9 เม.ย. 2561

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

 ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน

ปวดเมื่อย จาก นั่งทำงาน


การนั่งทำงาน หลังงอ ห่อไหล่ ไขว่ห้าง เท้าคาง และก้มคอ (สังคมก้มหน้า เล่นแต่มือถือตลอดเวลา) เป็นเวลานานๆ ในท่าเดิม ๆ และทำซ้ำจนกลายเป็นพฤติกรรมที่เคยชินโดยไม่รู้ตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิตและผลกระทบต่อการไหลเวียนของออกซิเจนในร่างกาย ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดก็จะน้อยลง จะมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังเริ่มซีดเพราะร่างกายจะตอบสนองต่อการขาดออกซิเจนในเลือด เราสามารถวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้ ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 90% จะมีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด ซึ่งควรเปลี่ยนอิริยาบทและขยับร่างกาย

แม้แต่ท่าทางในขณะขับรถในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ ก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพและอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน เพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงและรับมือกับการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนในร่างกายเบื้องต้นก่อนนำไปสู่ภาวะร่ายกายอ่อนแอต่อไปได้ ซึ่งสามารถป้องกันได้แบบง่าย ๆ เรามีวิธีสังเกตพฤติกรรมและอาการของอาการปวดเมื่อยที่เกิดจากการนั่งทำงานผิดท่ามาฝาก อาทิ ปวดขา ปวดหัว ปวดคอ บ่า ไหล่ ฯลฯ

1. ปวดหัวเรื้อรัง 
หากคุณมีอาการปวดหัวตื้อๆ และปวดร้าวลามไปบริเวณท้ายทอยหรือต้นคอ อาจมีจุดกดเจ็บหรือปวดมากหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางคนมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด สาเหตุมักเกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนักอย่างต่อเนื่องหรือความเครียดสะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและขาดออกซิเจนในทีสุด ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดไม่ควร ต่ำกว่า 95 % ซึ่งสามารถวัดได้จาก เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ตัวเครื่องก็จะทำการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดออกมาพร้อมกับกราฟชีพจรและอัตราการเต้นหัวใจของคุณออกมาแบบ Real Time แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ปรับท่านั่งเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสมเพื่อหลีกเลียงการปวดเมื่อยจากการขาดออกซิเจนในเลือดระหว่างนั่งผิดท่าได้

2. ปวดคอ บ่า ไหล่
ปวดเมื่อยยอดนิยมของคนกรุงฯ ที่มักจะนั่งยกไหล่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากนั่งทำงานหน้าคอม ฯ การวางจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในระดับความสูงที่ไม่เหมาะสมกับความสูงของเก้าอี้ หรืออาจเกิดจากการนั่งก้มหน้าและจ้องคอมฯหรือมือถือเป็นเวลาต่อเนืองและยาวนาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอหดเกร็งเกิดจากการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดไม่สะดวกเป็นเวลานาน นานวันเข้าก็เริ่มผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ และตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงบ่า ไหล่ สะบัก และแผ่นหลัง ส่วนใหญ่พบว่า นั่งนานปวดไหล่เกิดจาก กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแผ่นหลังซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายมักจะยกสูงกว่าอีกซีกไปโดยปริยาย

3. ปวดหลัง สะโพก และบั้นเอว
ท่านั่งไขว่ห้างยอดนิยมของคุณผู้หญิงนั่นละ นั่งไขว่ห้าง อันตราย ที่นำไปสู่อาการเจ็บปวดด้วยภาวะหมอนรองกระดูกได้เลยทีเดียว เพราะขณะไขว่ห้างน้ำหนักจะเทลงไปที่ขาและฝ่าเท้าข้างใดข้างหนึ่ง บวกกับการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนในเลือดบริเวณส่วนล่างของร่างกายที่ไม่ดี ส่งผลให้ปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เอว และแผ่นหลังผิดรูป กระดูกชายโครงเกร็งรั้ง จนถึงขั้นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือกระดูกทับเส้นประสาท แนะนำให้ปรับท่านั่งทำงานเสียใหม่ให้หลังตรงและควรหาวัสดุเสริมรองนั่ง เพื่อปรับสรีระให้เหมาะสม

4. ปวดขาและหัวเข่า
คนที่มักจะนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ทำงาน หรือชอบนั่งขัดสมาธิเป็นประจำ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้าไม่ดีพอ นอกจากจะทำให้เป็นเหน็บชาบ่อย ปวดหัวเข่า และเมื่อยขาเรื้อรัง คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะหรืออายุมากขึ้น อาจส่งผลกระทบให้ข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ายึดหรือหดตัวผิดปกติได้ ควรหมั่นเปลียนอิริยาบทหรือเปลี่ยนท่านั่งเป็นระยะ ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดเมื่อยและช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้

หากคุณกำลังอดทนกับอาการปวดเมื่อยเรื้อรังของกล้ามเนื้ออยู่ละก็ ขอให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั่งทำงานและท่านั่งโดยด่วน เพราะอาจส่งผลต่อบุคลิกภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงในอนาคต โดยเฉพาะคนที่นั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานอาจส่งผลให้อัตราการเผาผลาญไขมันลดลง เกิดการสะสมตัวของอินซูลินจากตับอ่อนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน สมองทำงานช้าลงและปวดเมื่อย เพราะการไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน หรืออยู่ท่าเดิมนาน ๆ ควรหมั่นขยับร่างกาย ในระหว่างวันนอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ แล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตและอ็อกซิเจนทำงานได้ดีขึ้น หรือจะวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ด้วย เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อตรวจเช็คดูว่าเรานั่งผิดท่านานเกินไปทีมีผลกับออกซิเจนในเลือดไหมเพื่อลดอาการปวดเมื่อยลงได้

Cr.สปริงนิวส์

3 เม.ย. 2561

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย



ออกซิเจน และ น้ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของคนเรา ถ้าต้องการมีสุขภาพดี แข็งแรง รวมไปถึงอยากให้มีผิวพรรณที่สวยงาม สดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ก็ต้องหมั่นเติมออกซิเจนและน้ำเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากน้ำและออกซิเจนในเลือดเป็นสิ่งสำคัญทั้งในการเจริญเติบโตการซ่อมแซมและการทำงานของระบบในร่างกายแทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะต่างๆ ไปจนถึงระดับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ น้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมนุษย์มากถึง 60 % ถ้าร่างกายขาดน้ำเพียง 1-2 วัน มีโอกาสเสียชีวิตได้

เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
นอกจากน้ำแล้ว ออกซิเจนก็มีส่วนสำคัญ การเพิ่มขึ้นของปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด สามารถส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเรา ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นส่วนสมอง ก็จะมีการกระตุ้นให้มีระบบความจำที่ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้น ถ้าเป็นส่วนตับ ก็จะสามารถกำจัดสารพิษต่างๆ ที่เข้ามาในในร่างกายของเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่ต้องการเน้นเรื่องของสุขภาพความงาม การมีสุขภาพดี คือ การทำให้ร่างกายสามารถที่จะได้รับออกซิเจนและใช้มันให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ก็จะทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และ ยังช่วยเร่งการขจัดของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งด้วย

ออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร
ถ้าร่างกายได้รับออกซิเจน และน้ำที่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้มีผิวพรรณสวย ดูดีจากภายในสู่ภายนอก แล้ว ค่าออกซิเจนในเลือด ปกติเท่าไร ถึงจะเพียงพอ ปกติแล้วค่าออกซิเจนในเลือดควรจะอยู่ที่ 96 – 99% ของความอิ่มตัวสูงสุดในเลือด เราสามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) สำหรับใช้วัดชีพจรและปริมาณออกซิเจนในร่างกาย ขนาดเล้กกะทัดรัดพกพาสะดวกใช้งานง่ายเพียงหนีบ เครื่องวัดออกซิเจน ไว้ที่ปลายนิ้วแล้วกดสวิตช์เปิดเครื่องก็สามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านหน้าจอได้ทันที

5 วิธี เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย
1.สูดหายใจเต็ม ๆ
อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดี การหายใจเต็มที่ จะทำให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เราเครียดจะยิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะตอนเราเครียด กล้ามเนื้อร่างกายจะเกร็ง ทำให้ระดับออกซิเจนลดลง คนที่รู้สึกอยากผ่อนคลายความเครียด ก็หายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ (หายใจเข้าท้องป่อง กลั้นไว้ แล้วปล่อยค่อยๆ ออก) ออกซิเจนจะเข้าไปเต็มปอด ออกซิเจนในเลือดก็จะเพิ่มขึ้น จะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก คนที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะรู้ดีเลยล่ะ

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ
เช่น การวิ่งวันละ 15 นาที จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้มาก สามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดด้วย เครื่องวัดออกซิเจน ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) ที่เพิ่มขึ้นได้ ควรหมั่นออกกำลังกายให้ได้ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายเพิ่มปริมาณออกซิเจนได้มากขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น และ เลือดก็จะถูกสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สดใสมีชีวิตชีวา

3.อบความร้อน
ความร้อนจากห้องซาวน่า การสตรีม หรือแม้แต่การแช่น้ำร้อนที่อ่างอาบน้ำที่บ้าน จะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น ช่วยส่งผ่านออกซิเจนในเลือดไปยังส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะความร้อนนี้ จะทำให้หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยบริเวณผิวขยายตัว ที่สำคัญยังมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อและการหายใจผ่อนคลายมากขึ้นเพราะฉะนั้นถ้าหาเวลาไปอบซาวน่า เข้าห้องอบไอน้ำในฟิสเนส แช่น้ำอุ่นในอ่างน้ำที่บ้าน หรือการไปแช่น้ำอุ่นในสปา ก็เป็นการช่วยในเรื่องนี้ได้เหมือนกัน

4.นวดเพื่อสุขภาพ
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ก็ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายให้เราได้ เพราะตอนที่เรารู้สึกปวดเมื่อย ก็หมายความว่ากล้ามเนื้อของเรากำลังหดตัว เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี กล้ามเนื้อจะขาดออกซิเจนและสารอาหาร ดังนั้นให้ใช้มือ นวดเป็นวงกลมเล็กๆ ทั่วบริเวณกล้ามเนื้อที่ตึง กดด้วยแรงพอดีๆ ตรงจุดที่ปวด ก็จะรู้สึกดีขึ้น หรือไม่ก็เข้าสปา หาร้านนวดที่ไว้ใจได้ เราก็จะรู้สึกสบายตัวขึ้น

5.ดื่มน้ําเพิ่มออกซิเจน
คิดว่าหลายคนคงไม่รู้ ว่าการดื่มน้ำก็ช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายได้ด้วย ซึ่งปกติน้ำดื่มทั่วไปจะมีค่าออกซิเจนละลายอยู่ประมาณ 7 มก.ต่อลิตร มีงานวิจัยมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า ชุมชนที่ห่างไกลที่ปริโภคน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทีมีออกซิเจนอยู่มากมาย มีอายุยืนยาว ไม่เคยเจ็บป่วยเลย และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เป็นประจำทุกวัน จึงให้ประโยชน์แก่ร่างกายและดีต่อสุขภาพ ยิ่งเป็นน้ำดื่มที่มีที่มีปริมาณออกซิเจนสูงๆ ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด ยิ่งเพิ่มคุณประโยชน์ให้แก่ร่างกายอย่างมาก

Cr.Lady108

18 มี.ค. 2561

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


โทรศัพท์มือถือ เล็กที่สุดในโลก


ในยุคที่สมาร์ทโฟนมีแต่จะขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นขนาด 4-6 นิ้วกันมาแล้ว สำหรับการรับชมความบันเทิงอย่างเต็มที่ จนบางครั้งอาจยากต่อการพกพา แต่ยังมีผู้ผลิตโทรศัพท์รายหนึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการหยุดและพักจากการใช้สายตาจดจ่อไปที่สมาร์ทโฟนจอทัชสกรีนขนาดใหญ่นั้น แล้วให้ผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับการให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัว โทรศัพท์ที่ไม่ยึดติดกับหน้าตาในแบบที่เราคุ้นเคย แต่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากฟีเจอร์โฟนของบริษัทผู้ผลิตมือถือสุดยิ่งใหญ่ในอดีตอย่างโนเกีย เกิดเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างรอบด้านด้วยขนาดที่เล็กที่สุดในโลก

โทรศัพท์มือถือ ค่าย Zanco
โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า Zanco tiny t1 (ซันโก้ ไทนี ที1) พัฒนาโดยบริษัท ซันโก้ ที่ผลิตโทรศัพท์ขนาดเล็กมานานหลายปีแล้วโทรศัพท์รุ่นนี้มีขนาดเล็กที่สุดโนโลกด้วยขนาดกว้างเพียง 21 มิลลิเมตร ยาว 46.7 มิลลิเมตร หนา12 มิลลิเมตร สามารถวัดได้ด้วย เวอร์เนียร์ดิจิตอล หรือเล็กกว่าเครดิตการ์ดปกติทั่วไปอยู่เกือบ 1 เท่าตัว (เครดิตการ์ดทั่วไปมีขนาด 85.60×53.98 มม. ) น้ำหนักตัวเพียง 13 กรัมเท่านั้น ถือขนาดเล็กที่สุดในโลก และยังเบามากด้วย เรื่องความสะดวกในการพกพาคงไม่ต้องพูดถึง มันสะดวกมากๆ หากคุณจะเหน็บไว้กับตัวระหว่างไปวิ่งออกกำลังกาย

โทรศัพท์มือถือ จิ๋วแต่แจ๋ว
ตัวโทรศัพท์ทำงานบนเน็ทเวิร์ค 2G แบตเตอรีมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 วันต่อหนึ่งการชาร์จ สนทนาต่อเนื่องได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง ชาร์จผ่านพอร์ทไมโครยูเอสบี รองรับนาโนซิมการ์ด และมาพร้อมด้วยคีย์บอร์ดสำหรับใช้รับส่งข้อความได้ด้วยขนาดที่ต้องเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว Zanco tiny t1 สามารถพกไปที่ไหนก็ได้ จะเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง หรือจะห้อยคอก็ได้ (ตัวโทรศัพท์มีช่องสอดสายคล้องคอ) สามารถใช้เป็นแบ็คอัพโฟนแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ สำหรับใช้ไปเที่ยวหรือในวันทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการตัดขาดจากโลกออนไลน์

โทรศัพท์มือถือ รุ่น tiny t1
Zanco tiny t1 โทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วนี้ มีหน้าจอ OLED ขนาด 12.5 มิลลิเมตร วัดได้จาก เวอร์เนียร์ดิจิตอล หน้าจอมีความละเอียด 64x32 พิกเซล ผู้ใช้งานสามารถคุยโทรศัพท์ได้นานติดต่อกัน 3 ชั่วโมง และแบตเตอรีสามารถอยู่ได้นาน 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้งหากไม่ได้ใช้งาน ใช้ซิมการ์ดแบบ nano-SIM จัดเก็บรายชื่อในตัวเครื่องได้ 300 รายชื่อ รวมถึงบันทึกรายการโทรล่าสุด 50 รายการ และจัดเก็บข้อความSMSได้สูงสุด 50 ข้อความ หน่าวยความจำ RAM 32MB ความจุในตัวเครื่อง 32GB ความจุแบตเตอรี่ 200mAh ที่ให้พลังงานนานต่อเนี่องถึง 3 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และชาร์จผ่านพอร์ต Micro USB

โทรศัพท์มือถือ โครงการ Kickstarter
แม้แรกเริ่มเดิมทีเหมือนจะเป็นแนวคิดขำขัน แต่สุดท้ายก็เกิดเป็นจริงขึ้นมา ลงท้ายด้วยการเป็นโครงการที่ Kickstarter แต่ภายในเวลาแค่ 22 วัน ก็ระดมทุนได้เกินเป้ามีผู้สนับสนุนมากถึง 3,000 ราย โดยล่าสุด (21 ธันวาคม ค.ศ. 2017) สามารถหาทุนได้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยยอดเงินมากกว่า 200,000 เหรียญ สนใจจับจองกันได้ในราคา 47 เหรียญ (1,500 บาท) ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.kickstarter.com จากความสำเร็จนี้ทำให้คาดว่าจะสามารถผลิตโทรศัพท์มือถือออกมาจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2018

Cr.POPpaganda,Flashfly

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

 แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก

แบตเตอรี่สำรอง เล็กที่สุดในโลก


ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีนักประดิษฐ์ไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมาก ต่างคิดค้นที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ แบบพกพาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานออกมาหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่กลับพบว่าตัวอุปกรณ์แบตสำรองจะค่อนข้างใหญ่พกพาลำบาก ทำให้หลาย ๆ ครั้งก็ตัดใจไม่เอาที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือติดกระเป๋าไปด้วย ทว่าสุดท้ายก็ต้องมากังวลอีกว่าแบตมือถือ จะหมดเมื่อไหร่ เพราะในเมื่อเราต่างก้มหน้าก้มตาละเลงนิ้วมือลงบนสมาร์ทโฟนกันอย่างเมามันส์ เลย...คิดไม่ตกซะจริง ๆ ว่าจะพกสมาร์ทโฟนไปพร้อมกับที่ชาร์จโทรศัพท์มือถืออย่างไรกันดี

Fuel แบตเตอรี่สำรอง ขนาดเล็กจิ๋ว
ในเมื่อความคิดสร้างสรรค์ของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นตอนนี้จึงมีผู้คิดค้นอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว สำหรับ สมาร์ทโฟน หรืออาจพูดได้ว่าที่สุดในโลก ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ ฟูเอล (Fuel) แบตเตอรี่สำรองจิ๋วแหล่งพลังงานขนาดย่อม เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เมือได้วัดขนาดแบตสำรองจิ๋วจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ก้อขนาดเพียง 1.2 x 1.5 x 0.6 นิ้ว เท่านั้น นอกจากนี้การใช้งานก็ง่ายแสนง่าย แค่เปิดสวิทช์ที่ตัวอุปกรณ์แบตเตอรี่สำรองจิ๋ว แล้วนำสาย USB หรือ AC Micro-USB มาต่อระหว่างโทรศัพท์กับตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพียงเท่านี้มันก็จะค่อย ๆ เติมเต็มพลังงานให้สมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานแล้ว

ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ จิ๋ว เเบบพกพา
เพียงแค่ได้เห็นภาพตัวอุปกรณ์ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือชิ้นนี้เป็นครั้งแรกก็ต้องบอกว่า อึ้ง ทึ่ง ตะลึง!! อยู่เหมือนกัน ด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว (เล็กกว่ากุญแจรถด้วยซ้ำ) และรูปร่างหน้าตาที่น่ารักที่ทาง อดัมส์ และ อเล็กซ์ รวมทั้งทีมงานจาก Devotec Industries ช่วยกันออกแบบแบตเตอรี่สำรอง โดยมีลักษณะเป็นรูปถังใส่น้ำมันสีแดง ที่มาพร้อมกับพลังขนาด 400 mAh แบตเตอรี่จำหน่ายกระแสไฟสูงสุด 1.0A ซึ่งจะชาร์จแบตมือถือให้กับสมาร์ทโฟนของคุณในยามฉุกเฉินได้ แต่จะช่วยให้ใช้งานต่อได้นานแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานโทรศัพท์ของแต่ละคนด้วย

Power Bank จิ๋วแต่แจ๋ว
แบตเตอรี่สำรองดีไซน์ถังน้ำมันจิ๋ว ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีขนาดที่เล็กที่สุดในโลกเพียงขนาด 30 x 39 x 16 มิลลิเมตร ที่วัดจากเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ด้วยขนาดที่เล็ก ทำให้ FUEL CHARGER แบตเตอรี่สำรองสามารถจุแบตเตอรี่ได้เพียง 400 mAh ซึ่งเพียงต่อการใช้งานสนทนาได้นาน 20-30 นาที หรือเปิดสแตนบายได้นาน 2-3 ชั่วโมง จึงมีข้อดีคือสามารถพกติตัวไปได้ทุกที่โดยใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกง แม้จะมีความจุเพียง 400 mAh แต่ทว่าในยามฉุกเฉิน Power Bank จิ๋วตัวนี้ จะทำให้คุณไม่พลาดสายโทรศัพท์สายสำคัญ อีเมลด่วน หรือตอบ Line อีกด้วย

ราคา แบตสำรอง เล็กที่สุดในโลก
วิธีที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือก็ง่ายมาก เพียงแค่เปิดสวิตช์แบตสำรองและเสียบเข้ากับโทรศัพท์เหมือนกับที่คุณชาร์จ โทรศัพท์ของคุณจะเริ่มชาร์จใหม่ทันที ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองที่มีหัวชาร์จแบบ Micro SD มีปุ่มเปิด/ปิด ทำให้ไม่เปลืองพลังงานแบตเตอรี่ในเวลาที่ไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ ยังมีไฟแจ้งเตือน LED 3 ดวง ที่จะบ่งบอกสถานะในขณะกำลังชาร์จ หรือชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว หากใครต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อทางออนไลน์ก็สามารถคลิกเข้าที่เว็บไซต์ devotecindustries.com ได้เช่นกัน โดยราคาจำหน่ายไว้ที่ 19.99-29.99 เหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ720-1080 บาท)

Cr.กระปุก

แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก

แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก
แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก

 


แฟลชไดร์ฟ เล็กที่สุดในโลก



เชื่อว่าหากพูดถึงหน่วยความจําสํารองอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ใช้บันทึกเพลง วีดีโอ บทความ และอื่นๆทุกคนต้องรู้จักกันดีอยู่แล้ว สำหรับตัวเก็บข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่ชื่อว่า แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) มีหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลต่างๆ คัดลอกไฟล์ข้อมูลมาจากคอมพิวเตอร์แล้วส่งไปบันทึกบนหน่วยความจำบนแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)จากนั้นเมื่อนำไปใช้งานในคอมพิวเตอร์เครื่องก็สามารถนำดูข้อมูล แก้ไข ที่คัดลอกมานั้นเอง เพียงแค่พกแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ที่มีขนาดเล็กก็สามารถทำงานได้ทุกที่เลย เพิ่มความสะดวกให้ได้หลายเท่าเลย

แฟลชไดร์ฟ หน่วยความจําสํารอง
ในปัจจุบันแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)เรียกได้ว่าเป็นหน่วยความจําสํารองที่ต้องมีติดตัวไว้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องทำงานเกี่ยวกันเอกสารไฟล์งานแบบต่างๆ ก็จำเป็นต้องใช้งานแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)เพื่อย้ายข้อมูลไปทำต่อที่บ้านหรือย้ายงานจากที่บ้านมายังที่ทำงานก็เป็นเรื่องง่าย ไม่จำเป็นจะถือเอกสารจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ไปไหนมาไหน เพียงแค่พกแฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ที่มีขนาดเล็กก็สามารถทำงานได้ทุกที่เลย เพิ่มความสะดวกให้ได้หลายเท่าเลย

หน่วยความจําสํารอง เล็กที่สุดในโลก
ที่งาน Consumer Electronics Show 2018 (หรือ CES 2018) เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านเทคโนโลยีและโซลูชันการเก็บข้อมูลระดับโลก ได้เปิดตัวหน่วยความจําสํารองหรือที่เรียกว่า แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive)ขนาด 1TB (เทระไบต์) ที่เล็กที่สุดในโลก สามารถวัดด้วยเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล มีขนาดเพียง 75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร แบบพกพาประสิทธิภาพสูงความจุสูงจับเก็บข้อมูลแบบ SSD ที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ แซนดิสก์ (SanDisk) ที่มีความก้าวล้ำที่รองรับคอนเทนท์ส่วนบุคคลที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ส่วนตัวและความทรงจำต่างๆ สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกหลายปีข้างหน้า

SanDisk Ultra Fit
เวสเทิร์น ดิจิตอล สานต่อความสำเร็จทางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น โดยการนำอนาคตของ แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) มาจัดแสดงอุปกรณ์จับเก็บข้อมูลแบบ SSD (Solid-State Drive) ขนาด 75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกขนาดความจุ 1TB (เทระไบต์) ซึ่งเป็นโซลูชันแบบ USB แฟลชไดร์ฟ(USB Flash Drive) หัวเชื่อมต่อแบบ Type-C ที่มีประสิทธิภาพซึ่งสามารถเก็บรักษาคอนเทนท์จำนวนมหาศาลไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บที่มีขนาดเล็ก ที่ชื่อว่า SanDisk Ultra Fit™ USB 3.1 Flash Drive แฟลชไดรฟ์ขนาด 256 กิกะไบต์ ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก USB ขนาดจิ๋ว ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มรูปถ่าย วิดีโอ เกม และไฟล์เสียงต่าง ๆ ลงบนคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต ทีวี เครื่องเล่นเกม และระบบเครื่องเสียงในรถยนต์

USB 3.1 Flash Drive
ด้วยพื้นที่ความจุขนาด 256 กิกะไบต์ของแฟลชไดร์ฟ(USB 3.1 Flash Drive) และเป็นหน่วยความจําสํารอง SSD (Solid-State Drive) เล็กที่สุดในโลก ขนาดเล็กจิ๋วเพียง 2.98 x 2.98 x 0.42 นิ้ว (75.69 มิลลิเมตร x 75.69 มิลลิเมตร x 10.67 มิลลิเมตร) น้ำหนักเพียง 78.9 กรัม สามารถวัดด้วยเครื่องมือวัด เวอร์เนียร์ดิจิตอล ทำให้ผู้คนใช้งานสามารถเก็บคอนเทนท์ต่าง ๆ ได้มากกว่าเดิมได้ด้วยปลายนิ้วของพวกเขา ซึ่งสามารถเก็บไฟล์รูปถ่ายได้ราว 14,000 ภาพ วิดีโอแบบความละเอียดสูงที่มีความยาว 10 ชั่วโมง และเพลงที่มีจำนวนมากถึง 16,000 เพลง และยังมีพื้นที่เหลือพอสำหรับจัดเก็บไฟล์อื่น ๆ ถึง 64 กิกะไบต์

Cr.Sanook,USB Perfect

15 ก.พ. 2561

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน

เครื่องมือวัดแสง ใน ที่ทำงาน

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน


การมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวของเราถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกิจกรรมประจำวันตั้งแต่ตื่นเช้า การดำเนินกิจกรรม ส่วนตัว ทำอาหารในห้องครัว การเดินทาง การทำงาน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ และอีกมากมายที่ต้องใช้สายตามองเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับการดำเนินชีวิต การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการดำเนินกิจกรรมของตน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสง ที่เหมาะสม มีคุณภาพสำหรับการมองเห็นที่ดี

ความเข้มแสง & การอ่านเอกสาร
แสงสว่างที่เหมาะต่อการอ่านเอกสารในห้องทำงาน ตามหลักวิชาการจะเรียกว่าดูความเข้มแสงที่เพียงพอต่อการอ่าน โดยจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) วัดปริมาณแสง ในหน่วย Lux (ลักซ์) ซึ่งจะวัดความเข้มแสงออกมาเป็นตัวเลข โดยความเข้มแสงที่เหมาะกับการทำงาน เช่น อ่านเอกสารในห้องทำงานจะอยู่ที่ 300-500 Lux (ลักซ์) ดังนั้น เวลาอ่านหนังสือในแสงสว่างปกติ ที่ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไปจะดีที่สุด อาจจะอยู่ในร่มที่ไม่มีแดดส่องมาโดน หรืออ่านเอกสารในห้องทำงานตอนกลางคืน อาจจะต้องเปิดโคมไฟส่องเวลาอ่านหนังสือ

ความเข้มแสง & การมองเห็น
การจัดการความเข้มของแสงสว่างที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน แสงสว่างที่น้อยหรือมาก เกินไป หรือ แสงจ้า ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป เกิดความเมื่อยล้า กล้ามเนื้อหนังตากระตุก ปวดตา มึนศีรษะ นอนไม่หลับ ความสามารถในการมองเสื่อมลงเป็นผลให้เกิด อุบัติเหตุในการทำงาน การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการทำงานของพนักงาน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสงที่เหมาะสมเพียงพอและมีคุณภาพสำหรับการมองเห็นทีดี ที่เราสามารถวัดความเข้มแสงที่เหมาะสม ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter)

ความเข้มแสงที่เหมาะสม ห้องทำงาน 
-ห้องสุขา 100 ลักซ์
-ห้องประชุม 300 ลักซ์
-โรงอาหาร 200 ลักซ์
-ห้องคอมพิวเตอร์ 400 ลักซ์
-ห้องเก็บของ 50-200 ลักซ์
- ห้องพักฟื้น 50 ลักซ์
- ห้องตรวจรักษา 400 ลักซ์
- ห้องถ่ายเอกสาร 300 ลักซ์
- ห้องนิรภัย 100 ลักซ์
- ห้องจองตั๋วหรือห้องขายตั๋ว 400 ลักซ์

เพิ่มความเข้มแสง ด้วย หลอดไฟ
แสงสว่างนั้นมีผลกระทบต่อพนักงาน กรณี แสงสว่างน้อยเกินไป จะมีผลเสียต่อนัยน์ตา ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของนัยน์ตาที่ต้องเพ่งชิ้นงาน ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ มึนศรีษะได้ และในกรณีความเข้มแสงมากเกินไป จะทำให้พนักงานเกิดความไม่สบาย เมื่อยล้า ปวดตา กล้ามเนื้อตากระตุก ซึ่งทั้งแสงสว่างมากไปน้อยไป จะทำให้เกิดผลเสียทางสายตาแล้วยังทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานขึ้นได้ด้วย แสงธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรตรวจสอบความเพียงพอของระบบไฟส่องสว่างในพื้นที่สำนักงาน ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) ถ้าไม่เพียงพออาจจำเป็นต้องเพิ่มความสว่างในห้องทำงานด้วยการติดหลอดไฟส่องสว่างเพิ่ม

Cr.วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ

5 ก.พ. 2561

เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน


เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน

เครื่องมือวัดแสง สถานที่ทำงาน



เนื่องจากการทำงานด้านเอกสารจะต้องใช้สายตาอย่างมาก เมื่อมีความเข้มของการส่องสว่างที่ไม่เพียงพอจะทำให้สายตาต้องปรับขยายรูม่านตาเพื่อเปิดรับแสงให้เข้ามามากขึ้น กล้ามเนื้อรอบดวงตาก็จะต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของสายตา เพราะการที่ต้องทำงานโดยใช้สายตาเป็นเวลานานก็มีผลต่อสุขภาพสายตาอยู่แล้ว หากมีปัจจัยอื่น เช่น แสงสว่างที่ไม่เพียงพอ จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การทำงานที่ต้องใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ยังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ไม่มีสมาธิในการทำงาน เกิดความเครียดในการทำงาน เป็นต้น

ลักซ์ ( Lux) ความเข้มแสง
ดังนั้นเราควรวัดความเข้มแสงซึ่งมีหน่วยเป็น ลักซ์ ( Lux) ที่จำเป็นเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานของคุณอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่กำลังทำ ความเข้มแสง (ลักซ์ ( Lux)) วัดได้ด้วย เครื่องมือวัดแสง ที่จำเป็นสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่าง ระบบแสงสว่างที่ดี ต้องให้แสงที่พอเหมาะสมกับชนิดของงานที่ทำ และมีความสมํ่าเสมอของแสงสว่าง ไม่ใช่บางจุดก็มืด บางจุดก็สว่างจ้า นอกจากนี้เพดาน ผนัง และพื้นก็ต้องช่วยลดความจ้าของแสงด้วย เพราะแสงที่จัดจ้าจนเกินไป ไม่ว่าจะมาจากโคมไฟโดยตรง หรือเกิดจากการสะท้อนแสง ก็ล้วนแล้วแต่อันตรายกับดวงตาอันบอบบางของเราทั้งสิ้น ปกติแล้ว งานแต่ละชนิดจะมีความจำเป็นในการใช้แสงสว่างที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องมือวัดแสง
การใช้เครื่องมือวัดความเข้มแสงในบริเวณนั้นๆ เพื่อตรวจสอบแสงสว่างภายในอาคาร บริเวณสถานที่ทำงาน เช่น สายงานการผลิตในโรงงาน หรือ ห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งต้องให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อสายตาพนักงาน การวัดความเข้มแสงและปริมาณแสงจึงควรมีอุปกรณ์วัดความเข้มแสง หรือที่เรียกว่า เครื่องวัดแสง (Lux Meter) เป็นอุปกรณ์สำหรับวัดความสว่างเฉพาะความเข้มที่ปรากฏในสายตาของมนุษย์ อาทิ เช่น ถ้าเป็นงานพิมพ์เอกสาร การเขียน การอ่าน จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 400 ลักซ์ และสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ งานบันทึกข้อมูลและบริเวณที่แสดงผลข้อมูล (จอคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์) จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 600 ลักซ์ ถ้ามีความสว่างไม่เพียงพอ จะเกิดความรู้สึกตาพร่า เวียนศีรษะ บางรายมีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน

ความเข้มแสง ที่เหมาะสม ในสถานที่ทำงาน
- ขนย้าย บรรจุ บด เกลี่ยวัตถุ ความเข้มแสงไม่ควรน้อยกว่า 50 ลักซ์
- การผลิตหรือประกอบชิ้นงานหยาบ ๆ การสีข้าว ความเข้มแสงในบริเวณนั้นไม่ควรน้อยกว่า 100 ลักซ์
- เย็บผ้า ควรมีแสงสว่างบริเวณนั้นไม่น้อยกว่า 200 ลักซ์
- สถานที่ทำงานที่ต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ เช่น เจียรนัยเพชรพลอย ควรมีความเข้มแสงอย่างน้อย 1000 ลักซ์
- ถนน ทางเดิน เฉลียง ควรมีความเข้มแสง ไม่น้อยกว่า 50 ลักซ์ เป็นต้น

ความเข้มแสง ห้องสัมมนา ห้องเรียน
นอกจากนี้ห้องเรียน ห้องสัมมนาก็เช่นกัน การทำงานเอกสารที่มีความสว่างน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตาได้เนื่องจากจะต้องเพ่งสายตาเป็นเวลานาน เช่นการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือในที่ที่มีแสงน้อยๆ จะทำกล้ามเนื้อตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องอ่านหนังสือและเขียนหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ เช่นมีการกำหนดความสว่างสำหรับห้องเรียน ห้องสัมมนาไว้ 300-700 Lux เป็นต้น ความสว่างที่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆ จึงมีความสำคัญมากต่อการทำงาน เป็นการถนอมสายตาแก่พนักงาน จึงควรวัดความเข้มแสงด้วย เครื่องมือวัดแสง เพื่อกำหนดความสว่างที่เหมาะสมไว้ จะต้องให้แสงสว่างเพียงพอเพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานและการอบรมที่ต้องใช้สายตากับเอกสารเหมาะสมและสบายแก่สายตา ที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพสายตาของพนักงาน

Cr.EUafp,Stou