15 ก.พ. 2561

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน

เครื่องมือวัดแสง ใน ที่ทำงาน

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน


การมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวของเราถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกิจกรรมประจำวันตั้งแต่ตื่นเช้า การดำเนินกิจกรรม ส่วนตัว ทำอาหารในห้องครัว การเดินทาง การทำงาน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ และอีกมากมายที่ต้องใช้สายตามองเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับการดำเนินชีวิต การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการดำเนินกิจกรรมของตน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสง ที่เหมาะสม มีคุณภาพสำหรับการมองเห็นที่ดี

ความเข้มแสง & การอ่านเอกสาร
แสงสว่างที่เหมาะต่อการอ่านเอกสารในห้องทำงาน ตามหลักวิชาการจะเรียกว่าดูความเข้มแสงที่เพียงพอต่อการอ่าน โดยจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) วัดปริมาณแสง ในหน่วย Lux (ลักซ์) ซึ่งจะวัดความเข้มแสงออกมาเป็นตัวเลข โดยความเข้มแสงที่เหมาะกับการทำงาน เช่น อ่านเอกสารในห้องทำงานจะอยู่ที่ 300-500 Lux (ลักซ์) ดังนั้น เวลาอ่านหนังสือในแสงสว่างปกติ ที่ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไปจะดีที่สุด อาจจะอยู่ในร่มที่ไม่มีแดดส่องมาโดน หรืออ่านเอกสารในห้องทำงานตอนกลางคืน อาจจะต้องเปิดโคมไฟส่องเวลาอ่านหนังสือ

ความเข้มแสง & การมองเห็น
การจัดการความเข้มของแสงสว่างที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน แสงสว่างที่น้อยหรือมาก เกินไป หรือ แสงจ้า ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป เกิดความเมื่อยล้า กล้ามเนื้อหนังตากระตุก ปวดตา มึนศีรษะ นอนไม่หลับ ความสามารถในการมองเสื่อมลงเป็นผลให้เกิด อุบัติเหตุในการทำงาน การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการทำงานของพนักงาน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสงที่เหมาะสมเพียงพอและมีคุณภาพสำหรับการมองเห็นทีดี ที่เราสามารถวัดความเข้มแสงที่เหมาะสม ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter)

ความเข้มแสงที่เหมาะสม ห้องทำงาน 
-ห้องสุขา 100 ลักซ์
-ห้องประชุม 300 ลักซ์
-โรงอาหาร 200 ลักซ์
-ห้องคอมพิวเตอร์ 400 ลักซ์
-ห้องเก็บของ 50-200 ลักซ์
- ห้องพักฟื้น 50 ลักซ์
- ห้องตรวจรักษา 400 ลักซ์
- ห้องถ่ายเอกสาร 300 ลักซ์
- ห้องนิรภัย 100 ลักซ์
- ห้องจองตั๋วหรือห้องขายตั๋ว 400 ลักซ์

เพิ่มความเข้มแสง ด้วย หลอดไฟ
แสงสว่างนั้นมีผลกระทบต่อพนักงาน กรณี แสงสว่างน้อยเกินไป จะมีผลเสียต่อนัยน์ตา ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของนัยน์ตาที่ต้องเพ่งชิ้นงาน ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ มึนศรีษะได้ และในกรณีความเข้มแสงมากเกินไป จะทำให้พนักงานเกิดความไม่สบาย เมื่อยล้า ปวดตา กล้ามเนื้อตากระตุก ซึ่งทั้งแสงสว่างมากไปน้อยไป จะทำให้เกิดผลเสียทางสายตาแล้วยังทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานขึ้นได้ด้วย แสงธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรตรวจสอบความเพียงพอของระบบไฟส่องสว่างในพื้นที่สำนักงาน ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) ถ้าไม่เพียงพออาจจำเป็นต้องเพิ่มความสว่างในห้องทำงานด้วยการติดหลอดไฟส่องสว่างเพิ่ม

Cr.วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ

5 ก.พ. 2561

เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน


เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน

เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน



เนื่องจากการทำงานด้านเอกสารจะต้องใช้สายตาอย่างมาก เมื่อมีความเข้มของการส่องสว่างที่ไม่เพียงพอจะทำให้สายตาต้องปรับขยายรูม่านตาเพื่อเปิดรับแสงให้เข้ามามากขึ้น กล้ามเนื้อรอบดวงตาก็จะต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของสายตา เพราะการที่ต้องทำงานโดยใช้สายตาเป็นเวลานานก็มีผลต่อสุขภาพสายตาอยู่แล้ว หากมีปัจจัยอื่น เช่น แสงสว่างที่ไม่เพียงพอ จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การทำงานที่ต้องใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ยังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ไม่มีสมาธิในการทำงาน เกิดความเครียดในการทำงาน เป็นต้น

ลักซ์ ( Lux) ความเข้มแสง
ดังนั้นเราควรวัดความเข้มแสงซึ่งมีหน่วยเป็น ลักซ์ ( Lux) ที่จำเป็นเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานของคุณอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่กำลังทำ ความเข้มแสง (ลักซ์ ( Lux)) วัดได้ด้วย เครื่องมือวัดแสง ที่จำเป็นสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่าง ระบบแสงสว่างที่ดี ต้องให้แสงที่พอเหมาะสมกับชนิดของงานที่ทำ และมีความสมํ่าเสมอของแสงสว่าง ไม่ใช่บางจุดก็มืด บางจุดก็สว่างจ้า นอกจากนี้เพดาน ผนัง และพื้นก็ต้องช่วยลดความจ้าของแสงด้วย เพราะแสงที่จัดจ้าจนเกินไป ไม่ว่าจะมาจากโคมไฟโดยตรง หรือเกิดจากการสะท้อนแสง ก็ล้วนแล้วแต่อันตรายกับดวงตาอันบอบบางของเราทั้งสิ้น ปกติแล้ว งานแต่ละชนิดจะมีความจำเป็นในการใช้แสงสว่างที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องมือวัดแสง
การใช้เครื่องมือวัดความเข้มแสงในบริเวณนั้นๆ เพื่อตรวจสอบแสงสว่างภายในอาคาร บริเวณสถานที่ทำงาน เช่น สายงานการผลิตในโรงงาน หรือ ห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งต้องให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อสายตาพนักงาน การวัดความเข้มแสงและปริมาณแสงจึงควรมีอุปกรณ์วัดความเข้มแสง หรือที่เรียกว่า เครื่องวัดแสง (Lux Meter) เป็นอุปกรณ์สำหรับวัดความสว่างเฉพาะความเข้มที่ปรากฏในสายตาของมนุษย์ อาทิ เช่น ถ้าเป็นงานพิมพ์เอกสาร การเขียน การอ่าน จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 400 ลักซ์ และสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ งานบันทึกข้อมูลและบริเวณที่แสดงผลข้อมูล (จอคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์) จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 600 ลักซ์ ถ้ามีความสว่างไม่เพียงพอ จะเกิดความรู้สึกตาพร่า เวียนศีรษะ บางรายมีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน

ความเข้มแสง ที่เหมาะสม ในสถานที่ทำงาน
- ขนย้าย บรรจุ บด เกลี่ยวัตถุ ความเข้มแสงไม่ควรน้อยกว่า 50 ลักซ์
- การผลิตหรือประกอบชิ้นงานหยาบ ๆ การสีข้าว ความเข้มแสงในบริเวณนั้นไม่ควรน้อยกว่า 100 ลักซ์
- เย็บผ้า ควรมีแสงสว่างบริเวณนั้นไม่น้อยกว่า 200 ลักซ์
- สถานที่ทำงานที่ต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ เช่น เจียรนัยเพชรพลอย ควรมีความเข้มแสงอย่างน้อย 1000 ลักซ์
- ถนน ทางเดิน เฉลียง ควรมีความเข้มแสง ไม่น้อยกว่า 50 ลักซ์ เป็นต้น

ความเข้มแสง ห้องสัมมนา ห้องเรียน
นอกจากนี้ห้องเรียน ห้องสัมมนาก็เช่นกัน การทำงานเอกสารที่มีความสว่างน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตาได้เนื่องจากจะต้องเพ่งสายตาเป็นเวลานาน เช่นการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือในที่ที่มีแสงน้อยๆ จะทำกล้ามเนื้อตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องอ่านหนังสือและเขียนหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ เช่นมีการกำหนดความสว่างสำหรับห้องเรียน ห้องสัมมนาไว้ 300-700 Lux เป็นต้น ความสว่างที่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆ จึงมีความสำคัญมากต่อการทำงาน เป็นการถนอมสายตาแก่พนักงาน จึงควรวัดความเข้มแสงด้วย เครื่องมือวัดแสง เพื่อกำหนดความสว่างที่เหมาะสมไว้ จะต้องให้แสงสว่างเพียงพอเพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานและการอบรมที่ต้องใช้สายตากับเอกสารเหมาะสมและสบายแก่สายตา ที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพสายตาของพนักงาน

Cr.EUafp,Stou

30 ม.ค. 2561

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


ในยุคที่สมาร์ทโฟนมีแต่จะขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นขนาด 4-6 นิ้วกันมาแล้ว สำหรับการรับชมความบันเทิงอย่างเต็มที่ จนบางครั้งอาจยากต่อการพกพา แต่ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์รายหนึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการหยุดและพักจากการใช้สายตาจดจ่อไปที่สมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนขนาดใหญ่นั้น แล้วให้ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับการให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัว โทรศัพท์ที่ไม่ยึดติดกับหน้าตาในแบบที่เราคุ้นเคย แต่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากฟีเจอร์โฟนของบริษัทผู้ผลิตมือถือสุดยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างโนเกีย เกิดเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างรอบด้านด้วยขนาดที่เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ ค่าย Zanco
โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า Zanco tiny t1 (ซันโก้ ไทนี ที1) พัฒนาโดยบริษัท ซันโก้ ที่ผลิตโทรศัพท์ขนาดเล็กมานานหลายปีแล้วโทรศัพท์รุ่นนี้มีขนาดเล็กที่สุดโนโลกด้วยขนาดกว้างเพียง 21 มิลลิเมตร ยาว 46.7 มิลลิเมตร หนา12 มิลลิเมตร สามารถวัดได้ด้วย เวอร์เนียร์ดิจิตอล หรือเล็กกว่าเครดิตการ์ดปกติทั่วไปอยู่เกือบ 1 เท่าตัว (เครดิตการ์ดทั่วไปมีขนาด 85.60×53.98 มม. ) น้ำหนักตัวเพียง 13 กรัมเท่านั้น ถือขนาดเล็กที่สุดในโลก และยังเบามากด้วย เรื่องความสะดวกในการพกพาคงไม่ต้องพูดถึง มันสะดวกมากๆ หากคุณจะเหน็บไว้กับตัวระหว่างไปวิ่งออกกำลังกาย

โทรศัพท์มือถือ จิ๋วแต่แจ๋ว
ตัวโทรศัพท์ทำงานบนเน็ทเวิร์ค 2G แบตเตอรีมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 วันต่อหนึ่งการชาร์จ สนทนาต่อเนื่องได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ชาร์จผ่านพอร์ทไมโครยูเอสบี รองรับนาโนซิมการ์ด และมาพร้อมด้วยคีย์บอร์ดสำหรับใช้รับส่งข้อความได้ด้วยขนาดที่ต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว Zanco tiny t1 สามารถพกไปที่ไหนก็ได้ จะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง หรือจะห้อยคอก็ได้ (ตัวโทรศัพท์มีช่องสอดสายคล้องคอ) สามารถใช้เป็นแบ็คอัพโฟนแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ สำหรับใช้ไปเที่ยวหรือในวันทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการตัดขาดจากโลกออนไลน์

โทรศัพท์มือถือ รุ่น tiny t1
Zanco tiny t1 โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้ มีหน้าจอ OLED ขนาด 12.5 มิลลิเมตร วัดได้จาก เวอร์เนียร์ดิจิตอล หน้าจอมีความละเอียด 64x32 พิกเซล ผู้ใช้งานสามารถคุยโทรศัพท์ได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง และแบตเตอรีสามารถอยู่ได้นาน 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้งหากไม่ได้ใช้งาน ใช้ซิมการ์ดแบบ nano-SIM จัดเก็บรายชื่อในตัวเครื่องได้ 300 รายชื่อ รวมถึงบันทึกรายการโทรล่าสุด 50 รายการ และจัดเก็บข้อความSMSได้สูงสุด 50 ข้อความ หน่าวยความจำ RAM 32MB ความจุในตัวเครื่อง 32GB ความจุแบตเตอรี่ 200mAh ที่ให้พลังงานนานต่อเนี่องถึง 3 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และชาร์จผ่านพอร์ต Micro USB

โทรศัพท์มือถือ โครงการ Kickstarter
แม้แรกเริ่มเดิมทีเหมือนจะเป็นแนวคิดขำขัน แต่สุดท้ายก็เกิดเป็นจริงขึ้นมา ลงท้ายด้วยการเป็นโครงการที่ Kickstarter แต่ภายในเวลาแค่ 22 วัน ก็ระดมทุนได้เกินเป้ามีผู้สนับสนุนมากถึง 3,000 ราย โดยล่าสุด (21 ธันวาคม ค.ศ. 2017) สามารถหาทุนได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยยอดเงินมากกว่า 200,000 เหรียญ สนใจจับจองกันได้ในราคา 47 เหรียญ (1,500 บาท) ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.kickstarter.com จากความสำเร็จนี้ทำให้คาดว่าจะสามารถผลิตโทรศัพท์มือถือออกมาจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2018

Cr.POPpaganda,Flashfly

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก


ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีนักประดิษฐ์ไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมาก ต่างคิดค้นที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ แบบพกพาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่าตัวอุปกรณ์แบตสำรองจะค่อนข้างใหญ่พกพาลำบาก ทำให้หลาย ๆ ครั้งก็ตัดใจไม่เอาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือติดกระเป๋าไปด้วย ทว่าสุดท้ายก็ต้องมากังวลอีกว่าแบตมือถือ จะหมดเมื่อไหร่ เพราะในเมื่อเราต่างก้มหน้าก้มตาละเลงนิ้วมือลงบนสมาร์ทโฟนกันอย่างเมามันส์ เลย...คิดไม่ตกซะจริง ๆ ว่าจะพกสมาร์ทโฟนไปพร้อมกับที่ชาร์จโทรศัพท์มือถืออย่างไรกันดี


Fuel แบตเตอรี่สำรอง ขนาดเล็กจิ๋ว
ในเมื่อความคิดสร้างสรรค์ของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นตอนนี้จึงมีผู้คิดค้นอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว สำหรับ สมาร์ทโฟน หรืออาจพูดได้ว่าที่สุดในโลก ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ ฟูเอล (Fuel) แบตเตอรี่สำรองจิ๋วแหล่งพลังงานขนาดย่อม เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เมือได้วัดขนาดแบตสำรองจิ๋วจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ก้อขนาดเพียง 1.2 x 1.5 x 0.6 นิ้ว เท่านั้น นอกจากนี้การใช้งานก็ง่ายแสนง่าย แค่เปิดสวิทช์ที่ตัวอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว แล้วนำสาย USB หรือ AC Micro-USB มาต่อระหว่างโทรศัพท์กับตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้มันก็จะค่อย ๆ เติมเต็มพลังงานให้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานแล้ว

ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ จิ๋ว เเบบพกพา
เพียงแค่ได้เห็นภาพตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องบอกว่า อึ้ง ทึ่ง ตะลึง!! อยู่เหมือนกัน ด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว (เล็กกว่ากุญแจรถด้วยซ้ำ) และรูปร่างหน้าตาที่น่ารักที่ทาง อดัมส์ และ อเล็กซ์ รวมทั้งทีมงานจาก Devotec Industries ช่วยกันออกแบบแบตเตอรี่สำรอง โดยมีลักษณะเป็นรูปถังใส่น้ำมันสีแดง ที่มาพร้อมกับพลังขนาด 400 mAh แบตเตอรี่จำหน่ายกระแสไฟสูงสุด 1.0A ซึ่งจะชาร์จแบตมือถือให้กับสมาร์ทโฟนของคุณในยามฉุกเฉินได้ แต่จะช่วยให้ใช้งานต่อได้นานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานโทรศัพท์ของแต่ละคนด้วย

Power Bank จิ๋วแต่แจ๋ว
แบตเตอรี่สำรองดีไซน์ถังน้ำมันจิ๋ว ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดที่เล็กที่สุดในโลกเพียงขนาด 30 x 39 x 16 มิลลิเมตร ที่วัดจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ FUEL CHARGER แบตเตอรี่สำรองสามารถจุแบตเตอรี่ได้เพียง 400 mAh ซึ่งเพียงต่อการใช้งานสนทนาได้นาน 20-30 นาที หรือเปิดสแตนบายได้นาน 2-3 ชั่วโมง จึงมีข้อดีคือสามารถพกติตัวไปได้ทุกที่โดยใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง แม้จะมีความจุเพียง 400 mAh แต่ทว่าในยามฉุกเฉิน Power Bank จิ๋วตัวนี้ จะทำให้คุณไม่พลาดสายโทรศัพท์สายสำคัญ อีเมลด่วน หรือตอบ Line อีกด้วย

ราคา แบตสำรอง เล็กที่สุดในโลก
วิธีที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ง่ายมาก เพียงแค่เปิดสวิตช์แบตสำรองและเสียบเข้ากับโทรศัพท์เหมือนกับที่คุณชาร์จ โทรศัพท์ของคุณจะเริ่มชาร์จใหม่ทันที ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองที่มีหัวชาร์จแบบ Micro SD มีปุ่มเปิด/ปิด ทำให้ไม่เปลืองพลังงานแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีไฟแจ้งเตือน LED 3 ดวง ที่จะบ่งบอกสถานะในขณะกำลังชาร์จ หรือชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว หากใครต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถคลิกเข้าที่เว็บไซต์ devotecindustries.com ได้เช่นกัน โดยราคาจำหน่ายไว้ที่ 19.99-29.99 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ720-1080 บาท)

Cr.กระปุก

แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก

แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก



เชื่อว่าหากพูดถึงหน่วยความจําสํารองอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้บันทึกเพลง วีดีโอ บทความ และอื่นๆทุกคนต้องรู้จักกันดีอยู่แล้ว สำหรับตัวเก็บข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่ชื่อว่า แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) มีหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลต่างๆ คัดลอกไฟล์ข้อมูลมาจากคอมพิวเตอร์แล้วส่งไปบันทึกบนหน่วยความจำบนแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)จากนั้นเมื่อนำไปใช้งานในคอมพิวเตอร์เครื่องก็สามารถนำดูข้อมูล แก้ไข ที่คัดลอกมานั้นเอง เพียงแค่พกแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ที่มีขนาดเล็กก็สามารถทำงานได้ทุกที่เลย เพิ่มความสะดวกให้ได้หลายเท่าเลย

แฟลชไดร์ฟ หน่วยความจําสํารอง
ในปัจจุบันแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)เรียกได้ว่าเป็นหน่วยความจําสํารองที่ต้องมีติดตัวไว้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องทำงานเกี่ยวกันเอกสารไฟล์งานแบบต่างๆ ก็จำเป็นต้องใช้งานแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)เพื่อย้ายข้อมูลไปทำต่อที่บ้านหรือย้ายงานจากที่บ้านมายังที่ทำงานก็เป็นเรื่องง่าย ไม่จำเป็นจะถือเอกสารจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ไปไหนมาไหน เพียงแค่พกแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ที่มีขนาดเล็กก็สามารถทำงานได้ทุกที่เลย เพิ่มความสะดวกให้ได้หลายเท่าเลย

หน่วยความจําสํารอง เล็กที่สุดในโลก
ที่งาน Consumer Electronics Show 2018 (หรือ CES 2018) เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านเทคโนโลยีและโซลูชันการเก็บข้อมูลระดับโลก ได้เปิดตัวหน่วยความจําสํารองหรือที่เรียกว่า แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ขนาด 1TB (เทระไบต์) ที่เล็กที่สุดในโลก สามารถวัดด้วยเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล มีขนาดเพียง 75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร แบบพกพาประสิทธิภาพสูงความจุสูงจับเก็บข้อมูลแบบ SSD ที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ แซนดิสก์ (SanDisk) ที่มีความก้าวล้ำที่รองรับคอนเทนท์ส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ส่วนตัวและความทรงจำต่างๆ สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกหลายปีข้างหน้า

SanDisk Ultra Fit
เวสเทิร์น ดิจิตอล สานต่อความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น โดยการนำอนาคตของ แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) มาจัดแสดงอุปกรณ์จับเก็บข้อมูลแบบ SSD (Solid-State Drive) ขนาด 75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกขนาดความจุ 1TB (เทระไบต์) ซึ่งเป็นโซลูชันแบบ USB แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) หัวเชื่อมต่อแบบ Type-C ที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถเก็บรักษาคอนเทนท์จำนวนมหาศาลไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บที่มีขนาดเล็ก ที่ชื่อว่า SanDisk Ultra Fit™ USB 3.1 Flash Drive แฟลชไดรฟ์ขนาด 256 กิกะไบต์ ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก USB ขนาดจิ๋ว ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มรูปถ่าย วิดีโอ เกม และไฟล์เสียงต่าง ๆ ลงบนคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต ทีวี เครื่องเล่นเกม และระบบเครื่องเสียงในรถยนต์

USB 3.1 Flash Drive
ด้วยพื้นที่ความจุขนาด 256 กิกะไบต์ของแฟลชไดร์ฟ(USB 3.1 Flash Drive) และเป็นหน่วยความจําสํารอง SSD (Solid-State Drive) เล็กที่สุดในโลก ขนาดเล็กจิ๋วเพียง 2.98 x 2.98 x 0.42 นิ้ว (75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร) น้ำหนักเพียง 78.9 กรัม สามารถวัดด้วยเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้ผู้คนใช้งานสามารถเก็บคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้มากกว่าเดิมได้ด้วยปลายนิ้วของพวกเขา ซึ่งสามารถเก็บไฟล์รูปถ่ายได้ราว 14,000 ภาพ วิดีโอแบบความละเอียดสูงที่มีความยาว 10 ชั่วโมง และเพลงที่มีจำนวนมากถึง 16,000 เพลง และยังมีพื้นที่เหลือพอสำหรับจัดเก็บไฟล์อื่น ๆ ถึง 64 กิกะไบต์

Cr.Sanook,USB Perfect

22 ม.ค. 2561

โรคความดันสูง เฉียบพลัน รักษาอย่างไร

 โรคความดันสูง เฉียบพลัน รักษาอย่างไร

โรคความดันสูง เฉียบพลัน รักษาอย่างไร


ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าโรคความดันสูงสามารถตรวจพบได้ง่ายแต่มันเป็นความเชื่อที่ผิด 60% ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการที่ผิดปกติใดๆ จนกว่าจะตรวจความดันโลหิต ด้วย เครื่องวัดความดัน ด้วยเหตุนี้ อาการแรกของโรคความดันโลหิตสูงคือ ความดันโลหิตสูงวิกฤต คือภาวะที่ร่างกายมีระดับความดันโลหิตสูงผิดปกติ มีความจำเป็นในการลดระดับความดันโลหิตลงอย่างเฉียบพลันเพื่อป้องกันไม่ให้อวัยวะภายในของผู้ป่วยถูกทำลาย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ณ สิ้นปี พ.ศ. 2559 ปรากฏว่ามีผู้เข้ารับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 657,678 ครั้งและกำลังจะเพิ่มขึ้นในปีถัด ๆ ไป โรคนี้จึงกลายมาเป็นโรคที่พบมากที่สุดในประเทศไทย

วัดความดัน ลด โรคความดันสูง
การค้นพบการรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 15-20 ปีที่แล้ว แต่เวลาที่ใช้ในการทำความเข้าใจ พัฒนา และให้ความรู้แก่ผู้ป่วย ยังไม่สามารถทำให้เข้าใจภัยร้ายจากความดันโลหิตสูงได้ดี การดูแลสุขภาพด้วยตัวเองให้ห่างจากโรคความดันโลหิตสูงจากที่บ้านด้วย เครื่องวัดความดัน ก็เป็นอีกทางที่ช่วยป้องกันได้ง่าย ๆ แต่น่าเสียดายที่มีประชาชนเพียง 10% ที่ตรวจวัดค่าความดันโลหิตของตัวเองที่บ้าน ในขณะที่ประชาชนจำนวนที่เหลือไม่สนใจตรวจวัดความดันและควบคุมความดันโลหิตรวมทั้งไม่ได้ใส่ใจการดูแลสุขภาพเลย นี่คือเหตุผลที่พบผู้ป่วยที่มีอาการชักตั้งแต่อายุยังน้อยและมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตสูง ไม่แปลกใจว่าทำไมคนถึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่าเป็น "เพชฌฆาตเงียบ"

ตารางค่าความดันโลหิตสูง จาก เครื่องวัดความดัน ตามที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้

ตารางค่าความดันโลหิตสูง จาก เครื่องวัดความดัน ตามที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้


อาการ โรคความดันสูง แบบเฉียบพลัน
อาการของความดันโลหิตสูงวิกฤตหรือความดันโลหิตสูงผิดปกติแบบเฉียบพลัน แตกต่างกันไปตามอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยมักจะมีอาการหน้าแดง เหงื่อออก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เจ็บหน้าอก ปวดหัว และปวดปัสสาวะบ่อย ภาวะความเครียดและลักษณะอยู่ไม่นิ่งก็พบได้มากเช่นกัน ในกรณีของผู้ป่วยที่มีอายุมาก ความดันโลหิตสูงวิกฤตมักจะค่อยๆ แสดงอาการในช่วงเวลาหลายชั่วโมง เช่น การใช้ยาที่ไม่สม่ำเสมอ การทานอาหารมากเกินไป และการดื่มเครื่องดื่มในปริมาณที่มากผิดปกติ ร่วมด้วยอาการเจ็บหน้าอก ปวดหัว หน้ามืด และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผู้ป่วยอาจมีอาการมึนงง สับสนความเป็นจริง ปฏิกิริยาเริ่มช้าลง และหมดสติชั่วคราว ความดันโลหิตสูงวิกฤตมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

โรคความดันสูง ขั้นวิกฤต
ช่วงเวลาเฉลี่ยของการเกิดความดันโลหิตสูงและวิกฤต คือตั้งแต่ 1 ชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน ซึ่งจำเป็นต้องลดความดันโลหิตของผู้ป่วยลงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากกลไกการสูบฉีดเลือดกำลังถูกทำลายอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของเลือดยังถูกรบกวนด้วยความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นและส่งผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวและความผิดปกติของการพูดเช่นกัน ในกรณีของความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นโดยเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะเส้นเลือดแตกได้ หากเกิดขึ้นในสมอง ผู้ป่วยจะเกิดอาการชัก การไหลเวียนของเลือดในสมองถูกรบกวนอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดความผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการนี้มากกว่า 1 วันและอาจจะเสียชีวิตได้

ความดันสูง โรคสากล 
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้มาก ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังพบได้มากทั่วโลก ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายถือเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลมากที่สุด ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะแรกสามารถรักษาโรคให้หายด้วยการออกกำลังกายเพราะเลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายช่วยทำให้หลอดเลือดขยายและยืดหยุ่น วิธีนี้คือผู้ป่วยต้องใช้เวลานานและต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำให้หลอดเลือดกลับมาสู่สภาวะปกติ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ใส่ใจสุขภาพดูแลความดันโลหิตอย่าสมำเสมอแต่เนิ่น ๆ ควรมี เครื่องวัดความดัน ประจำบ้าน สามารถลดโรคความดันสูง เฉียบพลันได้

ความดันโลหิต ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก
หากเรากำลังเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มคนที่มีโรคความดันสูงหรืออยู่ในช่วงระยะแรก เราควรหันมาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที ซึ่งจะสามารถช่วย ลดความดันโลหิต ได้ประมาณ 4-9 มิลลิเมตรปรอท ทั้งนี้เราอาจใช้วิธีการเดิน วิ่งช้า ๆ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้น ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็น วิธีการลดความดันโลหิต ที่ดีทั้งสิ้น เมือออกกำลังกายเป็นประจำน้ำหนักก็ลดลงตาม ซึ่งการที่ร่างกายมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน สามารถส่งผลต่อการหายใจขณะนอนหลับได้และนำไปสู่การมีความดันโลหิตสูงได้ในที่สุด ทั้งนี้การลดน้ำหนักถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการช่วย ควบคุมความดันโลหิต โดยที่ความดันโลหิตจะเริ่มลดลงหากเราสามารถลดน้ำหนักได้ 4.5 กิโลกรัม

Cr.Hyperpressure Blog

วิธีรักษา หลอดเลือดหัวใจตีบ


วิธีรักษา หลอดเลือดหัวใจตีบ 

วิธีรักษา หลอดเลือดหัวใจตีบ



“หลอดเลือดหัวใจตีบ” เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจล้มเหลว ต้นเหตุของการพรากชีวิตของคนที่เรารักไปก่อนเวลาอย่างไม่มีวันกลับ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือพฤติกรรมวิถีชีวิตและการบริโภคของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ทำให้เราเสี่ยงเจ็บป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะ “โรคหัวใจ” ที่เห็นได้จากสถิติคนไทยที่เป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” กันมากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเส้นเลือดของเรามีขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร หากถูกไขมันเกาะหรือพอกสะสม จนทำให้ตีบแคบลงจนเลือดไหลไม่สะดวก ถ้าตีบมากๆ จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจได้มากพอ อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

สาเหตุ โรค“หลอดเลือดหัวใจตีบ”
สาเหตุของโรค“หลอดเลือดหัวใจตีบ”เกิดจากการที่มีไขมันจับที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ เรียกว่า พลัค (Plaque) ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดแข็งหนา รูในหลอดเลือด จึงตีบแคบลง เลือดจึงหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงเกิดเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้มีอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง หยุดพักแล้วดีขึ้น ในผู้ป่วยบางราย พลัค (Plaque) ที่จับที่ผนังหลอดเลือดมีการอักเสบและแตกออก (Plaque rupture) กระตุ้นให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของเกร็ดเลือดทำให้หลอดเลือด อุดตันทันที ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง เหงื่อแตก ตัวเย็น อาจถึงขั้นทำให้หัวใจ หยุดเต้น และถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไขมันดี ไขมันเลว และ คลอเลสเตอรอล
ต้นเหตุทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตันก็คือการที่มีไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งปกติร่างกายเรามีไขมัน 2 ชนิด คือไขมันดีและไขมันเลว หรือที่เราเรียกว่า “คลอเลสเตอรอล” สำหรับไขมันดีนั้นทำหน้าที่ช่วยลดการเกาะพอกที่ผนังเส้นเลือด ส่วนไขมันเลวเพิ่มโอกาสการเกาะหรือพอกมากขึ้น ฉะนั้นคนที่เป็นโรคนี้ควรมีไขมันดีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของไขมันเลวเพื่อป้องกันไม่ให้ตีบมากขึ้น ขณะที่ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ ความเครียด และน้ำหนักตัวเกิน ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลให้เส้นเลือดตีบเร็วขึ้นได้ทั้งหมด วิธีรักษาจึงควรตรวจวัดความดัน ด้วย เครื่องวัดความดัน อยู่เป็นประจำ และหมั่นออกกำลังกายเพือป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูง ความเครียดและเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยง โรค“หลอดเลือดหัวใจตีบ”
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรค“หลอดเลือดหัวใจตีบ” ได้แก่ เพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี และเพศหญิง อายุมากกว่า 55 ปี สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่ยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจ วิธีรักษาก็ควรต้องรักษาควบคุมระดับความดัน และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ป้องกันความดันสูง ก็ควรมี เครืองวัดความดัน ประจำบ้านไว้ แต่ถ้าหากผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ถูกต้องหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หมั่นออกกำลังกาย ลดความเครียด งดการสูบบุหรี่

สร้างเส้นเลือดสำรอง ไม่ต้องทำบอลลูน
แต่มีข่าวดี ที่มงานที มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีงานวิจัยวิธีรักษาผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบ แทนที่จะไปทำบอลลูน หรือ Bypass สามารถใช้วิธีกระตุ้นเลือดจากขาเข้าสู่หัวใจตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เทคโนโลยีนี้เรียกว่า EECP (Enhanced External Counter Pulsation) ต้องทำครั้งละ 1 ชม อาทิตย์ละ 5 ครั้งเป็นเวลา 7 อาทิตย์ พบว่าผู้ป่วยจะสามารถสร้างเส้นเลือดสำรอง(natural bypass) นี้ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเลย ในไทยก็มีเตรื่องมือนี้นะเรียกว่า เครื่องนวดขากระตุ้นการทำงานหัวใจ หรือ Enhanced External Counter Pulsation (EECP)

เส้นเลือดหัวใจ เส้นที่ 4
การรักษาด้วยเครื่อง EECP นี้ ไม่ได้ใส่สารเคมี หรือการสอดใส่เครื่องมืออุปกรณ์หรือผ่าตัดกับร่างกาย แต่เป็นการกระตุ้นร่างกาย ให้เกิดการซ่อมแซมตนเองอย่างธรรมชาติ แต่การกระตุ้นแบบนี้ เราสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ด้วยการวิ่งวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 150 นาที ก็คือ 5 วัน ถ้าเรามีหลอดเลือดหัวใจตีบ ร่างกายจะสร้างเส้นเลือดสำรอง (collateral vessel) ได้ภายใน 2 อาทิตย์ ทั้งนี้คงต้องทำก่อนที่จะตีบจนออกกำลังกายไม่ได้ รู้อย่างนี้แล้ววิ่งวันละ 30 นาที ลด เส้นเลือดหัวใจตีบที่ได้ผล เราควรออกกำลังกายอาทิตย์ละ 5 ครั้ง เพื่อสร้างเส้นเลือดสำรองไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มไว้ใช้ เผื่อเส้นเลิอดหัวใจหลักเส้นไหน ตีบตันจะได้มีเส้นเลือดสำรองไว้ใช้ได้เลย และควรวัดความดันด้วย เครื่องวัดความดัน สม่ำเสมอ ก็ช่วยให้เรามีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องกินยา ได้ทั้งสุขภาพหัวใจและสุขภาพกายโดยไม่พึงมีดหมอ

Cr.เดลินิวส์,คมชัดลึก