบตรงนี้ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือหลักสำหรับห้องเรียน อัจฉริยะ ที่มีอุปกรณ์เพียง 6 ชนิด”รศ.สนอง เอกสิทธิ์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ กล่าว

ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)แบ่ง เป็น 3 ขนาดตามจำนวนผู้เรียนคือ ขนาดเล็กรองรับนักเรียน 15-20 คน ราคา 2 แสนบาท, ขนาดกลาง 20-30 คน ราคา3 แสนบาท และขนาดใหญ่ 30-40 คน ราคา 4 แสนบาท โดยมีอุปกรณ์ 6 ชนิดได้แก่ สมาร์ททีวี (Smart TV) ที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับแท็บเล็ต (Tablet)หรือสมาร์ทโฟน (Smart Phone) ผ่าน Screen Mirroring Function เพื่อใช้สอน สาธิต หรือเชื่อมต่อผลงานของนักเรียน, แทบเล็ตสำหรับครูผู้สอน, สมาร์ทโฟน (Smart Phone)หรือแท็บเล็ต (Tablet) 10-30 เครื่องสำหรับนักเรียนใช้ในและนอกห้องเรียน, อินเทอร์เน็ตซิม, ฮาร์ดดิสท์เก็บข้อมูลพร้อมคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทเลนส์ (Smart Lens)

“เรา เปลี่ยนสมาร์ทโฟน (Smart Phone)เป็น กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)เคลื่อนที่ เทียบได้กับ กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)กำลังขยายปานกลาง ให้นักเรียนสนุกกับการถ่ายรูป บันทึกวีดิโอ เสียง ส่งต่อข้อมูล สร้างบทเรียน โครงงานหรือนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้กับวิทยาศาสตร์” รศ.สนอง กล่าว

รูปแบบของห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ไม่ เน้นโครงสร้างของห้องเรียน แต่เน้นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์การสอนน้อยที่สุดแต่กระตุ้นให้เด็กสนใจและกระตือรือร้นที่จะ เรียนมากที่สุด

ทีมพัฒนาใช้วิธีการอบรมครูที่สนใจเกี่ยวกับวิธี การใช้อุปกรณ์ รวมถึงการพัฒนาสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การเรียนของเด็กในวิชา ชั้นปีและพื้นที่นั้นๆขณะเดียวกัน คณะวิทย์ จุฬาฯ ก็ร่วมพัฒนาชุดการสอนเบื้องต้นประมาณ 10 ชุด เช่น Frozen เป็นการเรียนรู้ว่า แม่คะนิ้งเกิดได้อย่างไร

ฮาร์ดแวร์มี ซอฟต์แวร์พร้อม
รศ.สนอง ยกตัวอย่างโครงงานที่กำลัง พัฒนาร่วมกับคณะครุศาสตร์ โดยให้เด็กใช้สมาร์ทเลนส์ (Smart Lens)ส่องธนบัตรดูรายละเอียดที่สื่อถึงประเทศนั้นๆ เช่น ผลไม้ประจำชาติ บุคคลสำคัญหรือสิ่งสำคัญในประวัติศาสตร์ อีกทั้งให้เด็กหาข้อมูลเพิ่ม ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ทำรายงานอิเล็กทรอนิกส์ส่งครู

“เราเชื่อว่า ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์มีศักยภาพพอที่จะสร้างสรรค์สื่อการสอนใหม่ๆ มากระตุ้นความสนใจเด็ก เช่นเดียวกับที่สามารถนำสื่อการสอนนั้นเผยแพร่ให้สาธารณะ”

ศ.สุ พจน์ กล่าวว่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องโนโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา558 ทางสมาคมฯจะสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ต้นทุนต่ำ 60 ห้อง มอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยแห่งแรกมอบให้กับโรงเรียนวัดสิงห์ จ.ชัยนาท

“เรา ต้องการเปลี่ยนแนวคิดที่เด็กเรียนแบบเป็นผู้เสพ รับสิ่งที่ครูสอน ไปสู่การเป็นผู้สร้าง ให้เด็กได้เรียนรู้และคิดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ ซึ่งวิทยาศาสตร์และระบบการเรียนที่ดีจะเป็นตัวกระตุ้นความสนใจ เปิดโอกาสให้คิดและทำสิ่งใหม่ได้ ทั้งนี้ หากโรงเรียนที่มีความพร้อม แต่สนใจจะมีห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom) ก็สามารถติดต่อมาได้” นายกสมาคมฯ กล่าว

Cr.กรุงเทพธุรกิจ

31 ก.ค. 2558

โรคซึมเศร้า ค่อย ๆ แก้ก็หายได้ด้วย ?


โรคซึมเศร้า ค่อย ๆ แก้ก็หายได้ด้วย ?
โรคซึมเศร้า ค่อย ๆ แก้ก็หายได้ด้วย ?
นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณี นายประชาธิป มุสิกพงศ์ หรือ สิงห์ Sqweez Animal อายุ 31 ปี กระโดดตึกฆ่าตัวตาย ว่า จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตปี 2556 พบว่า คนไทยฆ่าตัวตายกว่า 3,900 รายต่อปี เฉลี่ยคนไทยฆ่าตัวตาย 1 คน ทุก 2 ชั่วโมง

โดยช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดคือ 30-39 ปี โดยผู้ชายฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิง 3.8 เท่า
โดยเกือบ 90% ของผู้ฆ่าตัวตายต้องการความช่วยเหลือในด้านสุขภาพจิตขณะนั้น โดย 2 ใน 3 มีอาการของโรคซึมเศร้าที่ ไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษา

ที่สำคัญคือจากการศึกษาในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่า นักเขียนและศิลปิน เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 8-10 เท่า และมีโอกาสฆ่าตัวตายมากกว่าคนทั่วไป 6-18 เท่า
นพ.วรตม์ กล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มศิลปินมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ

 เพราะคาแรกเตอร์ของตัวศิลปินเอง เช่น มีความสันโดดมากกว่าผู้อื่น มีอารมณ์ร่วมหรือเซนซิทีฟต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่าย บวกกับสภาพแวดล้อมเศรษฐานะต่างๆ นอกจากนี้ เรื่องการรักษาภาพพจน์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย

 เพราะศิลปินที่มีชื่อเสียงบางครั้งไม่สามารถแสดงออกหรือระบายปัญหาของตนให้ ใครรับทราบได้ และเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต เพราะกลัวกระทบภาพลักษณ์ของศิลปิน ซึ่งคนทั่วไปจะต้องมองว่าศิลปินดาราจะต้องสมบูรณ์แบบ รวมไปถึงได้รับความคาดหวังสูงจากคนในสังคม ทำให้บางคนรับแรงกดดันไม่ไหว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ศิลปินดาราเป็นเพียงคนธรรมดาที่สามารถรับความเครียดได้เหมือนกับคนปกติ แต่หากศิลปินดาราที่กังวลไม่กล้าปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต เพราะกลัวคนนำไปขยายความ จริงๆ แล้วก็มีสถานบริการเอกชนหลายแห่งที่ให้บริการทางด้านนี้ ก็สามารถนัดเวลานอกเวลาราชการ หรือในวันที่คนไม่เยอะได้ เพื่อคลายความกังวลใจได้

ในพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะพูดเรื่องอานิสงส์ของการทำสมาธิว่าทำให้ผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เบิกบาน ผิวพรรณวรรณผ่องใส อายุยืนก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลการพิสูจน์ออกมาทางวิทยาศาสตร์เลย ต่อมาวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าผลของการฝึกสมาธิมีผลต่อร่างกายและจิตใจจริง ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคซึมเศร้ามากขึ้น และเมื่อวัดคลื่นสมองพบว่าสมาธิทำให้สมองผ่อนคลายและคลายเครียดลง

และเนื่องจากสมาธินี้เป็นเรื่องของธรรมชาติที่เป็นการปฏิบัติต่อจิตใจซึ่งบางส่วนสามารถวัดหรือพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงได้มีนักค้นคว้าและนักวิจัยหลายคนได้ทำการศึกษาค้นคว้าโดยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์

การศึกษาสมาธิด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ผู้ที่ศึกษาเรื่องสมาธิกับวิทยาศาสตร์นี้ไว้มากคือ ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน (Herbert Benson M.D.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางอายุรศาสตร์แห่งโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาเรื่องนี้อยู่กว่า 30 ปีท่านได้สร้างทีมงานและสถาบันวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ (Mind-Body medical institute) ในฮาร์วาร์ด สถาบันแห่งนี้ได้สร้างองค์ความรู้ทางด้านกายและจิตไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไปนับว่าเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้อย่างมาก

ดร.เบนสัน นอกจากเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ท่านยังมีความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างดี ท่านได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศธิเบตและอินเดีย โดยเฉพาะในเรื่องสมาธิและโยคะ

ช่วงแรก ดร. เบนสัน ได้นำอาสาสมัครที่ฝึกสมาธิแบบ ที.เอ็ม. (Trancendental Meditation, TM) โดยให้อาสาสมัครทำสมาธิ แล้ววัดความดันอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ คลื่นสมอง คลื่นหัวใจ เจาะเลือดดูกรดแลคติก ผลการวิจัยพบว่า ในคนที่จิตเป็นสมาธิ ความดันจะลดลง อัตราการหายใจลดลง หัวใจเต้นช้าลง คลื่นสมองช้าและเป็นระเบียบขึ้น

การเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง เขาเรียกปรากฏการณ์ที่ค้นพบนี้ว่า ผลของความผ่อนคลาย (Relaxation Responses) การค้นพบครั้งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของงานวิจัยที่ทำติดต่อกันมาเป็นเวลา 30 ปีและทำให้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ยอมรับเรื่องจิตใจมีผลต่อร่างกาย ดังนั้น การรักษาโรคซึมเศร้า ก็รักษาได้โดยการทำใจให้เป็นสมาธิ มีความผ่อนคลาย ซึ่งเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง

จะเห็นว่า ผลของความผ่อนคลาย ที่กล่าวมานี้จะตรงกันข้ามกับผลที่เกิดจากความเครียด กล่าวคือ ในเวลาที่เราเครียด ความดันจะสูงขึ้น การหายใจจะเร็วขึ้น ชีพจรจะเร็วขึ้น กล้ามเนื้อจะตึงตัวมากขึ้น อัตราการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายมากขึ้น ร่างกายใช้อ๊อกซิเจนมากขึ้น คลื่นสมองมีความถี่สูงขึ้น ที่สำคัญความเครียดจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคซึมเศร้า การทำให้เกิดความผ่อนคลาย(Relaxation Responses) ก็ทำให้โรคซึมเศร้าต่างๆ หายได้เช่นกัน   

Cr.สนุก,เล่าสู่กันฟัง ,Synergy | Facebook

27 มิ.ย. 2558

ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)


ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)

ห้องเรียนอัจฉริยะ”(Smart Classroom) ด้วยแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวราคาถูกและเข้าถึงง่ายให้เกิด ประโยชน์กับการเรียนการสอน นำร่องด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟน (Smart Phone)ในมือเด็กนักเรียนให้เป็น  กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)

ดีไซน์วิทย์เพื่อเด็ก
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท บวกกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ในการพัฒนาเลนส์ส่องอัญมณีจึงเกิดแนวคิดที่จะต่อยอดสู่สื่อการเรียนการสอน ที่ก้าวไปอีกขั้น และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ต้นทุนต่ำ ที่เน้นการเรียนเชิงปฏิบัติการในทุกสาระวิชาสำหรับชั้นประถมปลายถึงมัธยมต้น

“เด็กแทบทุกคนใช้สมาร์ทโฟน (Smart Phone) และเทรนด์เทคโนโลยีก็ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีราคาถูกและเข้าถึงง่าย กล้องจิ๋วบน มือถือสามารถนำไปเป็นสื่อการสอนที่ทรงประสิทธิภาพ ถือเป็นวิวัฒนาการที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้” ศ.สุพจน์ หารหนองบัว นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าว

“เราสามารถผลิตเลนส์ที่เปลี่ยนกล้องในโทรศัพท์มือถือเป็น กล้องไมโครสโคป (Microscope) กำลังขยาย 10x-300x ต้นทุนเพียง 1 บาท ข้อได้เปรียบตรงนี้ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือหลักสำหรับห้องเรียน อัจฉริยะ ที่มีอุปกรณ์เพียง 6 ชนิด”รศ.สนอง เอกสิทธิ์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ กล่าว

ห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)แบ่งเป็น 3 ขนาดตามจำนวนผู้เรียนคือ ขนาดเล็กรองรับนักเรียน 15-20 คน ราคา 2 แสนบาท, ขนาดกลาง 20-30 คน ราคา3 แสนบาท และขนาดใหญ่ 30-40 คน ราคา 4 แสนบาท โดยมีอุปกรณ์ 6 ชนิดได้แก่ สมาร์ททีวี (Smart TV) ที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับแท็บเล็ต (Tablet)หรือสมาร์ทโฟน (Smart Phone) ผ่าน Screen Mirroring Function เพื่อใช้สอน สาธิต หรือเชื่อมต่อผลงานของนักเรียน, แทบเล็ตสำหรับครูผู้สอน, สมาร์ทโฟน (Smart Phone)หรือแท็บเล็ต (Tablet) 10-30 เครื่องสำหรับนักเรียนใช้ในและนอกห้องเรียน, อินเทอร์เน็ตซิม, ฮาร์ดดิสท์เก็บข้อมูลพร้อมคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทเลนส์ (Smart Lens)

“เราเปลี่ยนสมาร์ทโฟน (Smart Phone)เป็น กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)เคลื่อนที่ เทียบได้กับ กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)กำลังขยายปานกลาง ให้นักเรียนสนุกกับการถ่ายรูป บันทึกวีดิโอ เสียง ส่งต่อข้อมูล สร้างบทเรียน โครงงานหรือนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้กับวิทยาศาสตร์” รศ.สนอง กล่าว

รูปแบบของห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ไม่ เน้นโครงสร้างของห้องเรียน แต่เน้นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์การสอนน้อยที่สุดแต่กระตุ้นให้เด็กสนใจและกระตือรือร้นที่จะ เรียนมากที่สุด

ทีมพัฒนาใช้วิธีการอบรมครูที่สนใจเกี่ยวกับวิธีการใช้อุปกรณ์ รวมถึงการพัฒนาสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การเรียนของเด็กในวิชา ชั้นปีและพื้นที่นั้นๆขณะเดียวกัน คณะวิทย์ จุฬาฯ ก็ร่วมพัฒนาชุดการสอนเบื้องต้นประมาณ 10 ชุด เช่น Frozen เป็นการเรียนรู้ว่า แม่คะนิ้งเกิดได้อย่างไร

ฮาร์ดแวร์มี ซอฟต์แวร์พร้อม
รศ.สนองยกตัวอย่างโครงงานที่กำลัง พัฒนาร่วมกับคณะครุศาสตร์ โดยให้เด็กใช้สมาร์ทเลนส์ (Smart Lens)ส่องธนบัตรดูรายละเอียดที่สื่อถึงประเทศนั้นๆ เช่น ผลไม้ประจำชาติ บุคคลสำคัญหรือสิ่งสำคัญในประวัติศาสตร์ อีกทั้งให้เด็กหาข้อมูลเพิ่ม ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ทำรายงานอิเล็กทรอนิกส์ส่งครู

“เราเชื่อว่า ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์มีศักยภาพพอที่จะสร้างสรรค์สื่อการสอนใหม่ๆ มากระตุ้นความสนใจเด็ก เช่นเดียวกับที่สามารถนำสื่อการสอนนั้นเผยแพร่ให้สาธารณะ”

ศ.สุพจน์ กล่าวว่า เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องโนโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา558 ทางสมาคมฯจะสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)ต้นทุนต่ำ 60 ห้อง มอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยแห่งแรกมอบให้กับโรงเรียนวัดสิงห์ จ.ชัยนาท

“เราต้องการเปลี่ยนแนวคิดที่เด็กเรียนแบบเป็นผู้เสพ รับสิ่งที่ครูสอน ไปสู่การเป็นผู้สร้าง ให้เด็กได้เรียนรู้และคิดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ ซึ่งวิทยาศาสตร์และระบบการเรียนที่ดีจะเป็นตัวกระตุ้นความสนใจ เปิดโอกาสให้คิดและทำสิ่งใหม่ได้ ทั้งนี้ หากโรงเรียนที่มีความพร้อม แต่สนใจจะมีห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom) ก็สามารถติดต่อมาได้” นายกสมาคมฯ กล่าว

Cr.กรุงเทพธุรกิจ, เล่าสู่กันฟัง, Asia21st